3 อดีต กมธ.ยกร่างฯ ชี้จุดอ่อน รธน. ซัดพิสดาร ล้าหลังกว่าปี 40 - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

3 อดีต กมธ.ยกร่างฯ ชี้จุดอ่อน รธน. ซัดพิสดาร ล้าหลังกว่าปี 40

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2559 23:10
4,239 ครั้ง


สัมมนาฯ "ร่าง รธน.-การปฏิรูปฯ" 3 อดีต กมธ.ยกร่างฯ ชี้จุดบอด ร่าง กรธ. ซัดระบบ ลต.สุดพิสดาร ทวงถามหลัก "ธรรมาภิบาล" หายไปไหน ย้ำความเสมอภาคเป็นต้นเหตุสร้างความเท่าเทียมในสังคม จวก กรธ.เปลี่ยนหลักการ "สิทธิชุมชน" จับพิรุธ ไม่ตอบโจทย์ 12 ประเด็น ล้าหลังกว่าปี 40

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 59 ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการ สถาบันพระปกเกล้า จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการปฏิรูปประเทศ" ครั้งที่ 2 เรื่องพลเมืองและการปฏิรูป

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งว่า สิทธิทางการเมือง กรธ.ออกแบบการเลือกตั้ง และที่มานายกรัฐมนตรีได้ค่อนข้างพิสดาร จะเป็นระบบเลือกตั้งที่ประเทศไทยใช้เป็นประเทศแรกในโลก เพราะไม่มีการใช้ระบบนี้ในระดับประเทศ มีเพียงบางรัฐในประเทศเยอรมนีเท่านั้น อาจจะเป็นวิธีที่ดี กรธ.บอกว่าจะเป็นการบังคับให้ทุกพรรคการเมืองส่งคนดีลงสมัคร เพราะทุกคะแนนเสียงมีความหมาย แต่ข้อเสียคือทำให้สิทธิการเลือกตั้งของประชาชนผู้มีสิทธิหายไป 1 อย่าง คือการจะเลือก ส.ส.เขต กับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แล้วถ้าแต่ละคนชอบไม่เหมือนกันจะทำอย่างไร เช่น ชอบ ส.ส.เขตคนนี้ แต่จะเลือกอีกพรรคหนึ่งในกรณีของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตรงนี้จะทำอย่างไร  

"เวลาลงคะแนนต้องคำนึงถึง 3 อย่าง ตรงนี้ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ การเลือกระบบใบเดียว คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนทุกเขตทั่วประเทศ จะทำให้การแข่งขันในเขตสูงมาก แม้จะรู้ว่าแพ้ก็ต้องทุ่มเอาคะแนนในส่วนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตรงนี้พรรคเล็กปิดฉากไปได้เลย ไม่มีเงินส่งลงทุกเขตเพื่อให้ได้คะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนคนใหม่ๆ ตายสนิท ไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างสิ้นเชิง ถือเป็นประเด็นจุดอ่อนที่สุดในร่างชุดนี้ ส่วนที่มานายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อไม่เกิน 3 รายชื่อ เมื่อมาถึงขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร จะมีหลักประกันอย่างไร เพราะพรรคที่จะเสนอได้ต้องเป็นพรรคที่มี ส.ส.ในสภา 25 คนขึ้นไป ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยไม่มีการยุบสภา ถามว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องผูกติดกับรายชื่อที่พรรคต่างๆ ประกาศเสนอชื่อไว้ก่อน จะไม่มีโอกาสเสนอชื่อคนใหม่ๆ ได้เลย และจะผูกติดกับรายชื่อเหล่านี้ไปตลอด 4 ปีหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ชอบด้วยตรรกะทางการเมือง" นายคำนูณ กล่าว

นางถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ความเสมอภาคจะเป็นการสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมกัน ความยุติธรรมก็จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ "ความเสมอภาคเฉพาะ" เป็นการเปิดโอกาสให้คนด้อยโอกาส คนพิการ ชาย หญิง เพศสภาพ ซึ่งความเสมอภาคเหล่านี้ดูได้จากการจัดสรรงบประมาณที่จะสะท้อนว่ารัฐบาลมีความจริงใจมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เวลาเขียนรัฐธรรมนูญจะต้องมองในอนาคตว่าลูกหลานจะอยู่อย่างไร และต้องดูสภาพสังคมทั่วโลกแล้วทำอย่างไรจะปิดช่องว่างตรงนี้ได้ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจจะต้องใช้อำนาจให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ นางถวิลวดี ยังตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่มีคำว่า "ธรรมาภิบาล" แม้แต่คำเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 อนุมาตรา 6 ซึ่งธรรมาภิบาลเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการบริหาร เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมถึงมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน แม้ในมาตรา 72 จะมีคำว่า "การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" และเนื้อหาเป็นเพียงนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งจะ "พึงทำ" เมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนมาตรา 159 ก็เขียนบังคับ ครม. แต่ไม่บังคับคนอื่นๆ หรือหน่วยงานอื่นให้ทำ นอกจากนี้ยังพบว่า "ความเสมอภาค" หลายเรื่องหายไปด้วย เช่น ข้าราชการ ในเรื่องสิทธิการรวมกลุ่มหายไป โดยในปี 50 มาตรา 64 มีการเขียนไว้เพื่อให้ข้าราชการแสดงศักดิ์ศรีของตัวเอง แต่ร่างฉบับนี้หายไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมข้าราชการถึงไม่เดือดร้อนกับสิ่งที่หายไป ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะต่อไปถ้าเกิดปัญหาก็ต้องไปฟ้องศาลปกครองอย่างเดียว

ด้าน นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เรื่องสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญปี 40 และ ปี 50 ถือว่าเพิ่มขึ้นมาก โดยมีตัวอย่างจากคดีมาบตาพุดที่ฟ้องรัฐให้ออกประกาศคุ้มครองเป็นเขตควบคุมมลพิษ รวมถึงงานวิจัยในต่างประเทศก็ยังยืนยันว่าสิทธิชุมชนก่อให้เกิดประโยชน์ และได้รับการรับรองว่าจะเป็นเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย ทั้งนี้ กรธ.ได้เปลี่ยนหลักการสิทธิชุมชน โดยเฉพาะใน มาตรา 54 ซึ่งตนมีข้อสังเกตถึง 12 ประเด็นที่ไม่สามารถตอบโจทย์ใดๆ และไม่เห็นด้วยที่ กรธ.ไปเปลี่ยนหมวดสิทธิชุมชนให้ไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ เพราะจะไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งถือว่าล้าหลังกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 หากมัวแต่รอให้เป็นอำนาจเป็นหน้าที่ของรัฐ ก็จะสร้างพลเมืองที่เฉื่อยชาเพราะมัวแต่รอ เพราะมองว่าเป็นการทำหน้าที่ของรัฐ

"รัฐธรรมนูญ ปี 40 และ ปี 50 คือการเดินหน้าพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองอย่างเต็มตัว ในเรื่องสิทธิที่ถูกตัดออกไปถึงแม้ในเวลานี้จะเป็นช่วงรัฐประหาร แต่ก็ยังมีปฏิบัติการเรียกร้องของชุมชนต่างๆ หน้าทำเนียบรัฐบาล แม้จะมีมาตรา 44 ก็ตาม แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าสิทธิชุมชนได้หยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยและวัฒนธรรมไทยแล้ว จึงอยากเรียกร้องให้ กรธ.ให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากๆ เพราะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ" นายบัณฑูร กล่าว

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    76.7%
  • ไม่ชอบ
    3.7%
  • สนุก
    4.0%
  • ประหลาดใจ
    6.1%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    9.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement