หามาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย หวังให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติเชื่อปีนี้จีดีพีโตกว่า 3% - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

หามาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย หวังให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤติเชื่อปีนี้จีดีพีโตกว่า 3%

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2559 06:45
803 ครั้ง


“สมคิด” สั่งคลังเดินหน้าหามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ข้าราชการ ลูกจ้าง แรงงาน ขีดเส้นต้องให้เสร็จใน 2 สัปดาห์ ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้โตมากกว่า 3% แน่ ขณะที่ กบพ. ไฟเขียวตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขับเคลื่อนอำนวยความสะดวกนักลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับกระทรวงการคลังว่า ได้มอบนโยบายให้กระทรวงการคลังวางแผนล่วงหน้าในการหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า และให้เตรียมเงินเอาไว้ให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือได้ทันที “การเตรียมการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยในอนาคตไม่ดี แต่เป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อความไม่ประมาท เพื่อให้ประชาชน และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถผ่านอุปสรรคในช่วงนี้ไปได้ ส่วนรูปแบบและวิธีการของมาตรการ ได้สั่งให้กระทรวงการคลังไปศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์”

สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ ดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน และน่าจะเติบโตได้มากกว่า 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพราะรัฐบาลได้ออกมาตรการและใช้เม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท เช่น โครงการ 1 ตำบล 1 เอสเอ็มอีเกษตรวงเงิน 70,000 ล้านบาท โครงการปรับเปลี่ยนการผลิตสู่ภัยแล้งวงเงิน 15,000 ล้านบาทภายในระยะ 3 ปี การใช้จ่ายเงินผ่านองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อีกหลายหมื่นล้านบาท และยังมีงบลงทุนของรัฐบาลสร้างรถไฟฟ้าสายต่างๆ อีก 35,000 ล้านบาท

ส่วนการประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กบพ.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น นายสมคิดกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหลัก และให้ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการบริหาร

“การทำงานไม่ใช่เป็นการเพิ่มอำนาจ แต่จะมีบุคคลเป็นหลักในการประสานงาน ติดตาม และมีหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม อยู่รวมเป็นศูนย์เดียว ซึ่งทั้งญี่ปุ่นและดูไบสนใจไทย และขอให้หาทีมพิเศษเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เขตเศรษฐพิเศษเหมือนต่างประเทศด้วย ซึ่งเราต้องทำให้พร้อม ทั้งการเลือกอุตสาหกรรมเป้าหมายและโรดโชว์เคาะประตูดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามา”

นอกจากนี้ ขอให้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพิ่มเติม เพื่อออกแบบมาตรการพิเศษดึงนักลงทุนมาลงทุนในอุตสาหกรรมแบบซุปเปอร์คลัสเตอร์ ขณะนี้มี 3 จังหวัดที่น่าลงทุน คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพราะเป็นส่วนต่อขยายแหลมฉบัง-มาบตาพุด มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมทั้งท่าเรือ สนามบิน โดยในส่วนภาคเอกชนจะให้นายกานต์ ตระกูลฮุน อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน มีนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นายคนิศ แสงสุพรรณ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ นายวรพล โสคติยานุรักษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมคณะทำงานด้วย ส่วนราชการจะให้บีโอไอช่วยเป็นหลัก

“ตอนนี้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราต้องตั้งรับอยู่ในความไม่ประมาท แต่โอกาสการลงทุนยังจะเกิด ซึ่งเราต้องต้อนเงินเข้ามาลงทุนที่ไทย โดยช่วงครึ่งปีหลัง โครงการเมกะโปรเจกต์จะเริ่มเกิด เงินจะเข้ามา ผมรู้สึกแบบนั้น จึงได้กำชับนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมว่าห้ามพลาด และเร่งโครงการดังกล่าวให้ออกมาให้ได้”

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการ คลัง กล่าวว่า รองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงฯศึกษามาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ข้าราชการ ลูกจ้าง และผู้ใช้แรงงานว่าจะใส่เงินเข้าไปในระบบผ่านกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าได้มากขึ้นอย่างไร โดยได้สั่งการให้จัดทำมาตรการให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนผลักดันเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ไม่แย่เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง แต่จากข่าวเชิงลบที่ออกไปทำให้เกิดผลกระทบกับความเชื่อมั่นโดยรวม โดยนายสมคิด ได้สั่งให้กระทรวงฯเร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงมาตรการในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้าที่กำลังดำเนินการ เช่น มาตรการท่องเที่ยวประชารัฐของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นต้น

นอกจากนี้ นายสมคิดยังให้กระทรวงฯเร่งจัดตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม หากออกได้เร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยวันที่ 8 มี.ค.นี้ จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อชี้แจงความจำเป็นในการจัดตั้ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 เดือน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ที่คาดว่าจะตั้งได้ในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งจะสามารถระดมทุนได้เบื้องต้น 10,000 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาทในเดือน พ.ค.นี้.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    23.3%
  • ประหลาดใจ
    30.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    46.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement