มรดกท้องถิ่นสู่ความเจริญ เปิดแผนกระเช้าลอยฟ้า เหตุไฉนญี่ปุ่นสร้างได้? - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

มรดกท้องถิ่นสู่ความเจริญ เปิดแผนกระเช้าลอยฟ้า เหตุไฉนญี่ปุ่นสร้างได้?

รายงานพิเศษเรื่องการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง ได้เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายแล้ว โดยในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสนั่งจิบกาแฟพูดคุยกับกูรูด้านการตลาดญี่ปุ่น ผู้เป็นเจ้าของนามปากกา ‘เกตุวดี’ ร่วมถ่ายทอดถึงเรื่องราวกระเช้าลอยฟ้าในดินแดนอาทิตย์อุทัย รวมไปถึงวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่นั่น แตกต่างจากเมืองไทยอย่างไร และในตอนท้ายของสกู๊ปจะเป็นการนำเสนอผลโพลที่เปิดให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ได้โหวตในหัวข้อ ‘คุณคิดว่าควรสร้าง-ไม่สร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง’ บทสรุปของรายงานพิเศษชิ้นนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป...

สัมผัสเรื่องราว ‘กระเช้าลอยฟ้า’ ณ ดินแดนอาทิตย์อุทัย

วันนี้ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือที่ใครหลายคนรู้จักในบทบาท คอลัมนิสต์เว็บไซต์ Marumura ได้บรรยายถึงกระเช้าลอยฟ้าที่ฮาโกเน่ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใน จ.คานางาวะ สำหรับลักษณะของกระเช้าที่นี่จะเป็นรูปแบบธรรมดาเรียบๆ มีกระจกรอบด้าน พร้อมกับมีเสียงบรรยายให้ความรู้ผ่านทางลำโพงในกระเช้า โดยไม่ต้องอาศัยมัคคุเทศก์

และเนื่องด้วยประเทศญี่ปุ่นนั้น เป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยจะเห็นได้ว่า เมื่อไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จะพบผู้สูงอายุมาเที่ยวค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงมองว่า ประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุหรือคนพิการมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงสถานที่ทุกแห่งในประเทศ ซึ่งญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว และกระเช้าลอยฟ้าก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้ได้นั่งขึ้นไปชมวิวอย่างสะดวกสบาย รวมทั้งกระเช้ายังเป็นเหมือนห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการพูดคุยร่วมกันระหว่างคนในกลุ่มและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ด้วย

ทำไม 'ญี่ปุ่น' สร้างกระเช้าลอยฟ้าได้อย่างมากมาย?

เจ้าของนามปากกา ‘เกตุวดี’ เล่าให้ทีมข่าวฯฟังต่อว่า หากพูดถึงบุคลิก นิสัยใจคอของคนญี่ปุ่นนั้น จะค่อนข้างเป็นคนที่มีระเบียบมาก ทำให้ที่ผ่านมาไม่ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะมีการก่อสร้างเขื่อน หรือสร้างสิ่งใดๆ โดยจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนบริเวณนั้น ทางรัฐบาลจะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนว่าประชาชนของเขาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างนั้น โดยอาจจะจัดเป็นการพูดคุยกันภายในกลุ่มเล็กๆ แล้วจึงจัดเป็นเวทีเสวนากลุ่มใหญ่ พร้อมกับเชิญประชาชนในเมืองนั้นมาประชุมร่วมกัน เพราะคนในชุมชนคือคนที่จะรู้เรื่องของท้องถิ่นนั้นได้ดีที่สุด

จากนั้น รัฐบาลจะเล่าถึงโครงการที่จะก่อสร้างว่าเป็นโครงการอะไร มีข้อมูลอะไรบ้าง เกิดผลดีต่อคนในสังคมอย่างไร แต่หากมีประชาชนในท้องถิ่นไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว รัฐบาลจะรับฟังและเก็บข้อคิดเห็นต่างๆ ไปปรับแก้ไข และทำประชาพิจารณ์อีกครั้ง หรือถ้ามีประชาชนไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะก่อสร้างเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังดึงดันที่จะทำโครงการต่อ ก็ทำให้ส่งผลกระทบไปถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในอนาคต โดยคนในเมืองจะไม่เลือกผู้ว่าฯ คนดังกล่าวในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

และแน่นอนว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจได้ เพียงแต่จะต้องหาวิธีการทำอย่างไรให้คนที่ไม่พอใจมีจำนวนน้อยที่สุด ฉะนั้น กว่าจะมีการก่อสร้างอะไรบ้างอย่างในท้องถิ่น ทุกคนที่เข้าร่วมประชุม ไม่ว่าจะเป็นสมาคมวัด สมาคมร้านอาหาร และอื่นๆ จะมีการถกเถียงกัน ระดมความคิดเห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายจะมองเห็นเป้าหมายเดียวกันนั่นคือ ชุมชนของพวกเขาจะมีความเจริญขึ้น

สร้างทัศนคติคนท้องถิ่น ให้ภูมิใจในเมืองของตัวเอง

แต่กระนั้นแล้ว รัฐบาลไม่ได้พยายามสร้างวัตถุเพียงอย่างเดียว แต่ยังพยายามสร้างเสน่ห์และเอกลักษณ์ของท้องถิ่นในเมืองนั้นด้วย กูรูด้านการตลาดญี่ปุ่น ยกตัวอย่างให้ทีมข่าวฯ ได้เข้าใจว่า เมืองเกียวโตเป็นเมืองที่มีอายุ 1,000 ปี จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังเกียวโตปีล่าสุด มีทั้งสิ้น 83 ล้านคน และถึงแม้ว่าเมืองเกียวโตเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่มีวัดเก่าแก่มากมาย รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังอยากผลักดันให้เกียวโตเป็นเมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเหมือนกับเมืองอื่นๆ เช่นกัน

สำหรับวิธีการที่รัฐบาลญี่ปุ่นใช้ คือ การวางแผนล่วงหน้าเป็นระยะ 5 ปี และ 10 ปี โดยตั้งโจทย์ไว้ว่า ‘จะทำอย่างไรให้คนท้องถิ่นมีความสุขกับการเป็นเมืองท่องเที่ยว?’ ซึ่งนโยบายที่ทางรัฐบาลญี่ปุ่นใช้เป็นอันดับแรก คือ การทำให้คนท้องถิ่นภูมิใจในเมืองเกียวโต เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติให้เห็นคุณค่าของท้องถิ่นตัวเอง โดยมีการวางแผนล่วงหน้านานกว่า 10 ปี

ดร.กฤตินี ขยายความให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า นักเรียนในเกียวโตทุกคนจะต้องได้ศึกษาถึงวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมต่างๆ ของเมืองเกียวโต โดยโรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษาในวัดวาอารามต่างๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้เห็นคุณค่าของสถาปัตยกรรมต่างๆ ในเมือง ไม่เพียงเท่านั้น ในเมื่อรัฐบาลต้องการให้เกียวโตเป็นเมืองท่องเที่ยว ดังนั้น คนในท้องถิ่นก็ต้องพูดภาษาอังกฤษได้ด้วย โดยรัฐบาลจะเน้นการเสริมทักษะทางด้านภาษาอังกฤษแก่กลุ่มนักเรียนนักศึกษา รวมทั้งยังให้งบประมาณแก่สถานศึกษาในการพาเด็กไปศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมจากต่างประเทศด้วย

เปิดคอร์สอบรมไกด์ท้องถิ่นสูงวัย ส่งดีไซเนอร์สร้างเอกลักษณ์เฉพาะเมือง

กูรูด้านการตลาดญี่ปุ่น อธิบายต่อว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้เปิดการศึกษาสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว และเป็นคนในท้องถิ่นเกียวโต โดยจัดโครงการฝึกอบรมการเป็นมัคคุเทศก์ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1-3 เดือน ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ได้ทันที และสิ่งที่พิเศษอีกอย่าง นั่นก็คือ เมื่อได้บัตรมัคคุเทศก์แล้ว จะสามารถไปเที่ยวที่วัด หรือพิพิธภัณฑ์ใดก็ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อต้องการให้มัคคุเทศก์ได้ไปศึกษาดูสถานที่เพิ่มพูนความรู้และอนุรักษ์ไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมเหล่านั้น

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้มัคคุเทศก์สูงวัย คิดโครงการพานักท่องเที่ยวไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่ตัวเองประทับใจ หรืออยากแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวนั้นเป็นพิเศษ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความรู้สึกประทับใจไปด้วย เพราะมัคคุเทศก์กลุ่มนี้มาจากคนในท้องถิ่นที่มีความตั้งใจ และรักในบ้านเกิดของพวกเขานั่นเอง

นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดึงคนในท้องถิ่นเข้ามาเป็นเจ้าของร้านค้าต่างๆ ในเมือง เช่น ร้านขายขนม เครื่องสำอาง ของฝาก จากผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมทั้งยังส่งดีไซเนอร์เข้าไปช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อทำให้สินค้าท้องถิ่นมีความเป็นเอกลักษณ์ เช่น หมีคุมะมง เป็นมาสคอตหมีดำแก้มแดง ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นของ จ.คุมะโมะโตะ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค โดยรัฐบาลจะแจกสติกเกอร์หมีคุมะแก่ร้านค้าในเมืองนั้น ให้ร้านนำสติกเกอร์ไปติดบนผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของตัวเอง เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะเมืองด้วย

ศึกษาสิ่งแวดล้อม-จัดโซนนิ่ง วางแผนอย่างเป็นระบบ

การจะสร้างกระเช้าของไทย จะต้องการมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมก่อน ส่วนของญี่ปุ่นนั้น ดร.กฤตินี อธิบายว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะให้นักสิ่งแวดล้อม นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ เข้าไปช่วยกันประเมินผลกระทบต่างๆ ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม หรือการบดบังทัศนียภาพเช่นเดียวกับประเทศไทย ซึ่งอาจจะมีบ้างที่มีการโต้เถียงกัน แต่การวางแผนก่อสร้างนั้นก็จะต้องทำให้กลมกลืนไม่แปลกแยกจากธรรมชาติด้วย

ทั้งนี้ ดร.กฤตินี ได้ให้ข้อมูลตัวเลขค่าการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าในเมืองโกเบ เมื่อปี ค.ศ. 2003 โดยกระเช้าลอยฟ้าชินโกเบ (Shin-Kobe Ropeway) มีราคาค่าแรงอยู่ที่ 2,099,900,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 600 กว่าล้านบาท) ราคาค่าก่อสร้าง 1,455,300,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 400 กว่าล้านบาท) และราคาค่าเสื่อมราคา 809,500,000 เยน (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 200 กว่าล้านบาท)

นอกจากนี้ จะต้องมีการคำนวณว่า 1 กระเช้า สามารถรับน้ำหนักคนได้เท่าไร และมีการวางแผนร่วมกันในการกระจายคน กระจายร้านค้า ห้องน้ำ ว่าจะต้องจัดโซนอย่างไร เพื่อไม่ให้กระจุกอยู่ที่จุดเดียว และยังสามารถควบคุมนักท่องเที่ยวได้อย่างไร้ปัญหาอีกด้วย

อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องอาศัยความร่วมมือจากสมาคมต่างๆ ทั้งสมาคมวัด สมาคมร้านอาหาร สมาคมร้านค้า หรือสมาคมอื่นๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น เพื่อทำข้อตกลงร่วมกัน เช่น โซนของวัดจะห้ามขายของ เพื่อความสงบ และเป็นระเบียบ หรือโซนร้านค้าจะต้องแสดงความเป็นเอกลักษณ์ของเมือง ฉะนั้น สิ่งที่ญี่ปุ่นจะแตกต่างจะเมืองไทย นั่นคือ มีสมาคมต่างๆ มากมาย และสามารถเรียกตัวแทนสมาคมเข้ามาพูดคุย เพื่อจัดการวางระบบบริหารงานได้อย่างง่ายดาย แต่ประเทศไทยสมาคมในท้องถิ่นนั้น มีค่อนข้างน้อย ทำให้การพูดคุยหารือไม่ทั่วถึง และไม่มีหัวเรือใหญ่ในการควบคุมดูแลกลุ่มอาชีพนั้น

สะท้อนมนต์เสน่ห์ ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว ชวนสัมผัสเส้นทางธรรมชาติ

ทีมข่าวฯ ซักถามข้อสงสัยต่อว่า อุทยานในประเทศญี่ปุ่นมีการปล่อยให้คนเดินขึ้นบ้างหรือไม่นั้น ดร.กฤตินี ตอบคำถามนี้ว่า ญี่ปุ่นจะมีทางเลือกให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย เช่น การขึ้นรถบัส ซึ่งจะต้องขึ้นที่จุดนี้เส้นทางนี้เท่านั้น หรือ การเดินขึ้นไปก็จะใช้วิธีโปรโมตว่า ‘ร่วมสัมผัสอารยธรรมเมื่อ 3,000 ปีก่อน โดยเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พระเคยธุดงค์’ จึงดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกอยากจะเดินตามรอยพระธุดงค์ในเส้นทางดังกล่าว

“โดยส่วนตัวมองว่า การมีกระเช้า หรือมีรถบัส ไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากเดินขึ้นไป ซึ่งคิดว่าหากดึงเสน่ห์ของเส้นทางนั้นออกมาโปรโมตให้นักท่องเที่ยวได้รู้ประวัติ รู้ว่าหากเดินผ่านเส้นทางนี้ พวกเขาจะได้สัมผัสสิ่งพิเศษอย่างไรบ้าง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้เสน่ห์ของมันไม่ได้เลือนหายไปไหน นักท่องเที่ยวก็ยังอยากจะเดินขึ้นอยู่” กูรูด้านการตลาดญี่ปุ่น แสดงทัศนะ

เหตุไฉนระบบการจัดการของญี่ปุ่นถึงได้ง่ายแสนง่าย?

เจ้าของนามปากกา ‘เกตุวดี’ ยิ้มก่อนตอบทีมข่าวฯว่า อันดับแรก คือ วัฒนธรรมของคนแดนอาทิตย์อุทัยนั้น มีความเชื่อฟังและรักษากฎระเบียบได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อมีกฎระเบียบที่ไหนพวกเขาก็ยินดีที่จะปฏิบัติตาม ส่วนข้อสอง พวกเขามักจะคำนึงถึงชุมชนเป็นหลัก ทุกคนจะมีทัศนคติทำเพื่อส่วนรวมไม่ใช่เพื่อตัวเองเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ คนญี่ปุ่นจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ

“เด็กที่โรงเรียน เขาจะมีเวรตักอาหารให้เพื่อนๆ ส่วนคนที่ได้รับอาหารแล้วเขาก็ยังไม่กิน เพราะจะต้องรอเพื่อนที่เป็นคนตักอาหารนั้น ตักให้เพื่อนจนครบทุกคนก่อน จึงจะกินพร้อมกันได้ ซึ่งสำหรับตัวเด็กเองอาจเป็นสิ่งที่ยากในการปฏิบัติตาม แต่นั่นคือ การปลูกฝังให้เด็กนึกถึงส่วนรวมก่อนส่วนตัวเสมอ” ดร.กฤตินี เล่าถึงการปลูกฝังทัศนคติของเด็ก

ในท้ายที่สุดนี้ ดร.กฤตินี ได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายในประเด็นความขัดแย้งเรื่องการสร้างกระเช้าภูกระดึงไว้ว่า “อยากให้เข้าใจท้องถิ่นและโตไปด้วยกัน ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกว่าเสน่ห์ของภูกระดึงที่แท้จริงคือการเดินขึ้นไปพิชิตภูกระดึง และมองว่าไม่ต้องการทำลายมนต์เสน่ห์ของมัน ในวันนี้คุณจะสามารถช่วยกันสะท้อนและถ่ายทอดมนต์เสน่ห์เหล่านั้นออกมาให้คนในชุมชน นักท่องเที่ยว รวมถึงรัฐบาลได้เห็นภาพไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ จะเหมือนเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมก็ตาม แต่ทั้งนี้ อยากจะฝากว่า อย่าเพียงยึดติดภาพเสน่ห์เดิมๆ ความคิดและมุมมองเดิมๆ เพราะมิฉะนั้นแล้วก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง”

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจผ่านโพลเฟซบุ๊กไทยรัฐ ในวันที่ 3 มีนาคม 2558 โดยคำถามที่ว่า "คุณคิดว่าควรสร้าง-ไม่สร้าง กระเช้าขึ้นภูกระดึง?" ซึ่งมีผู้ตอบโพลทั้งหมด 2,095 คน เป็นเพศชาย 70% เพศหญิง 30% พบว่า มีผู้เห็นว่าไม่ควรสร้าง 68% และเห็นว่าควรสร้าง 33%

แล้วคุณล่ะ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?

อ่านเพิ่ม

เปิดตำนานภูกระดึงขุนเขามหัศจรรย์ สู่แนวคิดกระเช้าลอยฟ้า

หมัดต่อหมัด กระเช้าลอยฟ้า ฆ่า เสน่ห์ภูกระดึง จริงหรือ?