'เซปิง'ควงทนายแจงสคบ. ปัด'เฟซออฟ'โฆษณาเกินจริง 'สุรชัย'แฮปปี้โฉมใหม่ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'เซปิง'ควงทนายแจงสคบ. ปัด'เฟซออฟ'โฆษณาเกินจริง 'สุรชัย'แฮปปี้โฉมใหม่

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มี.ค. 2559 03:35
3,042 ครั้ง


‘สุรชัย’ยํ้าสุขใจโฉมใหม่ สบส.ปรับคลินิก2หมื่น

“เซปิง” ควงทนายเข้าชี้แจง สคบ. ยันเจตนาโครงการเฟซออฟไม่โฆษณาเกินจริง และยังไม่ถูกกล่าวหาความผิด ด้านเลขา สคบ.เร่งชงผลสอบให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาตัดสินในเดือน มี.ค. ชี้หากเจตนาใช้ข้อความโฆษณาเกินจริงมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่น ส่วน “สุรชัย” ออกรายการทีวียันมีความสุขกับโฉมใหม่ใบหน้าของตัวเอง ขณะเดียวกัน สบส.มีมติฟันสถานพยาบาลเสริมความงามให้สุรชัย ชี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ปรับทันที 20,000 บาท ขู่ไม่ทักท้วงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโฆษณาครั้งนี้ โดนปรับเพิ่มอีกวันละ 10,000 บาท เริ่มวันที่ 7 มี.ค.นี้

หลังจากนักร้องลูกทุ่งคนดัง “สุรชัย สมบัติเจริญ” ออกมาเปิดตัวเผยใบหน้าโฉมใหม่ที่ได้ทำศัลยกรรมชะลอวัย ในโครงการเฟซออฟเซปิง จนเป็นที่ฮือฮา โดยในการออกมาเปิดตัวครั้งนี้ นอกเหนือจากนายสุรชัยจะกล่าวว่ารู้สึกมีความสุขที่ได้เปลี่ยนแปลงใบหน้าตนเองให้แลดูอ่อนวัยลง เพื่อให้ดูดีขึ้น นายสุรชัยยังได้แถลงปกป้อง น.ส.เซปิง ไชยศาส์น เจ้าของโครงการ ที่ถูกถล่มโจมตีอย่างหนักด้วย

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของนายสุรชัยในวันที่สองหลังการเปิดตัวเผยโฉมหน้าใหม่ เมื่อเวลา 07.19 น. วันที่ 4 มี.ค. นายสุรชัย สมบัติเจริญ นักร้องลูกทุ่งชื่อดัง เดินทางมาออกรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ที่ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อาคารมาลีนนท์ 2 โดยกล่าวยืนยันว่า การทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าและปลูกผมใหม่ เป็นความต้องการส่วนตัว ในฐานะนักร้อง นักแสดง ที่อยากมีใบหน้าที่สดใสขึ้น ก่อนไปทำได้ปรึกษา น.ส.เซปิง และศึกษา ข้อมูลอยู่นานก่อนตัดสินใจ เมื่อผลการผ่าตัดออกมาก็แฮปปี้กับลุคใหม่ดูอ่อนเยาว์ ดูอายุประมาณ 45 ปี เพราะส่วนตัวไม่คิดจะศัลยกรรมใบหน้าให้กระชากวัยเท่าลูก มีความต้องการทำให้­หน้าดูดี ไม่ต้องเกินความเป็นจริง และไม่ขอแสดงความคิดเห็นกับการใช้คำเรียก ต่อจากนี้ยังมีโครงการทำซิกซ์แพ็ก ทำหุ่นเฟิร์มให้กับร่างกาย แต่ยืนยันไม่เสพติดศัลยกรรม กรณีกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับ น.ส.เซปิง แม้ระหว่างที่พักฟื้นได้พักผ่อนจะไม่ได้ติดตามข่าวสารของ น.ส.เซปิง แต่ส่วนตัวรู้สึกเสียใจที่ถูกเชื่อมโยงว่า การทำศัลยกรรมครั้งนี้เป็นอาชญากร

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ น.ส.เซปิง ไชยศาส์น ประธานโครงการ เฟซออฟฯ เดินทางมาพร้อมกับนายจำนงค์ ไชยมงคล ทนายความ เข้าให้ข้อมูล สคบ. หลังจากที่ สคบ.ทำ หนังสือเรียก น.ส.เซปิง มาชี้แจงที่โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณทางการแพทย์เกินจริง เกี่ยวกับการทำศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเฟซออฟ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. แต่เบี้ยวไม่มาตามนัด ตามระเบียบของ สคบ. หากไม่มาจะถือว่ามีความผิดและจะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมาย และ น.ส.เซปิงได้เดินทางมาวันนี้ โดยได้ใช้เวลาชี้แจงข้อสอบถามของกองคุ้มครองด้านโฆษณา ในประเด็นที่มีการออกสื่อถึงการโฆษณา ทางการแพทย์ด้านการศัลยกรรมใบหน้า เข้าข่ายโฆษณาเกินจริงและใช้เวลาพูดคุยนาน 3 ชั่วโมง

นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สคบ. แถลงว่า ตามที่ได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อต่างๆ ถึงกรณีผ่าตัดศัลยกรรมใบหน้าในโครงการเฟซออฟและได้มีผู้ร้องเรียน น.ส.เซปิง สคบ.ได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด โดยได้ประสานกับแพทยสภา สำนักส่งเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขมาตลอด ส่วนที่เกี่ยวข้องกับแพทย์ผ่าตัด แพทยสภาจะรับไปพิจารณา ส่วนที่เกี่ยวกับสถานการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ก็จะพิจารณาในข้อกฎหมาย ส่วน สคบ.จะดูในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา ซึ่งคำว่า “เฟซออฟ” แพทยสภาได้บอกแล้วว่าเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องทางการแพทย์ เพราะไม่ใช่การเปลี่ยนรูปหน้าหรือโครงหน้าเดิม ส่วนนายสุรชัย สมบัติเจริญ ถือว่าเป็นคนไข้ ที่พอใจในผลการผ่าตัดในระดับหนึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่มีผู้ร้อง สคบ.ว่าต้องการทำศัลยกรรมกับ นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ โดย น.ส.เซปิงเป็นคนแนะนำให้คำปรึกษา แต่แพทย์ผ่าตัดกลับไม่ใช่ นพ.ชลธิศ ตามที่ตกลงกันไว้จึงมาร้อง สคบ. แต่สามารถตกลงกันได้ ด้วยการ ที่ น.ส.เซปิงยอมชดใช้เงินคืน เรื่องจึงเป็นอันยุติแต่ผู้ร้องยังต้องการให้ดำเนินการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดกับคนอื่นอีก

นายอำพลกล่าวว่า เรื่องการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับนายสุรชัย แม้จะออกข่าวว่าตนเองไม่ใช่ผู้เสียหายแต่เรื่องยังไม่จบ เพราะ สคบ.เป็นกฎหมายที่ดูแลความผิดเกี่ยวกับรัฐ เกี่ยวกับคนส่วนรวมของประเทศ ถ้าการโฆษณาใดที่ทำผิดกับส่วนรวม สคบ.สามารถเข้าไปดูแลเอาผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในรายของ น.ส.เซปิง และนายสุรชัย สคบ. มีข้อมูลขณะไปออกอากาศในไทยรัฐทีวี เมื่อวันที่ 10 ก.พ. เนื้อหารายการอาจเป็นการโฆษณาเกินจริง ได้มีการบันทึกคำพูดไว้หลายตอน เช่น “สามารถถอยวัยสุรชัยมาอยู่ที่ 35 ปี” หรือ “เราจะได้ทำในสถานพยาบาลที่มีเพียง 2 แห่งในโลกเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทยของเรา และเราเป็นหนึ่งเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้รับรองมาตรฐาน JCI” และ “เคสแบบนี้ทำได้ง่ายมาก” นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า “อายุทำศัลยกรรมแบบนี้อยู่ได้ตลอดชีวิต หรืออย่างน้อยที่สุด 15 ปี” โดย สคบ.จะรวบรวมข้อมูลจากทุกสื่อที่มีการพูดโฆษณาเพื่อนำไปพิจารณา จึงต้องเชิญ น.ส.เซปิงมาให้ข้อมูลว่าที่พูดไปจริงหรือไม่ มีเจตนาอะไร เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือไม่ โดยเชิญทุกฝ่ายมาชี้แจงเพื่อให้ความเป็นธรรม ก่อนหน้านี้ได้เชิญแพทย์ศัลยกรรมมาให้ข้อมูล ได้ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโฆษณา มีหน้าที่ทำการรักษาเท่านั้น ในส่วนของสถานพยาบาลตรวจสอบแล้วก็ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีเจตนาออกสื่อโฆษณาตัวเอง

นายอำพลกล่าวว่า เมื่อได้ข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย สคบ.จะรวบรวมข้อมูลเสนอคณะอนุกรรมการติดตามสอดส่องและวินิจฉัยการโฆษณา ชุดที่ 18 โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และแพทยสภามาให้ความเห็นเกี่ยวกับคำชี้แจงว่าเป็นการโฆษณาหรือไม่ หากเป็นการโฆษณาก็จะพิจารณาตามมาตรา 22 ว่าเป็นข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง หรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับการให้บริการหรือไม่ เมื่อพิจารณาวินิจฉัยแล้ว จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อออกคำสั่งตามมาตรา 27 อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง คือ 1.ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการโฆษณา 2.ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างในการโฆษณา

3.ห้ามโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา 4.ให้โฆษณาแก้ไขข้อความเข้าใจผิดของผู้บริโภค หากคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาพิจารณาแล้วเห็นว่ากระทำการฝ่าฝืนมาตรา 22 และมีเจตนาที่จะใช้ข้อความในลักษณะดังกล่าว จะมีโทษตามมาตรา 47 ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“รายละเอียดการให้ข้อมูลของ น.ส.เซปิง ยังไม่ขอเปิดเผย เพราะเป็นสาระสำคัญในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ ที่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน และจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในวันที่ 11 มี.ค. คาดว่าจะทราบผลภายในสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ สคบ. จะร่วมกับแพทยสภา สบส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 8 หน่วย ตั้งคณะกรรมการทำงานเฝ้าระวังและวางมาตรการป้องปราม ให้ความรู้ประชาชนถึงการทำศัลยกรรมไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อจากการโฆษณาเกินจริง ส่วนในช่วงที่ผลการพิจารณายังไม่ได้ข้อสรุปคงจะห้ามผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ให้ดำเนินการใดๆในช่วงนี้ไม่ได้ แต่การออกสื่อเตือนผู้บริโภคก็จะเป็นการปรามไปแล้ว ประชาชนที่คิดจะทำอะไรก็ควรพิจารณาผลดีผลเสียให้รอบคอบ อย่ามองแค่สวยงามระยะสั้นแล้วต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต เรื่องศัลยกรรมมักไม่มีการบอกปัจจัยแทรกซ้อนให้ผู้บริโภครับรู้ จึงมีคนมาร้อง สคบ.กันมาก โดยเฉพาะการเสริมหน้าอก เสียเงินทำ 5-7 หมื่น อักเสบจนเน่า ต้องจ่ายค่ารักษาอีกเป็นแสน ก่อนจะทำอะไรจึงต้องคิดให้ดี” นายอำพลกล่าว

ด้าน น.ส.เซปิงกล่าวหลังให้ข้อมูล สคบ.นาน 3 ชม.ว่า รู้สึกดีใจที่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ยังไม่ได้ถูกกล่าวหา สคบ.ไม่ได้ซักเรื่องโฆษณาเกินจริง เพียงแต่อยากรู้เรื่องโครงการเฟซออฟมีวัตถุประสงค์อะไรและถามเรื่องที่ออกรายการไทยรัฐทีวี ซึ่งได้ชี้แจงไปตามข้อสงสัย และมั่นใจในการพูดความจริงว่าทำไปเพื่ออะไร โครงการเฟซออฟเป็นความสุขของคนคนหนึ่ง ที่ใบหน้าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีขึ้น ขณะที่นายจำนงค์ ทนายส่วนตัวกล่าวเสริมว่า ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามใช้คำว่าเฟซออฟ ต่างคนต่างตีความหมายกันไปตามความเข้าใจ น.ส.เซปิง เพียงต้องการให้โครงการนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ อีกแหล่งหนึ่งของการศัลยกรรม เพราะเคยเห็นการศัลยกรรมที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้ทำโดยแพทย์ การไปพูดในที่ต่างๆเป็นเจตนาดีไม่มีเจตนาอื่น ส่วนที่มีคนเข้าร้องเรียน สคบ.จะแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท ที่ สน.บุคคโล ในวันจันทร์นี้

อีกด้าน ที่กระทรวงสาธารณสุข น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการโฆษณาสถานพยาบาล ว่า กรณีมีการโฆษณาประชา-สัมพันธ์ชวนใช้บริการทำศัลยกรรมโดยบอกสรรพคุณว่า จะทำให้มีอายุน้อยลง 20-30 ปี โดยเป็นหัตถการที่ตั้งชื่อใหม่ว่า “เฟซออฟ” ซึ่งมีการพูดถึงสถานพยาบาลด้วยนั้น อนุกรรมการฯจึงมีข้อสรุปว่าสถานพยาบาลตามที่เป็นข่าว มีการยินยอมให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อวดอ้างสรรพคุณในการทำศัลยกรรม ไม่มีการทักท้วงหรือปฏิเสธ จึงถือว่ามีความผิดตามพ.ร.บ.สถานพยาบาล มาตรา 38 ที่สถานพยาบาล ต้องไม่ยินยอมให้โฆษณาโอ้อวดสรรพคุณ โดยมีโทษปรับ 20,000 บาท และถ้ายังไม่ยุติหรือทักท้วงจะปรับเพิ่มวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะมีการยุติการเผยแพร่ ส่วนแพทย์ที่อยู่ที่สถานพยาบาลแห่งนี้ จะนำเรื่องเข้าสู่อนุโฆษณาของแพทยสภาที่จะพิจารณาในสัปดาห์หน้า ส่วนคนที่ไม่ใช่แพทย์ แต่เป็นผู้ดำเนินการโฆษณาจะเป็นหน้าที่ของ สคบ.ที่จะเป็นผู้ดูแล

น.ต.นพ.บุญเรืองกล่าวว่า หลังจากนี้จะนำเข้าสู่คณะกรรมการฯเปรียบเทียบคดี เพื่อเปรียบเทียบปรับภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเปรียบเทียบปรับจึงจะยุติตามกฎหมาย แต่ถ้าสถานพยาบาลเห็นว่าตัวเองไม่ผิดไม่ยอมให้ปรับ ก็จะส่งฟ้องศาลต่อไป เบื้องต้นนัดมาจ่ายค่าปรับในวันที่ 7 มี.ค. ตั้งแต่เกิดเรื่อง โรงพยาบาลยังไม่แสดงท่าทีต่อสาธารณะเลยว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณา แต่กลับพบว่ามีความเกี่ยวข้องกันผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนในกรณีที่มีการระบุว่าคำว่าเฟซออฟไม่ผิดนั้น อยากย้ำว่าคำพูดจะแต่งหรือเขียนอย่างไรก็ตาม แต่การประชาสัมพันธ์สื่อถึงกระบวนการทำ ว่าทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาว สามารถลดวัย เป็นกระบวนการแปลกใหม่ สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน ทั้งๆที่ไม่ใช่วิธีการแปลกใหม่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่จะกระชากวัยได้ 25-30 ปี จึงถือว่าเข้าข่ายโฆษณาโอ้อวด

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ในส่วนของคณะอนุกรรมการฯได้หารือและตรวจสอบ พบว่า 1.โรงพยาบาลดังกล่าวมีการโฆษณาเรื่องเฟซออฟในเฟซบุ๊ก โดยเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ถือว่ามีความผิดมาตรา 38 เพราะ เป็นการลงโฆษณาเอง 2.การยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณา ด้วยถอยคำอันเป็นเท็จ มีหลายส่วนที่ปรากฏตามสื่อ การใช้สถานที่ของโรงพยาบาล ภาพที่ให้คำปรึกษา ขัดประกาศกระทรวงสาธารณสุข ข้อ 3 ที่จะให้พูด ถึงที่ตั้งอาคาร แต่ไม่รวมภายในอาคาร ดังนั้น การมี ภาพอยู่ภายใน ซึ่งมีแพทย์ พยาบาลคอยให้คำปรึกษา ไม่สามารถออกสู่สาธารณะได้ ส่วน สคบ.จะมีข้อมูลอยู่แล้วเพราะอยู่ในอนุกรรมการชุดนี้ด้วย แต่ก็จะส่งมอบข้อมูลนี้ถึง สคบ.อีกครั้ง ส่วนกรณีที่มีการแถลงข่าวเฟซออฟโปรเจกต์ บาย ดร.เซปิง เชื่อมเว็บไซต์ของโรงพยาบาล มีการใช้ถ้อยคำว่าเฟซออฟ นั้น ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว ส่วนที่ระบุว่ากระชากวัยย้อนหลังจาก 60 เป็น 35 ก็เป็นไปไม่ได้

ทพ.อาคมกล่าวต่อว่า การนับวันเปรียบเทียบปรับจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. อย่างไรก็ตามการจะถือว่ายุติการโฆษณานั้น จะดูจากการร่างเอกสารแสดงเจตนาว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่หากยังไม่ทำก็ยังดำเนินการเปรียบเทียบปรับรายวันตามกฎหมาย ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาว่า มีการโฆษณา ทั้งโฆษณาเองและยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณา แต่จะปรับเป็น 2 เท่าหรือไม่นั้น ขอให้คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับเป็นผู้พิจารณา นอกจากนี้ หากต่อไป ดร.เซปิง และนายสุรชัยยังเดินสายและมีการพูดถึงโรงพยาบาลแล้วโรงพยาบาลยังไม่ออกมาทักท้วงก็จะถือว่าผิดเช่นกัน ดังนั้นขอให้โรงพยาบาลแสดงท่าทีว่ามีการทักท้วงหรือไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโฆษณาครั้งนี้

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    86.7%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    13.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement