ทอดพระเนตร สุริยคราส ‘พระเทพฯ’เสด็จที่อินโดเต็มดวง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ทอดพระเนตร สุริยคราส ‘พระเทพฯ’เสด็จที่อินโดเต็มดวง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2559 06:08
15,749 ครั้ง


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรม ราชกุมารี เสด็จฯประเทศอินโดนีเซีย ทอดพระเนตร “สุริยุปราคา” สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จัดกล้องโทรทรรศน์ติดฟิลเตอร์กรองแสงพร้อมอุปกรณ์สังเกตการณ์ ถวาย ณ จุดชมด้านหน้าวังสุลต่านเตอร์นาเต ส่วนในไทยจัดชม 5 จุดใหญ่ทั่วประเทศ โดยแพทย์เตือนเซลฟี่สุริยุปราคาด้วยกล้องมือถืออาจถึงขั้นตาบอด ด้านนายกฯห่วงบ้านเมืองไม่เกี่ยวสุริยุปราคา แต่รับคนเตือนต้องระวัง ขอสวดมนต์นานขึ้น แนะคนกลัวเภทภัย ให้ไปรวมกลุ่มช่วยกันทำบุญ ทำความดี

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ครั้งสำคัญอีกครั้งของประเทศไทยคือการเกิด “สุริยุปราคา” ที่ดวงจันทร์โคจรมาบังดวงอาทิตย์ จึงทำให้เกิดเงาบนโลก ผู้คนที่อยู่ในบริเวณที่เงาผ่านก็จะเห็นดวงอาทิตย์แหว่งตามสถานที่ของแต่ละแห่งในเช้าวันที่ 9 มี.ค.นี้ โดยตลอดวันที่ 8 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการรอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาในหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นจุดสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวง โดยนายบุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมนายศรัณย์ โปษยะจินดา รอง ผอ.สดร. และนายกิตติชัย วัฒนานิกร ประธานกรรมการบริหาร สดร.นำคณะนักดาราศาสตร์ ลงสำรวจพื้นที่และทดสอบอุปกรณ์ในการตั้งจุดสังเกตการณ์ พร้อมรับเสด็จ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี บริเวณด้านหน้าวังสุลต่านเตอร์นาเต หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ซึ่งจะเห็นดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเหนือเกาะ ฮัลมาเฮรา ทำการทดสอบอุปกรณ์สำหรับสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ อุปกรณ์บันทึกสภาพภูมิอากาศ อุปกรณ์วัดความสว่างท้องฟ้า อุปกรณ์สำหรับถ่ายทอดสด เพื่อเตรียมความพร้อม และวางแผนการสังเกตการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง โดยในช่วงเช้ามีเมฆค่อนข้างมาก พอช่วงสายทัศนวิสัยเริ่มดีขึ้น ฟ้าใสเคลียร์ จากพยากรณ์อากาศคาดว่าพรุ่งนี้ท้องฟ้าน่าจะแจ่มใส

นายบุญรักษากล่าวว่า การปฏิบัติงานมีการตั้งกล้องโทรทรรศน์ 5 ตัว และอุปกรณ์สังเกตการณ์ทางอ้อม เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่เกิดขึ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตลอดทุกช่วงปรากฏการณ์ โดยช่วงเวลาการเกิดคราสเต็มดวงตามเวลาท้องถิ่นของเมืองเตอร์นาเตอยู่ระหว่าง 08.36-11.20 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง พาดผ่านมหาสมุทรอินเดียสู่มหาสมุทร แปซิฟิก โดยส่วนใหญ่จะพาดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ช่วงต้นแนวคราสจะเคลื่อนผ่านเกาะใหญ่ๆของอินโดนีเซีย เช่น เกาะสุมาตรา กาลิมันตัน สุลาเวสี และหมู่เกาะโมลุกกะ รวมทั้งศึกษาปรากฏการณ์ข้างเคียง ได้แก่ ปรากฏการณ์ลูกปัดเบลีย์ (Baily’s Beads) ปรากฏการณ์แถบเงา (Shadow Bands) ปรากฏการณ์แหวนเพชร (The Diamond Ring Effect) และปรากฏการณ์เงาเสี้ยว ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรปรากฏการณ์ สุริยุปราคาเต็มดวง บริเวณด้านหน้าวังสุลต่านเตอร์นาเต สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในวันที่ 9 มี.ค. โดย สดร. จัดกล้องโทรทรรศน์ติดฟิลเตอร์กรองแสงพร้อมอุปกรณ์สังเกตการณ์ ถวายพระองค์ท่านด้วย

นายบุญรักษากล่าวอีกว่า บรรยากาศภายในเมืองเตอร์นาเตเป็นไปอย่างคึกคัก บ้านเรือนประชาชน หรือตามที่สาธารณะมีการติดบิลบอร์ดชวนชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงต้อนรับนักดาราศาสตร์จากทั่วโลกที่มาเยือนเตอร์นาเต เพื่อเฝ้ารอชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนี้ นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 6-10 มี.ค.ในเมืองเตอร์นาเตยังจัดงาน Eclipse Expo อย่างยิ่งใหญ่มีประชาชนชาวเมืองเตอร์นาเต นักดาราศาสตร์ และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม ขณะที่ในไทย เห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาชัดเจนที่สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา 69 เปอร์เซ็นต์ นราธิวาส 67 เปอร์เซ็นต์ สงขลา 64 เปอร์เซ็นต์ ภูเก็ต 62 เปอร์เซ็นต์ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 56 เปอร์เซ็นต์ ประจวบคีรีขันธ์ 48 เปอร์เซ็นต์ ฉะเชิงเทรา 42 เปอร์เซ็นต์ กรุงเทพฯ 41 เปอร์เซ็นต์ นครราชสีมา 38 เปอร์เซ็นต์ อุบลราชธานี 38 เปอร์เซ็นต์ นครสวรรค์ 36 เปอร์เซ็นต์ ขอนแก่น 34 เปอร์เซ็นต์ เชียงใหม่ 27 เปอร์เซ็นต์ และเชียงราย 24 เปอร์เซ็นต์

ส่วนการตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อรับชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาทั่วประเทศไทยนั้น สดร.กำหนดไว้ 5 จุดใหญ่ได้แก่ 1.สวนเบญจกิติ ถนนรัชดาภิเษก ติดศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. 2.ดาดฟ้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 3.หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา 4.หอดูดาว เฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และ 5.ลานชมวิวนางเงือก หาดสมิหลา อ.เมือง จ.สงขลา ซึ่งนางนวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผอ.หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา กล่าวว่า หอดูดาวฯเตรียมอุปกรณ์ในการชมสุริยุปราคาไว้เรียบร้อย รวมถึงแจกแว่นตาดูดวงอาทิตย์อีก 500 ชุดให้คนที่มาชมด้วย

ขณะที่บริเวณสวนเบญจกิตติ เขตคลองเตย กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สดร.นำกล้องโทรทรรศน์ติดแผ่นกรองแสง อุปกรณ์ชมดวงอาทิตย์แบบทางอ้อม เช่น กล้องกระบอกไม้ไผ่ กระชอน เพื่อชมปรากฏการณ์ดาราศาสตร์แห่งปีสุริยุปราคาแบบไม่เต็มดวงเหนือฟ้าเมืองไทย ในเช้าวันที่ 9 มี.ค. ซึ่งได้รับความสนใจจากคนที่ทราบข่าว เดินทางมาดูการจัดอุปกรณ์กันเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ นายอุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัย สดร.เปิดเผยว่า กิจกรรมเริ่มเวลา 06.00-10.00 น. โดยในพื้นที่ กทม.ดวงจันทร์จะเริ่มบังตั้งแต่เวลา 06.38-08.32 น. บดบังประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผู้ที่มาลงทะเบียน 300 คนแรกจะได้รับแว่นที่มีแบล็คพอลิเมอร์ สามารถชมปรากฏการณ์ได้ แต่ก็ไม่ควรดูเกินครั้งละ 5 วินาที และที่สำคัญไม่ควรดูด้วยตาเปล่าหรือยกกล้องมือถือมาถ่ายเด็ดขาด เพราะแสงอาทิตย์มีความเข้มแสงสูงมากอาจทำให้ตาบอดได้และอุปกรณ์เสียหาย ส่วนผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์สามารถดูได้ทางอ้อม ด้วยการใช้กระชอน แล้วให้แสงส่องผ่านช่องเล็กๆ แล้วนำกระดาษสีขาวมารองรับ เมื่อเกิดคราสแล้วเราจะเห็นรอยแหว่งของแสง

ขณะเดียวกัน ก็มีคำเตือนจาก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ ถึงการชมสุริยุปราคาด้วยตาเปล่าจะส่งผลกระทบต่อดวงตาโดยตรง จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะสำหรับสังเกตเท่านั้น ห้ามดูด้วยตาเปล่า แว่นกันแดด หรือฟิล์มเอกซเรย์ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ยังมีประสิทธิภาพในการกรองแสงไม่เพียงพอ แสงอาทิตย์จะทำลายเซลล์ประสาทตาจนตาบอดถาวรได้ พร้อมทั้งเตือนกลุ่มคนที่รู้เท่า ไม่ถึงการณ์ ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาโดยตรง ซึ่งถือเป็นอันตราย เพราะกล้องโทรศัพท์มือถือมีเลนส์รวมแสง ยิ่งทวีกำลังของแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ดวงตาบอดได้ทันที และผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลาน ในการชมปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อดวงตา

สำหรับความเชื่อทางโหราศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเกิดสุริยุปราคาหรือดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ถึงกรณีที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงเรื่องดวงเมืองที่อาจเกี่ยวโยงสถานการณ์การเมืองกับเหตุการณ์สุริยุปราคาในวันที่ 9 มี.ค.ว่า ไม่ใช่เพราะมีเรื่องของสุริยุปราคา ห่วงบ้านเมืองมาตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 แล้ว เนื่องจากตนเอาภาระของประเทศชาติมาแบกไว้ โดยมีประชาชนคอยประคับ ประคองให้ความช่วยเหลือสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมมือ

ส่วนเรื่องทางโหราศาสตร์นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล และในฐานะที่เป็นชาวพุทธก็ไม่ไปดูหมิ่น เชื่อไว้ ศรัทธาไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร จะได้ระวังตัวมากขึ้น เมื่อมี คนบอกให้ระมัดระวังจากเหตุการณ์สุริยุปราคาที่กำลังจะเกิดขึ้น ตนก็สวดมนต์นานขึ้นไปอีก ตั้งใจในการทำความดี สงบสติอารมณ์ ไม่โมโหใคร เป็นสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ทุกอย่างในบ้านเมืองเกิดความสงบ ถ้ากลับไปไอ้ทางนี้ทีเดี๋ยวเศรษฐกิจแย่ รายได้เกษตรกรแล้วมีดาวพระเคราะห์เข้ามาอีก ของเก่ายังแก้ไม่ได้เลย แล้วจะไปแก้ดาวพระเคราะห์ได้หรือ เราต้องช่วยกันแก้ด้วยตัวของเราเอง ทุกอย่างกำหนดได้ด้วยตัวเองทั้งสิ้น นอกนั้นก็มาจากสภาวะแวดล้อมก็ต้องไปสร้างความเข้าใจกัน ถ้าบอกว่ากลัวเรื่องโหราศาสตร์ก็ไปรวมกลุ่มกันช่วยกันทำบุญ ทำความดี อย่างน้อยก็จะช่วยปกป้องรักษาตัวให้พวกเราปลอดภัย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พระพรหมมังคลาจารย์หรือเจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตร วิทยาราม ถึงการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาว่า ความเชื่อเรื่องการเกิดสุริยคราสผูกพันกับคนไทยมานานว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่หมายถึงสิ่งไม่ดี เพราะเป็นการดับของพระอาทิตย์ แม้การเกิดสุริยคราสครั้งนี้ประเทศไทยจะเห็นเพียงบางส่วน แต่ในทาง โหราศาสตร์ถือว่าส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง ต่อชีวิตของผู้คน ยิ่งเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับการเคลื่อนตัวของดาวมฤตยูไปทับดวงเมืองยิ่งไปกันใหญ่ คนจะตกใจกันมาก ดังนั้นขอให้ตั้งสติให้ดี อย่าตระหนกตกใจกับปรากฏการณ์ ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพราะประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านในทุกด้าน ทั้งการเมือง การปกครอง สังคม วัฒนธรรม แบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    34.5%
  • ไม่ชอบ
    52.6%
  • สนุก
    4.6%
  • ประหลาดใจ
    0.5%
  • เสียใจ
    0.5%
  • ให้กำลังใจ
    7.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement