'บิ๊กตู่' ลั่นตั้ง 'สังฆราช' ไม่ได้ แจงต้องเคลียร์คดีความก่อน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'บิ๊กตู่' ลั่นตั้ง 'สังฆราช' ไม่ได้ แจงต้องเคลียร์คดีความก่อน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2559 20:04
6,966 ครั้ง


"ประยุทธ์" ย้ำ ยังตั้ง "สังฆราช" ไม่ได้ ชี้ต้องเคลียร์คดีความก่อน ระบุยังไม่ได้รับหนังสือชงชื่อ "สมเด็จช่วง" จาก มส. ฟุ้ง ใช้จ่ายงบประมาณ เดินหน้า 80 % ย้ำ โครงการต้องเกิดขึ้นภายในเดือนมีนาคม ชี้ไทยเจอปัญหาแรงงาน จำเป็นต้องพึ่งพาต่างด้าวหลังเข้าสู่เออีซี แต่ต้องทำเป็นเรื่องสังคมโลก ย้ำไทยอยู่คนเดียวไม่ได้

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 59 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งคำวินิจฉัยมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เรื่องเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสังฆราชผิดขั้นตอนมาที่นายกฯ ว่า ก็ส่งความเห็นเข้ามา ผิดถูกอย่างไรตนไม่ทราบ เรื่องดังกล่าวเป็นการตีความด้านกฎหมาย จึงจะต้องศึกษาดูก่อน ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือจากผู้ตรวจฯ รวมทั้งยังไม่เห็นหนังสือเสนอชื่อสมเด็จพระสงฆราชองค์ใหม่จากมหาเถรสมาคม (มส.) หรือสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายของประเทศ ไม่ใช่นำกฎหมายฉบับต่างๆ มาตีกันไปมา คนในประเทศไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย วันนี้ความขัดแย้งค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อใครส่งความเห็นมา เราก็พิจารณาแล้วส่งฝ่ายกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ ทุกอย่างไม่อยากให้มองว่าเป็นธรรมหรือไม่ แต่ต้องมองว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมีคนร้องเรียนก็ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งต้องดูเป็นคดีไป อย่ากล่าวอ้างว่าทำคดีหนึ่งเพื่อให้คดีหนึ่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เพราะถือเป็นคนละเรื่อง    

เมื่อถามว่า หมายความว่าการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ต้องรอให้คดีความต่างๆ เรียบร้อยก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ควรจะเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ ก็เหมือนกับการตั้ง ทหาร ตำรวจ ถ้าตั้งคนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบร่วมกัน มีคดีความก็ตั้งไม่ได้ ยังไงก็ตั้งไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคนนี้จะถูกปลดอยู่แล้วเลยต้องตั้งตามนั้น ไม่ใช่ เพราะต้องตรวจสอบว่ามันใช่หรือไม่ใช่ วันนี้ทุกกระทรวงเสนอคนเข้ามา ผมยังตรวจสอบเลย ถ้าผมเช็กแล้วคนนี้เป็นอย่างนี้ก็ส่งกลับไป มันตั้งให้ไม่ได้ เขาต้องไปเคลียร์ตัวเขามาสิ ผมยังไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกทั้งสิ้น เป็นเรื่องของกฎหมาย กฎหมายเป็นกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกตัดสินกันเอง ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ฝ่ายโน้นฝ่ายนี้ไปกันใหญ่ ก็ไม่จบสักเรื่อง หลายคนบอกว่าบ้านเมืองสงบแล้ว แล้วสงบหรือยัง คิดว่าจะแก้กันเมื่อไหร่ รัฐบาลหน้าทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะทุกวันนี้ทุกคนเอามาตีกันหมด ทั้งการเมือง ประชามติ รัฐธรรมนูญ อนาคต ปฏิรูป การศึกษา มันได้ไหมเล่า มันเกิดมากี่ปีแล้ว ปัญหาหลายปัญหา" 
 
นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงการหารือเรื่องความคืบหน้าการใช้จ่ายงบประมาณว่า ทุกอย่างคืบหน้าไปตามลำดับ ซึ่งดีขึ้นและคืบหน้าไปแล้ว 70-80% โดยทั้งหมดจะเริ่มงานกันปี 2559-2560 ที่ผ่านมาใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ขจัดข้อขัดแย้งต่างๆ มากมาย แต่ก็ยังมีอยู่บางโครงการอาจจะทำไม่ได้ เช่น โครงการขนาดใหญ่ ตนจึงบอกว่าภายในเดือนมีนาคมนี้ หากโครงการไหนติดขัดให้แบ่งโครงการ ให้แบ่งย่อยเป็นโครงการเล็กลงมา เพื่อให้โครงการเกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นประชาชนก็จะไม่เข้าใจอีก คนไทยมักจะรอไม่ได้ ใจร้อน ดังนั้นการใช้จ่ายงบประมาณตั้งแต่มีนาคมนี้เป็นต้นไปต้องทำในสิ่งที่ทำได้ ต้องไม่ติดขัดอะไรทั้งสิ้น จะต้องรู้ว่าที่ผ่านมามันยากแสนเข็ญ ไม่เคยทำได้ เพราะไม่เคยคิดจะทำกันมาก่อน และตนไม่อยากจะใช้อำนาจมากนัก นี่คือความแตกต่าง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมที่เน้นย้ำคือ การสร้างธรรมาภิบาลให้ได้ ถ้าเรามองในแง่เศรษฐกิจการลงทุน เพิ่มการกระจายรายได้ และจากที่ได้หารือกับบริษัทที่มาประกอบการรถยนต์ ตนได้ย้ำถึงนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลจะสนับสนุนในการแข่งขันที่เป็นธรรม และตามหลักเกณฑ์สากลให้มีความทัดเทียมกับการลงทุนในประเทศอื่นๆ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนไปที่อื่น ซึ่งนโยบายวันนี้เราวางไว้ถึง 5-20 ปีข้างหน้า ที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ให้มีการพัฒนามากขึ้น ให้คนไทยมีส่วนร่วมมากขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์แนวใหม่เราจะต้องคิดถึงอนาคต ที่ต่อไปบางบริษัทจะใช้ไทยเป็นฐานการผลิต จึงจำเป็นต้องพึ่งแรงงานต่างด้าว คนพวกนี้ทำงานในภาคอุตสาหกรรมกว่า 2 ล้านคน และในอนาคตก็มีความต้องการมากขึ้น เพราะมีการขยายกิจการมากขึ้น เนื่องจากเราต้องการเป็นศูนย์กลางของอาเซียน แต่วันนี้ปัญหาเราคนไทยมาทำงานประเภทแต่บริการ เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ นอกจากนี้ในส่วนการทำประมง เรายังขาดแรงงานมีฝีมืออีกร่วม 6 หมื่นคน และแรงงานธรรมดาอีกมหาศาล ขอให้คนไทยเข้าใจว่าวันนี้หากเราไม่มีแรงงานต่างชาติจะดำเนินการยาก เรื่องเหล่านี้ตนอยากจะสร้างความเข้าใจร่วมกับรัฐบาลเพื่อลดความขัดแย้ง ไม่มีรัฐบาลไหนทำอย่างที่รัฐบาลตนทำ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการท่องเที่ยวที่ทุกคนบอกว่าเราให้ความสำคัญกับต่างชาติ หรือไปหลงปลื้มเออีซีมากไปหรือไม่ อยากจะบอกว่าไม่ใช่การหลงปลื้ม แต่เป็นเรื่องสังคมโลก เราอยู่คนเดียวไม่ได้จึงต้องมองให้ทุกมิติ เรื่องการส่งเสริมงานในประเทศของเราอย่างไร และกิจการการลงทุนของประเทศอื่นต้องควบคู่กันไป ถ้ายังไปยึดติดกับนโยบายเดิมๆ ที่ใครจะทำอะไรก็ทำ ไม่ส่งเสริม ไม่เลือกกิจการ ไม่เลือกศักยภาพ ไม่ปรับปรุงกฎหมายหรือเรื่องสิทธิประโยชน์ วันข้างหน้าเราจะทำอย่างไร หากทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอยู่ที่อื่นหมดเราจะทำอย่างไร จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจการดำเนินงานของรัฐบาล

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    17.3%
  • ไม่ชอบ
    78.8%
  • สนุก
    1.0%
  • ประหลาดใจ
    1.2%
  • เสียใจ
    1.5%
  • ให้กำลังใจ
    0.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement