อ้างมส.ทําผิดขั้นตอนสังฆราช ตีตามข้อกม.ต้อง‘นายกฯ’เสนอชื่อให้ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อ้างมส.ทําผิดขั้นตอนสังฆราช ตีตามข้อกม.ต้อง‘นายกฯ’เสนอชื่อให้

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มี.ค. 2559 04:15
3,960 ครั้ง


ผู้ตรวจการแผ่นดินชี้มหาเถรสมาคมทำผิด ขั้นตอนในการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่สมควรได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช “วิษณุ” ยันแหกมติมหาเถรฯเสนอชื่อสังฆราชไม่ได้ ชี้คำวินิจฉัยผู้ตรวจฯแค่ความเห็น รอ “สุวพันธุ์” หาวิธีการแก้ปัญหา รอง ผอ.พศ.ออกโรงมติมหาเถรฯเสนอตั้งสังฆราชชอบด้วยกฎหมายคณะสงฆ์-จารีตประเพณี ดำเนินการเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว ขณะที่อดีตเลขาฯวุฒิสภาชี้ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำมาก่อนให้นายกรัฐมนตรีเสนอนามสังฆราช เชื่อตีกลับมหาเถรฯยึดมติเดิม

ลุกลามบานปลายไปกันใหญ่สำหรับการแต่งตั้ง “สมเด็จพระสังฆราช” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ องค์ที่ 20 ทั้งนี้ ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อบ่ายวันที่ 4 มี.ค. นายรักเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่สมควรได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบราชประเพณี ประกอบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าการที่สำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติเสนอรายนามพระราชาคณะให้มหาเถรสมาคมพิจารณา และเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ไม่เป็นไปตามกฎหมาย

นายรักเกชากล่าวอีกว่า เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 วรรค 2 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลงให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” ผู้ตรวจการแผ่นดินดูตามพจนานุกรมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้ว ให้ความเห็นว่า จากรูปประโยคของกฎหมายนั้นคำว่า “ให้” นั้น หมายความว่านายกฯ จะต้องเป็นผู้เสนอรายนามให้มหาเถรสมาคมพิจารณา และเมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบ จึงจะส่งชื่อให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ ที่กฎหมายระบุอย่างนี้ก็เพราะนายกฯต้องเป็นคนเสนอและเป็นคนรับผิดชอบ ต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงนายไปรษณีย์

นายรักเกชากล่าวด้วยว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสือไปยังนายกฯแล้วในช่วงเช้าวันที่ 4 มี.ค. เพื่อให้นายกฯพิจารณาข้อเสนอแนะ และสั่งรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ดึงเรื่องกลับและดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอน ข้อแนะนำของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่มีผลผูกพันเหมือนคำพิพากษาของศาล เป็นเพียงข้อแนะนำขึ้นอยู่กับดุลพินิจนายกฯ ว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดินหรือไม่ ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ก้าวล่วงว่าใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ที่จะเป็นพระสังฆราช ไม่ได้ก้าวล่วงมติของมหาเถรฯ ว่าเห็นชอบใคร แต่เราตีความตามข้อกฎหมายว่าดำเนินการถูกต้องหรือไม่

ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยขั้นตอนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ไม่ถูกต้องตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ว่า ก็รับทราบความเห็นไม่ได้ว่าอะไร พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาตรา 7 เขียนไว้ 3 วรรค วรรคหนึ่งคือ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราช วรรคสองคือ ให้นายกฯนำชื่อพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ตาม มติมหาเถรสมาคมขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อสถาปนาเป็นพระสังฆราช และวรรคสามคือ ให้นายกฯรับสนองพระราชโองการ ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่วรรคสองที่บอกว่าให้นายกฯเสนอชื่อที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบ แต่ไม่ได้เขียนว่าใครเป็นคนเสนอไปหรือเป็นคนเสนอมา แต่ทั้งนี้จะเอาชื่อที่มหาเถรฯไม่ได้มีมติเห็นชอบขึ้นไปถวายไม่ได้ วันนี้ยังถกเถียงกันอยู่ว่านายกฯต้องส่งชื่อไปที่มหาเถรฯก่อนหรือให้มหาเถรเสนอชื่อมาที่นายกฯ จนผู้ตรวจการแผ่นดินมาบอกว่า มหาเถรฯไม่มีอำนาจในการเสนอชื่อไปที่นายกฯก่อน ไม่อยากเรียกว่าผู้ตรวจการแผ่นดินได้ชี้แนะ แต่เป็นการเสนอความคิดเห็นมากกว่า ทั้งนี้ หากผู้ตรวจการแผ่นดินทักท้วง เราก็อาจจะฟัง แต่จะทำอย่างไรต่อก็อีกเรื่องหนึ่ง

ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อม นพ.มโน เลาหวณิช อดีตกรรมการฯและอดีตพระธรรมกายรุ่นแรก แถลงถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน แจ้งผลการวินิจฉัยมติที่ประชุมมหาเถรสมาคม เห็นชอบให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระกรุณา พระราชทานสถาปนาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระสังฆราช เป็นการไม่ถูกต้อง ว่า เห็นด้วยการตั้งสมเด็จพระสังฆราชต้องเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรี แต่มหาเถรฯกลับประชุมกันเองแล้วเสนอชื่อให้นายกฯ สมเด็จช่วงยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับรถเบนซ์และพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อยู่ระหว่างการดำเนินคดีของดีเอสไอ น่าจะให้ดีเอสไอดำเนินคดีให้เกิดความชัดเจนก่อน โดยเฉพาะกรณีรถเบนซ์ ถือว่าเป็นคดีอาญา มีโทษทั้งจำและปรับ ดังนั้นนายกฯควรรอให้ทุกอย่างเกิดความชัดเจน

นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กล่าวว่า ขอยืนยันว่าสำนักพุทธศาสนาและมหาเถรฯ ได้พิจารณาในเรื่องการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อเสนอสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 อย่างรอบคอบและเป็นไปโดยชอบตามกฎหมายคณะสงฆ์และจารีตประเพณี ขณะนี้ได้ส่งเรื่องไปยังนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับ พศ.เรียบร้อยแล้ว เพื่อพิจารณาเสนอไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงจบขั้นตอนในส่วนที่พศ.และ มส.รับผิดชอบไปแล้ว หากหน่วยงานใด มีความเห็นแตกต่างออกไป เป็นอำนาจของนายก-รัฐมนตรีที่จะตัดสินใจและเป็นผู้ชี้ขาดว่าที่ถูกคืออะไร เชื่อว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินคงจะมีหนังสือแจ้งไปถึงรัฐบาลโดยตรง

ด้านนายจำนงค์ สวมประคำ อดีตเลขาธิการวุฒิสภา กล่าวว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไข เพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 หมวด สมเด็จพระสังฆราชนั้น เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า การสถาปนา สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนขั้นตอนการนำความกราบ บังคมทูล เมื่อตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง สำนักพุทธศาสนาฯต้องนำความเรียนมหาเถรฯ

จากนั้นสำนักพุทธฯก็เสนอมติมหาเถรฯไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูล ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อยู่ดีๆจะให้นายกรัฐมนตรีมาพิจารณาเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ นายกรัฐมนตรีจะเริ่มต้นจากอะไรต้องไปศึกษาระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เคยมีปฏิบัติหรือไม่

อดีตเลขาธิการวุฒิสภากล่าวอีกว่า การจะตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่จะให้ชาวพุทธศรัทธา 100 เปอร์เซ็นต์ คงไม่มี คงหาไม่ได้ แม้แต่เลือกนายกรัฐมนตรีเอง ก็ใช่ว่าจะมีคนศรัทธาท่านทั้งหมด หลักประชาธิปไตยจึงต้องยึดเสียงข้างมาก อีกส่วนอยากให้รัฐบาลเข้าใจการปกครองสงฆ์ พระสงฆ์ปกครองกันเอง โดยเฉพาะ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่เคยเห็นหน่วยงานไหนมาแทรกแซง นำมติมหาเถรสมาคมไปวินิจฉัยเช่นนี้ อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจรัฐบาลด้วยว่า มีหน้าที่ดูแลความมั่นคง และกลั่นกรองเรื่องที่จะนำความบังคมทูล เรื่องไหนที่สังคมไม่สบายใจรัฐบาลต้องทำให้กระจ่าง ไม่ใช่นำไปเก็บไว้พุทธศาสนิกชนจะได้เข้าใจไม่มีปัญหาต่อรัฐบาล

ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ข้อวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ว่า มหาเถรฯทำผิดขั้นตอนเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้น ขอตั้งข้อสังเกตอยู่ 2 เรื่องว่า 1.ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจวินิจฉัยมติ มส.ได้หรือไม่ 2.วิธีปฏิบัติของ มส.ก็ได้ปฏิบัติเหมือนเมื่อครั้งการเสนอสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี 2532 ฉะนั้นการสถาปนาสมเด็จพระญาณ-สังวร จะถือว่าโมฆะด้วยหรือไม่ เพราะครั้งนี้ก็ใช้วิธีปฏิบัติเดียวกัน จะนำไปสู่ปัญหาอะไรอีก ส่วนความเคลื่อนไหวของศูนย์พิทักษ์ฯ และองค์กรพุทธ จากนี้จะดำเนินการศึกษาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย จารีตประเพณี เพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวต่อไป

“ส่วนกรณีมีกลุ่มบุคคลออกมาเคลื่อนไหวให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์หยุดปฏิบัติหน้าที่เหมือนผู้ประกาศช่อง 3 สมเด็จวัดปากน้ำ ท่าน ไม่ได้ต้องคดีอะไรเลย เป็นเพียงข้อกล่าวหา ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระ สังฆราช อย่านำมาโยงกัน” เลขาธิการศูนย์พิทักษ์กล่าว

อีกด้านที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หอประชุมพุทธมณฑล จ.นครปฐม พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม มายื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษถึงกรรมการมหาเถรสมาคม และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำเนินการสืบสวนตนเองในข้อหามีผู้โจทก์ด้วยอาบัติปาราชิก และละเมิดกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ เรื่องการชุมนุม โดยมีนายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.พศ. เป็นผู้รับหนังสือ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    46.6%
  • ไม่ชอบ
    39.8%
  • สนุก
    1.0%
  • ประหลาดใจ
    1.0%
  • เสียใจ
    9.7%
  • ให้กำลังใจ
    1.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement