กรธ. มอบดาบ 'ประมุข 3 สถาบัน' ชี้ขาด ม. 7 แทนศาล รธน. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

กรธ. มอบดาบ 'ประมุข 3 สถาบัน' ชี้ขาด ม. 7 แทนศาล รธน.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2559 20:39
1,223 ครั้ง


กรธ. ปรับแก้อำนาจศาล รธน.มอบอำนาจ "ประมุข 3 สถาบัน–ปธ.องค์กรอิสระ" ใช้เสียงข้างมากชี้ขาด ม.7 แทนศาล รธน. แถมลดวาระจาก 9 เหลือ 7 ปี ปัด คปป.คืนชีพ ยันมีอำนาจแค่ตีความ ก.ม.

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ

โดย นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีมติปรับแก้ไขส่วนของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นการวินิจฉัย กรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับ แก่กรณีใด (มาตรา 5/1) หรือมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งในร่างแรกของ กรธ.ได้ให้หน่วยงานที่มีปัญหาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรธ.ได้ทบทวนอีกครั้งและเห็นสมควรปรับวิธีแสวงการหลักเกณฑ์ โดยให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุม ร่วมกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสูด ประธานองค์กรอิสระ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ และมติที่ได้นั้นจะมีผลผูกพันกับทุกองค์กร ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจหยิบยกเรื่องขึ้นมาพิจารณาเองได้ ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เห็นว่ากรณีใดที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องส่งเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในขั้นตอนแรกศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า เรื่องที่เสนอมามีบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเห็นว่าไม่มี ก็จะเรียกประชุมร่วมทันที เพื่อหาแนวทางจัดการปัญหาดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ กรธ.ยังได้ปรับลดคุณสมบัติในเรื่องอายุของบุคคล ที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 75 ปี มาเป็นไม่ต่ำกว่า 45 ปี แต่ไม่เกิน 68 ปี ในวันที่ได้รับการคัดเลือก และยังปรับลดวาระการดำรงตำแหน่ง จากเดิม 9 ปี มาเป็น 7 ปี

"สาเหตุที่ กรธ.ลดอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีการวิจารณ์ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากเกินไป ตรงนี้ กรธ.ต้องการลดความกดดันดังกล่าวลง จึงได้คิดแนวทางนี้ขึ้นมาใหม่" โฆษก กรธ. กล่าว

เมื่อถามว่า ตรงนี้เป็นการกลายร่างมาเป็น คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ หรือ คปป.ใช่หรือไม่ นายอุดม กล่าวว่า ไม่ใช่ ประเด็นนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติที่ไม่มีในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปแทรกแซงอำนาจอื่นๆ เช่น กรณีการเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ที่มีการถกเถียงระหว่างรัฐบาลรักษาการ กับ กกต.ว่าสามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้หรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานนี้จะต้องมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งยื่นเรื่องเข้ามาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ คปป.มีอำนาจมากกว่านี้ เช่น เมื่อเกิดปัญหาแต่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ก็ให้ คปป.เข้ามาจัดการ

นายอุดม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรธ.ได้ปรับเปลี่ยนเรื่องการวินิจฉัยกรณีมีการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 231 ซึ่งจากเดิมป.ป.ช. จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณานั้น กรธ.ได้มีการปรับแก้ให้ ป.ป.ช.ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้ากรณีที่ป.ป.ช.เป็นผู้ฝ่าฝืนจริยธรรมเอง ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ จากนั้นก็ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา เป็นผู้วินิจฉัย

นายอุดม กล่าวอีกว่า ที่ประชุม กรธ.ยังได้ปรับเปลี่ยนการพิจารณาคดีของนักการเมืองในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่พิจารณาอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมายและพยานหลักฐานใหม่ โดยปรับเปลี่ยนเป็นสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ในประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง พร้อมปรับเปลี่ยนองค์คณะศาลฎีกาในชั้นต้น จากเดิม 9 คน เป็นไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 9 คน ขณะที่องค์คณะของศาลฎีกาในชั้นอุทธรณ์ มีจำนวน 9 คน มาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกมาจากผู้พิพากษาในศาลฎีกา จากผู้ที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    32.6%
  • ไม่ชอบ
    52.2%
  • สนุก
    5.4%
  • ประหลาดใจ
    3.3%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    6.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement