ลดแรงดันน้ำประปา 5 อำเภอ รับมือภัยแล้ง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ลดแรงดันน้ำประปา 5 อำเภอ รับมือภัยแล้ง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2559 13:20
1,131 ครั้ง


ปักธงชัย-กันตังพื้นที่เสี่ยงขาดน้ำสูงสุด

ภัยแล้งคืบเข้าใกล้ สั่งลดแรงดันน้ำประปา 5 อำเภอ ขยับเฉียดกรุงเทพฯ ส่วน 4 อำเภอเจอจ่ายน้ำเป็นเวลา ขณะที่ฉะเชิงเทราเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกล้ำ เผยพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำมากที่สุดคือ อ.ปักธงชัย และอ.กันตัง กรมชลฯเผยแผนดูดน้ำตายใช้ หลังพบ 10 เขื่อนส่อแห้ง เตรียมถกทหาร–ตำรวจป้องลักลอบสูบน้ำเพื่อการเกษตร มั่นใจนักบินฝนหลวงเพียงพอหลังถูกซื้อตัวไปบินเครื่องพาณิชย์

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังจากประชุมคณะกรรมการแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยเเล้ง 2558/59 ครั้งที่ 3 ว่า ขณะนี้พื้นที่ต้องเฝ้าระวังและพื้นที่ใกล้วิกฤติเรื่องภัยแล้งมีจำนวน 42 จังหวัด 152 อำเภอ โดยได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกรมชลประทานเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ และจากการตรวจสอบความพร้อมของน้ำประปาภูมิภาคและการประปานครหลวง พบว่าบางพื้นที่จำเป็นต้องจ่ายน้ำเป็นเวลาหรือแบ่งโซนจ่ายน้ำเป็น 4 แห่ง พร้อมลดแรงดันการจ่ายน้ำอีก 5 แห่ง และป้องกันน้ำเค็มอีก 3 แห่ง โดยได้ตรวจสอบทุกภาคส่วนแล้ว ยืนยันว่าไม่มีปัญหาในเรื่องการใช้น้ำและน้ำบาดาล สามารถบรรเทาภัยแล้งได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้พื้นที่ที่ต้องลดแรงดันการจ่ายน้ำ 5 แห่ง คือ อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์, อ.พิมาย จ.นครราชสีมา, อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี, อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี และ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยโซนที่จะจ่ายน้ำเป็นเวลา คือ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์, อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น, อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา, อ.กันตัง จ.ตรัง

ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ ได้แก่ อ.บางปะกง, อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา โดยทั้งนี้ปลายเดือน มี.ค หรือช้าที่สุดต้นเดือนเม.ย.จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประชุมใหม่ เพื่อปรับแผนในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง

นายมนูญ ธนะสังข์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำการประปาส่วนภูมิภาค กล่าวว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำประปาส่วนมาก มาจากแหล่งธรรมชาติและกรมชลประทาน โดยมีพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำมากที่สุดคือ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และ อ.กันตัง จ.ตรัง ส่วนการหาน้ำมาเพิ่มนั้น ทางการประปาส่วนภูมิภาคได้ขุดสระน้ำดิบเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันยังติดขัดเรื่องงบประมาณและพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้เปิดโครงการกับกองทัพบก สามารถให้ประชาชนนำรถมารับน้ำได้ทุกพื้นที่ ซึ่งถ้าเป็นท้องถิ่นจะต้องแจ้งชื่อและทะเบียนรถกับการประปาฯก่อน 10 เขื่อนน้ำแห้งแล้งแสนเข็ญ

พล.อ.ฉัตรชัย ยังกล่าวหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ ทางกรมชลประทานได้รายงานว่า มีเขื่อนประมาณ 10 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ ประกอบด้วย 1.เขื่อนอุบลรัตน์ 2.เขื่อนแม่กวง 3.เขื่อนห้วยหลวง 4.เขื่อนบางพระ 5.เขื่อนลำปาว 6.เขื่อนจุฬาภรณ์ 7.เขื่อนลำพระเพลิง 8.เขื่อนกระเสียว 9.เขื่อนแม่งัด 10.เขื่อนคลองสียัด ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะเฝ้าติดตาม ควบคุม บริหารจัดการน้ำเขื่อนดังกล่าวเต็มที่ พร้อมทั้งได้วางแผนเพิ่มเติมในกรณีที่ 10 เขื่อนนั้นขาดแคลนน้ำ ซึ่งหากจำเป็นก็พร้อมสูบน้ำจากก้นอ่างหรือน้ำตายมาใช้ รวมทั้งการผันน้ำจากเขื่อนอื่น และเตรียมปรับแผนระบายน้ำในส่วนภาคการเกษตรเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค “ประมาณเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เริ่มต้นปลูกข้าวนาปีนั้น ขณะนี้เป็นที่เข้าใจ ตรงกันว่า กรมชลประทานไม่สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวนาปีได้ แต่หากเกษตรกรคนใดที่ทำนานอกเขตชลประทานและมีแหล่งน้ำต้นทุนของตัวเอง ทางกระทรวงเกษตรฯก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้ปลูก”

ด้านนายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ยืนยันจะมีน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศเพียงพอจนถึงปลาย ก.ค.แน่นอน โดยเกษตรกรที่ทำนาหรือพืชไร่ตรงบริเวณ 10 เขื่อนดังกล่าวนั้น ทางกรมชลประทานจะไม่สนับสนุนการส่งน้ำเพื่อการเกษตรและต้องขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้สูบน้ำไปใช้ มิฉะนั้นจะขอความร่วมมือจากฝ่ายความมั่นคง เช่น ทหารและตำรวจลงพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับเกษตรกรอีกครั้ง

สำหรับแผนการสูบน้ำตายขึ้นมาใช้นั้น จากใน 10 เขื่อนสามารถสูบน้ำตายมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้จำนวน 3 เขื่อน คือ 1.เขื่อนห้วยหลวง โดยสามารถสูบน้ำตายได้ประมาณ 2-3 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 2.เขื่อนอุบลรัตน์ สามารถสูบน้ำตายมาใช้ได้ 50 ล้าน ลบ.ม.และ 3.เขื่อนบางพระ สามารถสูบน้ำตายมาใช้ได้ 5 ล้าน ลบ.ม.

โดยสถานการณ์น้ำในวันที่ 1 มี.ค.2559 ใน 4 เขื่อนหลักบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้อยู่ที่ 2,945 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 16% โดยมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 18 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ยันนักบินฝนหลวงมีเพียงพอ

ส่วนกรณีที่เกรงกันว่ากรมฝนหลวงและการบินเกษตรฯ ขาดแคลนนักบินจากการถูกสายการบินพาณิชย์ดึงตัวเป็นจำนวนมากนั้น ขอยืนยันปัจจุบันกรมฝนหลวงฯมีนักบินจำนวน 54 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการออกปฏิบัติการฝนหลวง แม้ในอดีตจะมีนักบินถึง 70 คนและมีเครื่องบินรวม 70 ลำ โดยขณะนี้มีเครื่องบิน 48 ลำ ประกอบด้วยเครื่องบิน 41 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 7 ลำ และยังสามารถให้หน่วยงานอื่นช่วยสนับสนุนขอนักบินเพิ่มเติมได้ ยืนยันว่านักบินที่ลาออกในปีนี้จำนวน 4 คนนั้น ไม่กระทบต่อปฏิบัติการฝนหลวง และในปี 2560 จะพิจารณารับนักบินเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้จะมีการหารือเพื่อปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้แก่นักบิน เริ่มต้นงวดแรกเดือน มิ.ย.นี้

ด้านนายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ได้ขอความร่วมมือกับกองทัพอากาศ และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เพื่อขอทุนสำหรับฝึกนักบินเพื่อรองรับการขาดแคลนนักบิน และกำลังจัดทำร่างแผนยกระดับคุณภาพเงินเดือนและความมั่นคงเพื่อรองรับนักบินอีกด้วย คาดว่าจะร่างเสร็จภายใน 4-5เดือน ส่วนการขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวงนั้น เบื้องต้นได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง รวม 2 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.นครสวรรค์ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี ซึ่งน่าจะเริ่มได้ภายในวันที่ 8 มี.ค.2559 หลังเลื่อนจากวันที่ 1 มี.ค.เนื่องจากความชื้นสัมพัทธ์บนอากาศยังไม่เพียงพอที่จะทำฝน

นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การปลูกข้าวนาปรังลุ่มน้ำเจ้าพระยา พบว่ามีพื้นที่ทำนาปรังไปแล้วกว่า 1,968,000 ไร่ มีแนวโน้มทรงตัว ปัจจุบันมีการเก็บเกี่ยวแล้วประมาณ 520,000 ไร่ เหลือพื้นที่ที่ยังรอการเก็บเกี่ยวอีกประมาณ 1,450,000 ไร่ น้อยกว่าปี 2557/58 ที่ผ่านมา.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    30.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    30.0%
  • ประหลาดใจ
    10.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    30.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement