'พระเมธี' ยันล่า 2 หมื่นชื่อ ถอนผู้ตรวจการฯ ชี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

'พระเมธี' ยันล่า 2 หมื่นชื่อ ถอนผู้ตรวจการฯ ชี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัย

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2559 05:30
6,848 ครั้ง


หวิดวุ่น ตำรวจทหารเชิญตัว “เจ้าคุณประสาร” เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ พร้อมคณะ เข้าหารือก่อนให้เปิดแถลงท่าทีแบบคุมเข้ม โดยศูนย์พิทักษ์ฯ ยืนยันล่ารายชื่อพระ-ฆราวาส 20,000 รายชื่อยื่นสนช.ถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยโชว์หลักฐานสำคัญไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องคณะสงฆ์ ด้าน “วิษณุ” ปัดดองตั้งสังฆราชไว้ใต้พรม ยันทุกข้อสงสัยที่มีสาระต้องทำให้ชัดเจน ขณะที่ทนายหลวงพี่แป๊ะ นำรถเบนซ์โบราณของสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไปมอบให้ดีเอสไอตรวจสอบแล้ว พร้อมย้ำขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกับการตรวจสอบรถหรูอีก 6 พันคัน ยืนยันสถานะพระเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ต้องหา

กรณีการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ที่ยังคงเกิดความสับสนอยู่ในขณะนี้ ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 7 มี.ค.ที่อาคารหอประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วัดศรีสุดาราม บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนาแห่งประเทศ ไทย (สนพ.) ได้จัดแถลงข่าวกำหนดท่าทีการ เคลื่อนไหว ภายหลังจากกรณีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีคำวินิจฉัยมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่มีมติเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เพื่อเสนอทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้นผิดขั้นตอนตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 โดยอ้างว่า ต้องเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอรายชื่อก่อน ถึงจะให้ มส.มีมติเห็นชอบนั้น แต่ปรากฏว่าก่อนที่การแถลงข่าวจะเริ่มขึ้น ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.บางขุนนนท์ และทหาร ประมาณ 20 นาย มาดูแลความเรียบร้อย

กระทั่งเวลา 10.20 น. พ.ต.อ.เมธี รักพันธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเชิญตัวนายเสถียร วิพรมหา นายก สนพ. นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการ สนพ. และพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ เข้าหารืออีกห้องหนึ่ง ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับห้องที่จะใช้แถลงข่าว เพื่อกำหนดแนวทางการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามไปบันทึกภาพ และทำข่าวได้

จากนั้นภายหลังการหารือประมาณ 30 นาที พระเมธีธรรมาจารย์ได้มายังห้องแถลงข่าว พร้อมทั้งกล่าวเพียงสั้นๆว่า ขอยืนยันว่าศูนย์พิทักษ์ฯและองค์กรพุทธดำเนินการทั้งหมดเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่มีวาระ ไม่มีการเมือง และไม่มีอามิสสินจ้างแต่อย่างใด ไม่เคยคิดจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อบ้านเมือง ซึ่งการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาได้ยึดหลักการ 3 ข้อ คือเคารพกฎหมายบ้านเมือง พระธรรมวินัย และจารีตประเพณี ก่อนที่พระเมธีธรรมาจารย์จะมอบให้พระครูปลัดกวีวัฒน์ กตปุญฺโญ รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์ฯ เป็นผู้แถลงข่าวแทน

ทั้งนี้ พระครูปลัดกวีวัฒน์กล่าวว่า กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติ มส.กรณีการเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะเพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่าผิดขั้นตอนนั้น ยืนยันว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยมติ มส. เพราะ มส.ไม่ใช่หน่วยงานราชการ ซึ่งมีกรณีตัวอย่างคือหนังสือตอบกลับของผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2559 ที่แจ้งถึง ผอ.สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร (พศจ.พิจิตร) กรณีที่มีการร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำผิดของเจ้าอาวาส ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีหนังสือตอบกลับไปยัง ผอ.พศจ.พิจิตรว่า ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยเรื่องของสงฆ์ ซึ่งศูนย์พิทักษ์ฯมองว่าการวินิจฉัยกฎหมายมีหน่วยงาน

ที่มีหน้าที่อยู่แล้วก็คือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนั้น ศูนย์พิทักษ์ฯจึงออกจดหมายเปิดผนึกระบุว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยกฎหมาย และได้ชี้แจงรายละเอียดในเรื่องขั้นตอนตามกฎหมายการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จำนวน 4 หน้า และช่วงท้ายของจดหมายเปิดผนึกได้ระบุว่า ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ศูนย์พิทักษ์ฯและ สนพ.เห็นว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเจตนาวินิจฉัย ตีความกฎหมายผิดขัดต่อจารีตประเพณี ราชประเพณี และขัดต่อจริยธรรมต่อองค์กรอิสระอย่างร้ายแรง ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะสงฆ์และสังคมไทยอย่างรุนแรง จึงมีมติร่วมกันดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.รวบรวมรายชื่อพระสงฆ์ และคฤหัสถ์ 20,000 รายชื่อ เพื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2.ขอนิมนต์และเรียนพุทธบริษัท ร่วมลงชื่อถอดถอนได้ ซึ่งผู้ประสานงานจะแจ้งให้ทราบถึงสถานที่ลงชื่อต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังการแถลงข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พูดคุยกับพระเมธีธรรมาจารย์เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา โดยไม่มีการควบคุมตัวไปปรับทัศนคติตามที่มีข่าวออกมาแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว แต่นายกฯยังไม่ได้ส่งอะไรมาให้ หากมีเหตุต้องทำความเข้าใจกันคงได้มีการพูดถึง เพราะความเห็นของผู้ตรวจฯถือเป็นความเห็นทางกฎหมาย ไม่อยากเรียกว่าข้อเสนอ เพราะข้อเสนอต้องรับมาปฏิบัติ ความเห็นนี้เหมือนกับความเห็นอื่น เมื่อต้องดำเนินการคงต้องทำให้ได้ข้อยุติ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลรั้งรอ ไม่ใช่ตั้งใจเก็บเรื่องซุกไว้ใต้พรม เชื่อว่าพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าใจ ได้อธิบายเป็นระยะ แต่ถ้าเรื่องนี้ขยายตัวจนกลายเป็นความเห็นขัดแย้ง ก็ต้องทำให้ชัดเจน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเห็นมาต้องถือว่ามีน้ำหนักกว่าความเห็นคนทั่วไป ส่วนจะทำอย่างไรต่อไปคงต้องพิจารณาอีกที

นายวิษณุยังกล่าวอีกถึงกรณีที่มีพระสงฆ์จำนวนหนึ่งออกมากดดันรัฐบาลนั้น ยืนยันตอนนี้รัฐบาลยังไม่รู้สึกว่าเป็นความกดดันอะไร ไม่มีความขัดข้องกับความเห็นต่าง แต่หากเข้าขั้นผิดกฎหมายจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เท่าที่ทราบยังไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย ยืนยันทุกข้อสงสัยจะต้องทำให้เกิดความชัดเจน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งนี้ที่มีหนึ่งเดียวในประเทศไทย ตำแหน่งอื่นที่ไม่สำคัญขนาดนี้ก็ต้องทำให้เกิดความชัดเจน บางข้อสงสัยอาจจะไม่เป็นสาระ บางข้อสงสัยมีสาระ ก็ต้องเลือกเอา

ด้าน นายธาวิน อินทรจำนงค์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการฯไม่มีอำนาจบังคับตามกฎหมาย เพียงแต่เมื่อมีมติก็จะแจ้งไปยังหน่วยงานนั้นว่าสมควรจะดำเนินการอย่างไร หากรัฐบาลไม่ดำเนินการภายใน 30-45 วัน สามารถเสนอเรื่องให้ที่ประชุมรัฐสภารับทราบ เพื่อให้นำไปอภิปรายและแสดงความเห็น ยืนยันว่าไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดตามที่แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่าสมคบกับ 3 พ. ขัดขวางการแต่งตั้งสมเด็จช่วง เป็นสมเด็จ พระสังฆราช การพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงและกฎหมาย ส่วนที่ล่ารายชื่อเพื่อดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น เป็นสิทธิของทุกฝ่าย ไม่มีการปิดกั้น

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.45 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความพระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ เดินทางมายังดีเอสไอ เพื่อส่งมอบรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ให้กับดีเอสไอ โดยมี พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาคดีเอสไอ เป็นผู้รับรถยนต์คันดังกล่าวไว้

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์กล่าวว่า ได้มาส่งมอบรถเบนซ์ สืบเนื่องจากดีเอสไอเคยบอกว่ารถมีความผิด แต่ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับทางวัดฯ จึงตัดสินใจส่งมอบรถให้ดีเอสไอไปดำเนินการพิสูจน์ หากรถคันนี้ผิดกฎหมายก็ให้ไปดำเนินคดีกับผู้ที่ขายรถให้สมเด็จช่วงฯ เพราะเราเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ผู้ต้องหา นอกจากนี้เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ทราบข่าวถึงกรณีที่มีการกำชับการตรวจสอบในประเด็นรถยนต์หรูกว่า 6,000 คัน ที่เข้าข่ายลักษณะเช่นเดียวกัน ดังนั้น การที่ดีเอสไอดำเนินการอย่างไรกับเรา ขอให้ใช้มาตรฐานเดียวกับรถยนต์ 6,000 คันด้วย และขอให้มีการเปิดเผยชื่อต่อสื่อมวลชนว่ารถที่อ้างว่าผิดกฎหมายมีรถของใครบ้าง ไม่ใช่เปิดเผยชื่อแต่รถของวัดปากน้ำฯเพียงฝ่ายเดียว

นายสุรพงษ์ ยังกล่าวด้วยว่าทางวัดปากน้ำฯไม่สามารถให้ปากคำได้ เพราะพนักงานสอบสวนไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหา และวัดฯ ไม่ได้อยู่ในฐานะของผู้ต้องหา เพียงแต่เป็นผู้ครอบครองรถ และสันนิษฐานว่ารถคันนี้อาจได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ซึ่งยินดีให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ รถคันนี้ของสมเด็จช่วงฯ ได้ส่งคืนให้ผู้บริจาค และได้แจ้งโอนลอยไปแล้ว ซึ่งการส่งรถก็เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ พร้อมกันนี้ก็ขอให้ดีเอสไอออกเป็นหนังสือ อย่าแถลงข่าวว่ารถคันนี้ถูกหรือไม่ถูกกฎหมายอย่างไร ผิดมาตราไหน ข้อไหน อย่างไร และรถคันนี้ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ หรือเป็นผู้ต้องหา อย่าพูดคลุมเครือว่าเป็นรถของทางพระไปจดประกอบ เพราะพระไม่ได้จดประกอบ เพียงแต่เป็นผู้ซื้อและเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกขายรถให้เท่านั้น

ด้าน พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ให้เป็นตัวแทนการรับมอบรถ ซึ่งจะนำรถไปเก็บรักษาไว้ลานจอดรถชั้น 8 อาคารไปรษณีย์ไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กทม.ส่วนการดำเนินคดีขณะนี้ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักคดีภาษีอากร จะรับไปสอบสวนต่อไป ซึ่งรถทั้งหมดตามที่ได้รับข้อมูลจากกรมการขนส่งฯ จะส่งเอกสารการครอบครองรถมาให้ดีเอสไอ หลังจากนั้นจะดำเนินการตามที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้น พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์หลังเป็นประธานการประชุมกรณีการตรวจสอบขบวนการทำรถยนต์จดประกอบ เพื่อติดตามและเร่งรัดการดำเนินงาน ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย ดีเอสไอ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมการขนส่งทางบก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยพบว่ารถยนต์จดประกอบทั้งหมดขณะนี้มีจำนวน 7,123 คัน กรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบจำนวนรถยนต์จดประกอบทั้งหมด พร้อมกับสรุปบัญชีหมายเลขเครื่องยนต์และเลขตัวถังส่งกลับมาให้ ดีเอสไอเพื่อรวบรวมส่งต่อไปยังกรมศุลกากรตรวจสอบว่าเป็นรถยนต์จดประกอบคันไหนถูกต้อง หรือสงสัยว่าผิดกฎหมาย หากเป็นรถที่ถูกต้องจะถูกส่งคืนให้กับผู้ครอบครอง ส่วนรถยนต์ที่อยู่ในกลุ่มสงสัยว่าผิดกฎหมายจะถูกนำไปตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบความผิดชัดเจนแล้ว ทางกรมศุลกากร จะดำเนินการฟ้องแพ่งเรียกเก็บภาษีอากร ขณะเดียวกันกรมศุลกากรจะส่งเรื่องมายังดีเอสไอ เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดคาดใช้เวลาประมาณ 10 เดือน หรือประมาณเดือนธันวาคม 2559 จึงจะแล้วเสร็จตามข้อตกลง

ขณะที่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ก็เผยว่า ความคืบหน้าการตรวจสอบรถยนต์จดประกอบที่เคยดำเนินการไปก่อนหน้านี้จำนวนกว่า 500 คัน ดีเอสไอได้ส่งเรื่องไปยังกรมศุลกากรแล้ว 399 คัน กรมศุลกากรดำเนินการตรวจสอบพบความผิดพร้อมเกี่ยวกับการประเมินภาษีก่อนส่งเรื่องกลับมายังดีเอสไอแล้ว จำนวน 8 คัน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    70.9%
  • ไม่ชอบ
    20.5%
  • สนุก
    4.7%
  • ประหลาดใจ
    1.4%
  • เสียใจ
    1.2%
  • ให้กำลังใจ
    1.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement