เจาะ 3 มูลนิธิใหญ่! พิษเศรษฐกิจฉุดคนใจบุญฝ่อ ยอดบริจาคหดจริงหรือ? - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เจาะ 3 มูลนิธิใหญ่! พิษเศรษฐกิจฉุดคนใจบุญฝ่อ ยอดบริจาคหดจริงหรือ?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มี.ค. 2559 05:30
4,124 ครั้ง


ปฏิเสธไม่ได้ว่า มูลนิธิต่างๆ ในประเทศไทยนั้น มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศไม่น้อย เนื่องจากเป็นสถานที่ที่โอบอุ้มผู้ที่ขาดโอกาสทางสังคม ทั้งนี้รวมไปถึงองค์กรเอกชนที่มักนำเงินมาบริจาค เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษี

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว บรรดามูลนิธิต่างๆ ก็มีผลกระทบอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หลายคนอาจสงสัยว่า หากขาดเงินบริจาคจากองค์กรทั้งภาครัฐหรือเอกชนแล้ว พวกเขาจะนำเงินมาจากไหน? ใช้จ่ายพอไหม? มีวิธีจัดการยังไง? ...

ทาง ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับผู้ก่อตั้งมูลนิธิและผู้ดูแลมูลนิธิ เกี่ยวกับรายได้ของมูลนิธิ หลังจากพบว่า จำนวนผู้บริจาคน้อยลง ส่งผลให้รายรับลดลงอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงการที่มูลนิธิต่างๆ ต้องออกมาจัดกิจกรรมร่วมกับสังคมมากขึ้น

มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

เริ่มที่ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2524 โดยเริ่มจากการช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ จนจำนวนสัตว์เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องย้ายไปเลี้ยงนอกเมือง พ.ศ 2536 หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เยี่ยมโปรดสัตว์พิการ จึงมอบปัจจัยช่วยเหลือสุนัขทุกเดือน จนกระทั่งท่านละสังขารไป ปัจจุบัน คุณพิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์ ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า "รายได้ของมูลนิธิในช่วงหลังลดลงเยอะ แต่ยังพอจุนเจือค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่กระทบมาก เนื่องเรามีการบริหารงานแบบเศรษฐกิจพอเพียง และจัดกิจกรรมภายในมูลนิธิอย่างต่อเนื่องเพื่อหารายได้เพิ่มอีกทาง จากนั้นทางมูลนิธิจะนำเงินที่ได้มาพิจารณานำไปพัฒนากิจกรรมต่างๆ ต่อไป อย่างเช่นปีนี้ เราจะจัดกิจกรรมทอดผ้าป่า เพื่อนำเงินไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์เพิ่มเติม"

สุนัขที่อยู่ในความดูแลของ มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
นายมนตรี สินธวิชัย หรือ "ครูยุ่น" ผู้ดูแล มูลนิธิคุ้มครองเด็ก จ.สมุทรสงคราม

ถัดมา มูลนิธิคุ้มครองเด็ก จ.สมุทรสงคราม หรือที่รู้จักันดีในนาม "บ้านครูยุ่น" จัดตั้งเพื่อติดตามช่วยเหลือเด็ก ป้องกันมิให้เด็กหนีออกจากบ้าน เร่ร่อน ค้าประเวณี หรือเป็นเหยื่อในรูปแบบต่างๆ เป็นหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของ นายมนตรี สินธวิชัย หรือ "ครูยุ่น" เผยว่า "ทางมูลนิธิไม่เคยขอสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ หรือภาษีประชาชน รายรับส่วนใหญ่จะได้มาจากประชาชนทั่วไป และองค์กรเอกชน ภายหลัง 8 ปี รายรับของมูลนิธิทรงตัวและลดลงสลับกัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่มูลนิธิไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาทางออก โดยการฝึกอาชีพและนำสิ่งของที่ทำขึ้นไปขายยังงานสังคมต่างๆ จึงไม่กระทบต่อรายจ่ายในแต่ละเดือน"

นวลน้อย ทิมกุล หรือที่รู้จักกันในนาม "ครูน้อย" เป็นผู้ดูแล "บ้านครูน้อย"

และสุดท้ายคือ "บ้านครูน้อย" ช่วยเหลือเด็กที่มีฐานะยากจน เด็กที่พ่อแม่ต้องโทษจำคุก และเด็กเร่ร่อน ให้มีโอกาสทางการศึกษา และมีสิทธิที่จะรับการศึกษาภาคบังคับเท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ ปัจจุบันมีเด็กในความดูแลของ "บ้านครูน้อย" จำนวน 128 คน ซึ่งมี นวลน้อย ทิมกุล หรือที่รู้จักกันในนาม "ครูน้อย" เป็นผู้ดูแล กล่าวถึงรายรับของทางมูลนิธิว่า "เรื่องรายได้ประสบปัญหาทุกปี เพราะบ้านครูน้อย ไม่ใช่มูลนิธิ จึงไม่มีผู้บริจาครายใหญ่จากภาครัฐหรือเอกชนมากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนทั่วไป นำสิ่งของมาบริจาค ภายหลังครูจึงนำสิ่งของเหล่านั้นไปขายต่อคนยากจนในราคาถูก และนำเงินมาช่วยเหลือภายในบ้าน ทุกวันนี้รายจ่ายสูงกว่ารายรับ"

ตู้บริจาคของมูลนิธิต่างๆ

แม้เศรษฐกิจจะซบเซา ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในสังคมหลายด้าน รวมถึงองค์กรอิสระอย่าง มูลนิธิต่างๆ ที่ต้องหารายได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากผู้บริจาคลดน้อยลง แต่ทุกที่พร้อมรับมือ และปรับแผนการบริหารงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นๆ ลงๆ คาดเดาได้ยาก ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดี เพราะหากมูลนิธิเหล่านี้ขาดรายรับเมื่อไหร่ หรือถึงขั้นต้องปิดตัวลง ไม่ใช่คนสองคนเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่รวมไปถึงคนและสัตว์ในมูลนิธิอีกนับร้อยที่ต้องขาดที่พึ่ง

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    3.7%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    88.3%
  • ประหลาดใจ
    0.5%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    7.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement