'ครูหยุย' ข้องใจ ปมตั้งบิ๊ก ขรก.นั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ-เอกชน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'ครูหยุย' ข้องใจ ปมตั้งบิ๊ก ขรก.นั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ-เอกชน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2559 15:52
1,175 ครั้ง


"ครูหยุย" ตั้งกระทู้ข้องใจ บิ๊ก ขรก. "นั่งบอร์ด รสก.-เอกชน" หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อน ด้าน รมช.คลัง แจง ก.ม.เปิดช่องเป็นได้ รับ "บิ๊กตู่" ไม่ละเลยให้คน ชง ก.ม.ล้อมคอกหาผลประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.59 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณากระทู้ถามของ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช.เรื่องปัญหาข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ได้รับผลประโยชน์ทับซ้อนจากบริษัทเอกชน โดยถามนายกรัฐมนตรี ซึ่งมอบหมายให้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เป็นผู้ตอบกระทู้แทน

โดย นายวัลลภ กล่าวว่า การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงไปดำรงตำแหน่ง ในคณะกรรมการต่างๆ ในองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการหรือเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งใดแห่งหนึ่ง และมักเป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวพันกับการได้ผลประโยชน์ จากองค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ที่ข้าราชการระดับสูงผู้นั้นดำรงตำแหน่งอยู่ เช่น คณะกรรมการปิโตรเลียม คณะกรรมาการบริหารบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือบอร์ด ปตท. คณะกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น

ซึ่งมักเป็นที่วิจารณ์ว่าข้าราชการเหล่านี้มีปัญหาเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ที่ไปเป็นคณะกรรมการด้านการเงินหรือด้านพลังงานบางราย และยังเป็นกรรมการของบริษัทเอกชน ที่ดำเนินกิจการด้านพลังงาน จึงมีความสงสัยว่า กำไรจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น มีผลโดยตรงต่อเบี้ยประจำเดือน เบี้ยประชุมและโบนัสของกรรมการ ซึ่งถือเป็นรับประโยชน์หรือผลตอบแทนจากบริษัทเอกชน เป็นการขัดกับหลักธรรมาภิบาล จึงขอถามว่า ข้าราชการระดับสูงนี้ ที่ไปดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการในองค์กรหรือรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารบริษัทเอกชนมีมากน้อยเพียงใด เกิดปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และรัฐบาลมีแนวทางหรือนโยบายที่จะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาอย่างไร

ด้าน นายวิสุทธิ์ ชี้แจงว่า การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการต่างๆ ในองค์การหรือรัฐวิสาหกิจเป็นไปตาม พ.ร.บ. คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2550 ซึ่งยอมรับมีช่องว่างหรือช่องโหว่ แต่ไม่ได้ผิดกฎหมายเพราะได้เปิดช่องว่างไว้ เช่น คนที่จะเป็นกรรมการในบริษัทลูกหรือบริษัทคู่สัญญา ของรัฐวิสาหกิจนั้นคนที่ไปนั่งต้องได้รับมอบหมายคณะกรรมการจากบริษัทแม่ ในเรื่องที่ข้าราชการระดับสูงไปทำหน้าที่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทลูกนั้นมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 2539 ระบุว่า รัฐวิสาหกิจเป็นองค์กรของรัฐต้องมีระบบควบคุมเพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้นดำเนินการสนองประโยชน์และนโยบายของรัฐ การตั้งคนไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเป็นวิธีการควบคุมอย่างหนึ่งไม่ว่าจะเป็นกรรมการตามกฎหมายหรือการแต่งตั้งจึงมี 2 บทบาทคือเป็นกรรมการบริหารและเป็นการปฏิบัติงานควบคุมการบริหารของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นการควบคุมกำกับด้วย

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญในการกำกับรัฐวิสาหกิจซึ่งมีทรัพย์สินใกล้เคียงกับจีดีพีของประเทศ โดยได้ก็เข้ามากำกับและดูแล เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เห็นว่ามากเกินไปก็ได้มีการปรับลดให้เข้ากับภารกิจของรัฐวิสาหกิจนั้นๆและยังเข้าไปดูเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.) ได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจหรือโฮลดิ้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ซึ่งร่างดังกล่าวจะมีการแยกแยะหน้าที่ นโยบาย การบริหารงาน ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ทับซ้อนชัดเจน มีกระบวนการสรรหาคณะกรรมการ ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่มีนักการเมืองเข้ามาเป็นกรรมการ แต่ในร่างนี้มีกรรมการสรรหาเพื่อให้ได้กรรมการที่เหมาะสมไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    6.3%
  • ไม่ชอบ
    69.9%
  • สนุก
    10.5%
  • ประหลาดใจ
    6.3%
  • เสียใจ
    7.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement