‘บิ๊กตู่’ประกาศชัด รอคดีจบ ถึงจะตั้งสังฆราช - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

‘บิ๊กตู่’ประกาศชัด รอคดีจบ ถึงจะตั้งสังฆราช

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 มี.ค. 2559 06:06
7,246 ครั้ง


เป็นไปตามขั้นตอน‘กฎหมาย’ต้องเคลียร์ทุกอย่างให้ชัดเจนเพิ่ม4หมื่นชื่อถอดถอนผู้ตรวจ

“บิ๊กตู่” ย้ำชัดเจนปัญหาตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ถ้ายังไม่เคลียร์คดีความ ตั้งไม่ได้ อ้างเหมือนกับการตั้งทหารตำรวจ มีคดีความก็ตั้งไม่ได้ พร้อมแก้ข่าวโดนโพสต์เฟซบุ๊กเป็นมุสลิม ยันไหว้พระทุกวัน พระเครื่องห้อยเต็มคอ ขณะที่ “พระเทพวิสุทธิกวี” สวนทันควัน เป็นเรื่องของนายกฯที่ฟังความไม่กี่คน แต่กลับไม่ฟังเสียงคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่มีมติให้ดำเนินตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มองนายกฯอาจจะกำลังสร้างกรรมใหม่ หากทำดีก็จะได้บุญ แต่หากทำบาป ก็จะเกิดเป็นบาปต่อตัวนายกฯเอง ด้านองค์กรพุทธขยับ ล่าชื่อเพิ่มจาก 2 หมื่นเป็น 4 หมื่น ถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนเจ้าของอู่ประกอบรถโบราณรุดขอความช่วยเหลือกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม หลังเจอ “หลวงพี่แป๊ะ” ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ปัญหาการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง เริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 8 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยมติของมหาเถรสมาคม (มส.) ในการเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ผิดขั้นตอนว่า ผิดถูกอย่างไรตนไม่ทราบ เรื่องดังกล่าวเป็นการตีความด้านกฎหมายต้องศึกษาดูก่อน ตนยังไม่เห็นหนังสือจากผู้ตรวจฯ รวมทั้งยังไม่เห็นหนังสือเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่จาก มส.หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง ต้องคำนึงถึงกฎหมายของประเทศ ไม่ใช่นำกฎหมายฉบับต่างๆมาตีกันไปมา คนในประเทศไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย วันนี้ความขัดแย้งค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อใครส่งความเห็นมา เราก็พิจารณาแล้วส่งฝ่ายกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ ทุกอย่างไม่อยากให้มองว่าเป็นธรรมหรือไม่ แต่ต้องมองว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมีคนร้องเรียนต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งต้องดูเป็นคดีๆไป อย่ากล่าวอ้างว่าทำคดีหนึ่งเพื่อให้คดีหนึ่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้องเพราะถือเป็นคนละเรื่อง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ต้องรอให้คดีความต่างๆเรียบร้อยก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ควรจะเป็นอย่างนั้นมั้ย ก็เหมือนกับการตั้งทหาร ตำรวจ ถ้าตั้งคนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบร่วมกัน มีคดีความก็ตั้งไม่ได้ อย่างไรก็ตั้งไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคนนี้จะถูกปลดอยู่แล้วเลยต้องตั้งตามนั้น ไม่ใช่ เพราะต้องตรวจสอบว่ามันใช่หรือไม่ใช่ วันนี้ทุกกระทรวงเสนอคนเข้ามาผมยังตรวจสอบเลย ถ้าผมเช็กแล้วคนนี้เป็นอย่างนี้ก็ส่งกลับไป มันตั้งให้ไม่ได้ เขาต้องไปเคลียร์ตัวเขามาสิ ผมยังไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกทั้งสิ้น เป็นเรื่องของกฎหมาย กฎหมายเป็นกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกตัดสินกันเอง ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ไปกันใหญ่ก็ไม่จบสักเรื่อง หลายคนบอกว่าบ้านเมืองสงบแล้ว แล้วสงบหรือยัง คิดว่าจะแก้กันเมื่อไหร่รัฐบาลหน้าทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะทุกวันนี้ทุกคนเอามาตีกันหมดทั้งการเมือง ประชามติ รัฐธรรมนูญ อนาคตปฏิรูปการศึกษา มันได้ไหมเล่า มันเกิดมากี่ปีแล้ว ปัญหาหลายปัญหา”

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีมีข่าวเผยแพร่ว่าตนเป็นอิสลามด้วยว่า วันนั้นชาวมุสลิมได้เอาหมวกแต่งงานมาให้ใส่ ตนก็ใส่ แล้วมีคนบอกว่าตนเป็นอิสลามไปแล้ว ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมหน่อย นอกจากนี้ภรรยาไปเปิดการประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย มีคนเอาภาพในห้องประชุมใหญ่ไปโพสต์ ซึ่งถ่ายรูปติดกับมุมอิสลาม เลยหาว่าภรรยาเป็นมุสลิมไปด้วย ทั้งที่ตนไหว้พระอยู่ทุกวัน และห้อยพระเต็มคอ

ส่วนการเคลื่อนไหวขององค์กรพุทธ ที่ไม่เห็นด้วยที่ผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาตีความมติ มส.กรณีการเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่าผิดขั้นตอนนั้น วันเดียวกัน นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) กล่าวว่า ตามที่องค์กรพุทธจะรวบรวมรายชื่อพระสงฆ์และฆราวาสอย่างน้อย 20,000 ชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขณะนี้รวบรวมรายชื่อพระสงฆ์ได้แล้วมากกว่า 1,000 รายชื่อ โดยทั้งหมดเป็นพระสงฆ์ในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดเริ่มทยอยส่งเข้ามาแล้ว ทั้งนี้ สนพ.ตั้งเป้าจะรวบรวมรายชื่อทั้งพระสงฆ์และฆราวาสให้ได้ 40,000 รายชื่อ เป็นพระ 20,000 รายชื่อ ฆราวาส 20,000 รายชื่อ

ด้านพระเทพวิสุทธิกวี ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ก็กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาระบุว่า หากคดีต่างๆ ยังไม่เรียบร้อยก็จะยังไม่เสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า เป็นเรื่องของนายกฯ คงไปทำอะไรไม่ได้ เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของทางรัฐบาลแล้ว

เมื่อถามว่าดูเหมือนว่ารัฐบาลจะดองเรื่องนี้หรือไม่ พระเทพวิสุทธิกวีกล่าวว่า ก็น่าคิด ทั้งที่เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากคนไม่กี่คนมาทำให้เกิดเรื่อง ทำให้เกิดอุปสรรค นายกฯก็ไปฟัง แต่กลับไม่ฟังเสียงคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ที่มีมติให้ดำเนินตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในการเสนอรายชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งคงเป็นกรรมของท่าน และนายกฯก็อาจจะกำลังสร้างกรรมใหม่ให้อีก เรื่องนี้หากนายกฯทำดีก็จะได้บุญ แต่หากทำบาปก็จะเกิดเป็นบาปต่อตัวนายกฯเอง เพราะขั้นตอนของเรื่องนี้อยู่ที่นายกฯแล้ว

นอกจากนี้ วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณ ที่ทำรถโบราณ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เดินทางเข้าร้องทุกข์ต่อว่าที่ร้อยตรีธนกร สถานานนท์ ผอ.สำนักคุ้มครองพยาน ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอทนายความในการสู้คดี พร้อมทั้งขอค่าธรรมเนียมศาลและคุ้มครองในฐานะพยาน หลังถูกพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10.05 ล้านบาท แบ่งเป็นค่ารถ 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย รวมแล้ว 5 ล้านกว่าบาท รวมถึงค่าเสียชื่อเสียงอีก 5 ล้านบาท โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น. โดยนายวิชาญระบุว่า หลังถูกฟ้องร้องตนและครอบครัวเกิดความเครียด ภรรยาก็ร้องไห้ ตนและครอบครัวทำอู่ซ่อมรถแต่ไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย รวมทั้งไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย จึงมาขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วย และข้องใจทำไมไม่ฟ้องอู่อ๊อด 89 ที่เป็นคนหาและนำเอาอะไหล่ทั้งหมดมาให้ตนซ่อมและทำรถให้

ด้านว่าที่ร้อยตรีธนกร สถานานนท์ ผอ. สำนัก คุ้มครองพยาน กล่าวว่า สำนักคุ้มครองพยานยินดีส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุ้มครองพยานตามการร้องขอของผู้เสียหายได้ตามขั้นตอน เพราะกรมคุ้มครองสิทธิฯยินดีรับใช้ประชาชนทุกคน ทั้งนี้ ตามอำนาจหน้าที่โดยตรงผู้เสียหายควรไปร้องขอคุ้มครองพยานจากดีเอสไอจะดีกว่าเนื่องจากดีเอสไอรับคดีนายวิชาญ เป็นคดีพิเศษแล้ว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    52.6%
  • ไม่ชอบ
    39.7%
  • สนุก
    0.7%
  • ประหลาดใจ
    3.7%
  • เสียใจ
    1.4%
  • ให้กำลังใจ
    1.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement