ร้องปปท. ตร.รีด2.4ล้าน ช่วยล้มคดี - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

ร้องปปท. ตร.รีด2.4ล้าน ช่วยล้มคดี

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 มี.ค. 2559 08:07
3,394 ครั้ง


ลักพระพุทธรูป ‘รองผกก.’แจง แค่ให้คำปรึกษา

ประธานชมรมช่วยเหลือ เหยื่ออาชญากรรมตัวแทนหนุ่มยี่ปั๊วลอตเตอรี่ร้อง ทุกข์ต่อ เลขาฯ ป.ป.ท.ยื่นหลักฐานคลิปวีดิโอและสลิปการโอนเงิน 2.4 ล้านให้กับตำรวจ สน.บวรมงคล หลังถูกจับข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ คดีรับซื้อพระพุทธรูป 2 องค์ ราคา 2 แสน โดยมีพระลูกวัดวัดภคนีนาถวรวิหารเป็นคนเสนอขายให้ แต่ จนท.ขอเงินแลกวิ่งคดีอ้างรู้จักอัยการ แต่โดนไถบ่อยและถูกออกหมายจับซ้อนอีก ด้าน ผบช.น.ยันสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเสร็จใน 7 วัน ส่วนโฆษก ตร. เผยยังไม่ทราบเรื่อง แต่หากผิดจริงดำเนินการข้อหาผิดวินัยร้ายแรง วันที่ 3 มี.ค.นี้ ร้อง รมว.ยุติธรรมอีก

ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมร้อง ป.ป.ท.ตำรวจรีดเงินค้าคดีความ เปิดเผยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 มี.ค. ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เป็นตัวแทนนายสุพัฒน์พงศ์ หรือโอม เตาลานนท์ หรือนายอธิรินทร์ อัครเอกเวโรจน์ อายุ 39 ปี หนุ่มยี่ปั๊วลอตเตอรี่และนักสะสมพระพุทธรูป เข้าร้องทุกข์ต่อนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท. หลังโดนตำรวจ สน.บวรมงคล ตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงระดับผู้กำกับสถานีเรียกเก็บเงินผู้ต้องหา 2.4 ล้านบาท พร้อมนำหลักฐานเป็นคลิปวีดิโอ คลิปเสียง และหลักฐานการโอนเงินมามอบให้

นายอัจฉริยะกล่าวว่า เมื่อประมาณวันที่ 6 มิ.ย.57 พระประสิทธิ์ โสภโณ พระลูกวัดวัดภคินีนาถวรวิหาร ย่านบางพลัด ได้ตกลงขายพระพุทธรูป 2 วิหาร ในราคา 200,000 บาท ให้กับนายสุพัฒน์พงศ์ หลังจากนั้นให้คนยกพระที่ตกลงขายมาให้ ต่อมา กลับมีการแจ้งความเกิดขึ้น โดยพระประสิทธิ์อยู่ในฐานะผู้เสียหาย กระทั่งเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.57 นาย สุพัฒน์พงศ์ถูกตำรวจ สน.บวรมงคล จับกุมข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ เมื่อถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ได้เสนอให้ความช่วยเหลือในคดีดังกล่าว อ้างว่ารู้จักกับอัยการ สามารถเคลียร์เรื่องทั้งหมดได้ พร้อมเรียกเก็บเงินในการช่วยคดีดังกล่าวเป็นงวดๆรวมประมาณ 2,400,000 บาท

“หลังจากจ่ายเงินให้คดีถูกดองสำนวนจนขาดสัญญาประกัน และต่อมายังขออำนาจศาลตลิ่งชัน ให้อนุมัติหมายจับใหม่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.58 เปลี่ยนข้อหาเป็นลักทรัพย์ ดำเนินคดีเพียงคนเดียว ส่วนพระประสิทธิ์ ผู้ขายพระให้กลับอยู่ในฐานะผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายเริ่มทนไม่ไหวกับการถูกรีดไถเงินและออกหมายจับซ้อนพร้อมกับเปลี่ยนข้อหา เอาสำนวนคดีดังกล่าวไปดองไว้ไม่ยอมส่งอัยการฟ้องศาลตั้งแต่ปี 2557 กระทั่งปัจจุบัน อีกทั้งถูกข่มขู่จึงมาร้องชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมให้ดำเนินคดีและร้องทุกข์กล่าวโทษตำรวจ สน.บวรมงคล 3 นาย ได้แก่ พ.ต.ท.มนตรี กองจำปา รอง ผกก.สส.สน. กับพวกระดับสารวัตรอีก 2 นาย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยมีหลักฐานคลิปวีดิโอการสนทนาระหว่างผู้เสียหายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งเอกสารการโอนเงินต่างๆเพื่อยืนยันว่าตำรวจรับผลประโยชน์จริง” นายอัจฉริยะกล่าว

นายอัจฉริยะเผยอีกว่า เมื่อวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปพบ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เบื้องต้นทราบมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้ วันที่ 3 มี ค.นี้ จะพานายสุพัฒน์พงศ์เข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้กระทรวงยุติธรรมใช้มาตรา44 ในการสั่งย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดีเพื่อไม่ให้ยุ่งกับพยานหลักฐาน และขอให้คุ้มครองพยานเนื่องจากมีการข่มขู่ด้วย

ด้านนายประยงค์เปิดเผยว่า หลังจากนี้รับเรื่องไว้ตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ร้องเรียนและให้ผู้ถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลว่าอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. หรือไม่ หากไม่อยู่ในอำนาจ ป.ป.ท. แต่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช.ก็จะส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการแทน จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เรื่องนี้จะใช้เวลาสรุปแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน

พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. เผยว่า เบื้องต้น ผบก.น.7 มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดทางวินัยร้ายแรง ขอให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 7 วัน ขอให้ตรวจสอบมีความรอบคอบ ทั้งนี้รับแจ้งว่ามีการนัดสอบปากคำผู้ร้องและผู้ถูกร้อง มีการนัดมาตลอด แต่ผู้ร้องไม่สะดวกและติดต่อมาว่าจะเข้าให้ปากคำในวันที่ 4 มี.ค.นี้ หากสอบแล้วพบว่ามีมูลก็จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน ระหว่างนี้ถ้าผู้ร้องประสงค์จะให้ดำเนินคดีทางอาญาก็ให้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ ส่วนบทลงโทษในทางการปกครอง หากพบมีมูลความจริงจะสั่งให้ไปช่วยราชการหรือว่าหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก็จะมีบทลงโทษทางวินัยตามขั้นตอนต่อไป

ขณะที่ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษก ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบเรื่องที่มีการร้องเรียนที่ ป.ป.ท.เพื่อให้เอาผิดพนักงานสอบสวน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เพราะต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง หากตรวจสอบพบว่ามีพนักงานสอบสวนกระทำความผิดจริง จะมีความผิดฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นอกจากนี้ ยังจะมีความผิดวินัยตำรวจร้ายแรงด้วย จะมีบทลงโทษเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ในการตรวจสอบหาความจริงยังคงใช้การสืบสวน สอบสวนตามปกติไปก่อน ส่วนจะมีการตั้งกรรมการตรวจสอบหรือไม่นั้นต้องรอพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ทุกอย่างต้องดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อมีคนร้องที่ ป.ป.ท. หลังจากนั้นก็จะส่งเรื่องมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะรายงานให้กับผู้บังคับบัญชาได้ทราบตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เคยสอนตำรวจให้ประพฤติไม่ชอบ เพราะนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการตำรวจ

ด้าน พ.ต.ท.มนตรี กองจำปา รอง ผกก.สส.สน. บวรมงคล ชี้แจงว่า คดีนี้มีการจับกุมแถลงข่าวขบวนการลักพระในวัดภคนีนาถวรวิหารเป็นข่าวใหญ่ในปี 57 ตนดูแลคดีตั้งแต่รับแจ้งความ มีภาพกล้องวงจรปิดในวัด เห็นคนร้ายยกพระออกจากวิหาร นำไปสู่การออกหมายจับและจับกุมนายสุพัฒน์พงศ์ ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ หลังจากฝ่ายสืบสวน สน.บวรมงคลจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วก็ส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวนตามขั้นตอน และยังย้ำพนักงานสอบสวนให้เร่งสรุปสำนวนส่งอัยการ ต่อมาทราบว่าพนักงานสอบสวนทำสำนวนล่าช้าจนเลย 6 เดือน จนขาดสัญญาประกัน จึงรายงานให้ ผกก.สน.บวรมงคลทราบ และได้ให้พนักงานสอบสวนท่านอื่นมาช่วยทำคดี ส่วนเหตุผลที่เจ้าของคดีทำสำนวนล่าช้า ตนไม่ทราบ คาดคดีเยอะ ทั้งนี้ยอมรับว่าหลังจับกุมนายสุพัฒน์พงศ์ ผู้ต้องหาเคยมาปรึกษาตนและลูกน้อง ตนแนะนำไปว่าให้ตามพระที่เหลือกลับมาคืน เพราะพระพุทธรูปที่ขโมยไปเป็นสมบัติของวัดและเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน เจ้าตัวบอกว่าได้ขายไปแล้วและจะพยายามตามช่วย แนะนำไปว่าหากช่วยเหลือตามพระคืนมาได้หมด จะสามารถนำไปเป็นข้อลด หย่อนผ่อนโทษในชั้นศาลได้ ส่วนกรณีที่ถูกถ่ายคลิปและมีสลิปการโอนเงินค่าค้าสำนวนคดี ยอมรับว่าได้เห็นแล้ว ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของคน 2 คน ระหว่างผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวน ขอตั้งข้อสังเกตว่าคดีเกิดตั้งแต่ปี 57 ทำไมเพิ่งมาร้องปี 59 แต่ก็ต้องยอมรับว่าในคลิปดังกล่าวเห็นแฟ้มสำนวนคดีไปอยู่ในมือนายสุพัฒน์พงศ์ได้อย่างไร สำนวนคดีนั้นเป็นเอกสาร หลักฐานสำคัญไม่ควรให้ผู้ต้องหาเห็นรายละเอียดในแฟ้ม

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    8.6%
  • ไม่ชอบ
    40.0%
  • สนุก
    22.9%
  • ประหลาดใจ
    2.9%
  • เสียใจ
    20.0%
  • ให้กำลังใจ
    5.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement