ดัชนีชี้ชะตาปี59 ภาคเกษตรไทย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ดัชนีชี้ชะตาปี59 ภาคเกษตรไทย

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2559 05:01
3,132 ครั้ง


สุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สรุปภาวะเศรษฐกิจของภาคเกษตรไทยในปี 2558 และคาดการณ์แนวโน้มปี 2559 เอาไว้อย่างเห็นภาพ

เขาชี้ให้เห็นว่า มีทั้งข่าวดีและข่าวที่ทำให้ใจเสีย ระคนกัน กล่าวคือ จีดีพีภาคเกษตร หรืออัตราการเติบโตของภาคเกษตรไทยในปี 2558 มีการหดตัวลงประมาณ 4.2%

แยกพิจารณารายสาขา สาขาพืช หดตัวลงร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยผลผลิตสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน มังคุด และเงาะ อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รวมทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน

ขณะที่ สาขาปศุสัตว์ ในปี 2558 มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ2.2 ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ โคเนื้อ และน้ำนมดิบ มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น

แต่เป็นปีที่สดใส เฉพาะผู้เลี้ยงโคเนื้อและโคนม เพราะเนื้อโคและน้ำนมดิบมีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นผลผลิตโคเนื้อยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงผลักดันให้ราคาสูงขึ้น เช่นเดียวกับน้ำนมดิบมีราคาสูงขึ้น จากการปรับเพิ่มราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบ และการปรับตัวตามคุณภาพน้ำนมดิบที่อยู่ในเกณฑ์ดี

ตรงข้ามกับชะตากรรมของผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สุกร และไก่ไข่ เพราะเป็นสินค้าปศุสัตว์ที่มีราคาเฉลี่ยลดลง อันเป็นผลมาจากการขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณผลผลิตล้นตลาด

สาขาประมง มีอัตราการหดตัวลงร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับปี 2557 สาเหตุเพราะปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลง อันเป็นผลมาจากการยกเลิกสัมปทานประมงในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย และการปฏิบัติตามกฎหมายประมงฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาประมงให้ถูกต้องและยั่งยืน ทำให้เรือประมงบางส่วนต้องหยุดทำประมง

ขณะที่ สาขาบริการทางการเกษตร ในปี 2558 มีอัตราหดตัวลงร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปี 2557 ไม่ว่าจะเป็นผู้รับจ้างเตรียมดิน ไถพรวนดิน และให้บริการเกี่ยวนวดข้าว ต่างลดลงทั้งสิ้น เพราะพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรังลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง

เทียบกับ สาขาป่าไม้ มีอัตราขยายตัวร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปี 2557 โดยผลผลิตป่าไม้สำคัญที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ ไม้ยางพารา ไม้ยูคาลิปตัส ถ่านไม้ รังนกนางแอ่น และครั่ง

ไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นจากความต้องการของตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่สูงขึ้น ประกอบกับการดำเนินการควบคุมปริมาณการผลิตยางของภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ ทำให้เกษตรกรจำนวนมากเข้าร่วมโครงการสงเคราะห์และส่งเสริมการตัดโค่นพื้นที่สวนยางพาราเก่า ที่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่า และปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดี หรือพืชเศรษฐกิจอื่น จึงทำให้มีพื้นที่ตัดโค่นไม้ยางพาราเกินกว่าพื้นที่เป้าหมาย

เลขาฯสุรพงษ์บอกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในภาพรวมของปี 2559 คาดว่าน่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 2.5-3.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น มีการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาคเกษตรมากขึ้น การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร รวมทั้งสถานการณ์ดิน ฟ้า อากาศ ที่ไม่น่าจะรุนแรงไปกว่าปีนี้

นอกจากนั้นยังได้แรงเสริมจากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าซึ่งเป็นผลดีต่อการส่งออก รวมทั้งการกำหนดนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ การแก้ปัญหา IUU เขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐบาล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังจับตาตัวแปรความเสี่ยงในเรื่องภาวะฝนทิ้งช่วง หรือภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูเพาะปลูกปี 2559 รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย

“ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะมีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 3.1% โดยคาดว่าสหภาพยุโรปขยายตัวที่ประมาณ 1.9% จีนเมื่อปีที่แล้วมีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 7.3% แต่หลังจากมีการปฏิรูปโครงสร้างหนี้ คาดว่าปีนี้ อัตราขยายตัวชะลอลงเหลือเพียง 6.8%”

“ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกประเทศคู่ค้าของไทย ก็ยังคงมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้ามาก ทั้งการบริโภคและส่งออก ยังไม่ดีเท่าที่ควร คาดว่าปีนี้จึงน่าจะมีอัตราขยายตัวเพียง 0.6% ขณะที่อาเซียน 5 ประเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม คาดว่าปีนี้น่าจะขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4.6%”

ในแง่ภาวะภัยแล้ง ซึ่งเป็นอีกตัวแปรสำคัญต่อการลืมตาอ้าปากของเกษตรกรไทยในปี 2559 ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า ภาวะน้ำท่วมกับน้ำแล้ง ยังคงเป็น 2 ตัวแปรหลักของภาคการเกษตรไทย

“ปัญหาน้ำแล้งเหมือนโรคมะเร็ง น้ำท่วมเหมือนโรคหัวใจ แนวโน้มระยะยาวต่อไป ปัญหาภัยแล้งจะน่ากลัวกว่าน้ำท่วม เพราะที่ผ่านมาเราใช้ปริมาณน้ำจริง มากกว่าแผนการใช้น้ำมาตลอด แถมแต่ละปียังปล่อยให้น้ำ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลลงทะเลไปอย่างน่าเสียดาย”

เสรีบอกว่า เดือน พ.ค.2559 มีโอกาสสูงที่จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ปี 58 มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในเขื่อนภาคเหนือ น้อยกว่าปี 57 ถึง 30%

เขามองว่า ในอนาคตจึงเป็นไปได้สูงที่เมืองไทยอาจต้องมีระบบธนาคารน้ำ และนำเอานวัตกรรม การกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด มาใช้งานอย่างกว้างขวาง ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการนำมาใช้กันบ้างแล้ว ที่เกาะสีชัง และเกาะสมุย เพียงแต่ยังมีต้นทุนสูง อยู่ที่คิวละ 20 บาท เทียบกับน้ำที่ใช้กันทั่วไป มีต้นทุนอยู่ที่คิวละ 12 บาท

“บอกได้เลยว่า ปี 2559 ทั้งน้ำใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำทำการเกษตร ต้องใช้กันอย่างมีวินัยเท่านั้น จึงจะอยู่รอด”

ด้าน ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยฯ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า อยู่เมืองไทยยังไงก็หนีไม่พ้นทั้งวิกฤติภัยแล้งและน้ำท่วม

“ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯว่าจะปฏิรูปยุทธศาสตร์การลงทุนด้านการชลประทานให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ได้อย่างไร เช่น ทำอย่างไรกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาแล้วไหลไปยังที่ซึ่งไม่มีการกักเก็บ หรือปล่อยทิ้งลงทะเลไปอย่างน่าเสียดาย หลายประเทศที่แล้งกว่าเรา เช่น อิสราเอล ทำไมเขาจึงจัดการกันได้”

อนุสรณ์บอกว่า เลิกคิดถึงเรื่องการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่กันได้แล้ว เพราะทุกวันนี้นอกจากปริมาณน้ำฝนมีแนวโน้มเฉลี่ยลดลง ยังตกไม่เป็นที่ ปัญหาเหล่านี้สามารถเอาชนะได้ ถ้าเรามีเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ดีพอ หนทางที่ทำให้ฝันเป็นจริง ต้องทำให้เกษตรกรไทยเข้าถึงแหล่งทุน และส่งเสริมงานวิจัย

สุกรรณ์ สังข์วรรณะ ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรดีเด่น สาขาทำไร่ ทำนา จาก จ.สุพรรณบุรี ช่วยให้ข้อคิดปิดท้าย เขาบอกว่า พื้นที่การเกษตรประเทศไทยมีอยู่ทั้งสิ้นราว 170 ล้านไร่

“30 ล้านไร่ เป็นพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน เปรียบเหมือนลูกรักของรัฐบาล แต่อีก 140 ล้านไร่ อยู่นอกเขตน้ำฝน ไม่ต่างกับลูกชัง แต่ละปีรัฐบาลทุ่มใช้งบประมาณมหาศาลอุ้มชูดูแล พื้นที่เพียง 30 ล้านไร่ ซึ่งเป็นนาข้าวประมาณ 22 ล้านไร่ ที่เหลือปลูกไม้ผล เป็นที่อยู่อาศัยและบ่อปลา อีกราวๆ 8 ล้านไร่”

สุกรรณ์ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมานอกจากลูกชัง ซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ มักถูกละเลย เกษตรกรไทยแต่ละครัวเรือนมีพื้นที่การเกษตรโดยเฉลี่ยครัวเรือนละ 15-20 ไร่ แต่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยหนี้สิน เพราะที่ดินเกือบทุกแปลง ล้วนนำไปจำนองไว้กับ ธ.ก.ส. แทบทั้งสิ้น

ทำไงเกษตรกรไทยจะลืมตาอ้าปากได้ในปีหน้า 2559 เป็นการบ้านที่เขาฝากให้ช่วยคิด.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    20.3%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    5.1%
  • เสียใจ
    1.7%
  • ให้กำลังใจ
    72.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement