'อู่วิชาญ' ขอคุ้มครองพยาน-ทนาย ปมเบนซ์ 'สมเด็จช่วง' ยันแค่คนซ่อมรถ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

'อู่วิชาญ' ขอคุ้มครองพยาน-ทนาย ปมเบนซ์ 'สมเด็จช่วง' ยันแค่คนซ่อมรถ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2559 15:43
2,283 ครั้ง


'อู่วิชาญ' ร้อง กรมคุ้มครองสิทธิฯ ขอทนาย-คุ้มครองพยาน-ค่าธรรมเนียมศาล หลังถูก 'หลวงพี่แป๊ะ' ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท ปม เบนซ์ 'สมเด็จช่วง' ยันแค่คนซ่อมรถ ปัดรู้เห็นเรื่องการจดประกอบ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มี.ค. ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณ ที่ทำรถโบราณ เมอร์เซเดสเบนซ์ ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เดินทางเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอทนายความในการสู้คดี พร้อมทั้งขอค่าธรรมเนียมศาล และคุ้มครองในฐานะพยาน หลังถูกพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท โดยมีว่าที่ร้อยตรีธนกร สถานานนท์ ผอ.สำนักคุ้มครองพยาน มาพบ

นายวิชาญ กล่าวว่า จริงๆ แล้วตนไม่คิดว่าจะถูกฟ้องร้องในคดีรถโบราณสมเด็จช่วงฯ เพราะอู่ตนทำหน้าที่แค่ซ่อมรถและดัดแปลงรถคันดังกล่าวเท่านั้น กระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา มีหมายจากศาลจังหวัดตลิ่งชัน คดีหมายเลขดำที่ ส 359/2559 พระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ มอบอำนาจให้นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความส่วนตัวเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากตน เป็นจำนวนเงิน 10,050,000 บาท แบ่งเป็นค่ารถ 4 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยรวมแล้ว 5 ล้านกว่าบาท รวมถึงค่าเสียชื่อเสียงอีก 5 ล้านบาท โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ เวลา 13.30 น.

นายวิชาญ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มาที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ เนื่องจากมายื่นเรื่องขอทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล เพราะทราบว่ากรมคุ้มครองสิทธิฯ มีทนายสมาคมและกองทุนยุติธรรมให้กับประชาชนที่ไม่มีเงินจ้างทนาย และไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ตนและครอบครัวไม่ทำอู่ซ่อมรถแต่ไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย รวมทั้งไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย จึงมาขอให้กระทรวงยุติธรรมช่วย นอกจากนี้ยังมาขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยคุ้มครองพยาน ขอให้คุ้มครองความปลอดภัย เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่ ไม่ทราบด้วยว่าการที่ตนถูกฟ้องร้องดังกล่าว จะเป็นการข่มขู่ตนหรือไม่

"หลังจากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และมีหมายศาลมาที่บ้าน ทำให้ตนและครอบครัวเกิดความเครียด ภรรยาก็ร้องไห้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยถูกฟ้องร้องอะไรแบบนี้เลย อีกทั้งตนไม่รู้เกี่ยวกับระบบทนายความ แต่เชื่อว่าถ้าเราอยู่บนความจริง ความจริงก็คือความจริง วันหนึ่งเขามาพึ่งพาให้ตนช่วยซ่อมรถให้ อีกวันมาบอกว่าตนเป็นโจรเอารถไปขายให้พระ วันหนึ่งเขาให้ผมช่วยเป็นธุระจัดการนำเงินมาผ่านยังตนเพื่อจะได้ไปจ่ายแทนให้ เพราะเขาจะได้จ่ายเงินมาด้านเดียว แต่วันหนึ่งมากล่าวหาว่าตนเป็นคนรับเงินทั้งหมดและเอารถไปให้เขา ยืนยัน ไม่ใช่เจ้าของรถแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ใช่เจ้าของเครื่องยนต์ แชสซี หรือตัวถังรถที่เอาเข้ามา รวมถึงไม่ใช่เจ้าของอะไหล่ที่เขามาจ้างให้ตนทำเป็นตัวรถ อีกทั้ง ตนไม่ได้เป็นคนดำเนินการในเรื่องการจดประกอบ และไม่เคยรู้เรื่องการจดประกอบ ไม่รู้เรื่องทะเบียน 99 กรุงเทพมหานคร จึงไม่ได้เป็นผู้ขายรถคันดังกล่าวให้กับหลวงพี่แป๊ะ แต่เป็นช่างที่ได้รับการว่าจ้างให้ซ่อมรถดังกล่าว โดยหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้ว่าจ้าง ไม่ทราบว่ามาฟ้องตนทำไม ทำไมไม่ฟ้องอู่อ๊อด 89 ที่เป็นคนหาและนำเอาอะไหล่ทั้งหมดมาให้ตนซ่อมและทำรถให้" นายวิชาญ กล่าว

นายวิชาญ เผยต่อว่า ในการทำรถเบนซ์ดังกล่าว มีการแบ่งค่าจ้างที่หลวงพี่แป๊ะเป็นผู้จ่ายให้ 4 ล้านบาท เป็น 2.5 ล้านบาท ให้บริษัทอ๊อด 89 ซึ่งเป็นผู้จัดหาอะไหล่รถมาและเป็นผู้ดำเนินการเรื่องจดประกอบ ส่วนตนรับงานซ่อมและดัดแปลงรถเท่านั้น ตนได้ค่าจ้าง 1.5 ล้านบาท แต่ก็ต้องไปจ่ายค่าจ้างลูกน้องและค่าอื่นๆ อาทิ งานปรับแต่งภายใน ภายทำสีนอกรถ จนเหลือไม่เท่าไร ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจดประกอบ ตนไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เป็นช่างซ่อมรถเท่านั้น ไม่เข้าใจทำไมหลวงพี่แป๊ะจึงไม่ฟ้องผู้ที่เป็นคนจัดหาอะไหล่ หรือทำการจดประกอบรถให้ แต่กลับมาฟ้องตนซึ่งเป็นเพียงผู้รับจ้างแค่ซ่อมรถให้ใช้งานได้ ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางหลวงพี่แป๊ะไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับตน ทั้งที่ในช่วงที่มีการทำรถก็มีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่องและมีการทยอยจ่ายเงินค่าจ้างเป็นงวด จริงๆ แล้วเป็นใครก็ต้องดีใจเพราะได้ซ่อมรถให้กับพระชั้นผู้ใหญ่ ครอบครัวตนดีใจมาก วันที่เอารถเบนซ์ที่เสร็จแล้วไปส่งให้ สมเด็จช่วง ที่วัดปากน้ำ ตนยังไปพร้อมครอบครัวและลูกน้องเลย

ว่าที่ร้อยตรีธนกร สถานานนท์ ผอ.สำนักคุ้มครองพยาน กล่าวว่า สำนักคุ้มครองพยานยินดีส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคุ้มครองพยานตามการร้องขอของผู้เสียหายได้ตามขั้นตอน เพราะกรมคุ้มครองสิทธิยินดีรับใช้ประชาชนทุกคน ทั้งนี้ตามอำนาจหน้าที่โดยตรงผู้เสียหายควรไปร้องขอคุ้มครองพยานจากดีเอสไอจะดีกว่า เนื่องจากดีเอสไอรับคดีนายวิชาญเป็นคดีพิเศษแล้ว

ด้าน นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า ขั้นตอนการยื่นเรื่องขอทนายความและค่าดำเนินการศาล จากกรมคุ้มครองสิทธิฯ นั้น สามารถทำได้เนื่องจากมีกองทุนยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรมไว้ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีเงินจ้างทนาย เงินประกันตัว ประกันหลักทรัพย์ และค่าดำเนินการในชั้นศาลต่างๆ ส่วนกรณี นายวิชาญ รัษฐปานะ มายื่นเรื่องขอทนาย เบื้องต้นให้เขียนคำร้องว่าต้องการอะไรบ้าง หลังจากนั้นจะพิจารณาดูว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนระเบียบกองทุนยุติธรรมหรือไม่ ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายมาขอให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองในฐานะพยานด้วยนั้นได้แนะนำให้ไปที่ ดีเอสไอ เนื่องจากว่าได้รับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    14.8%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    1.6%
  • ประหลาดใจ
    32.8%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    50.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement