ศานิตย์ สั่งตั้ง กก.สอบ ตำรวจ สน.บวรมงคล ค้าสำนวน คาด 7 วันรู้ผล - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ศานิตย์ สั่งตั้ง กก.สอบ ตำรวจ สน.บวรมงคล ค้าสำนวน คาด 7 วันรู้ผล

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 19:06
1,634 ครั้ง


รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันตอนนี้มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีมีผู้ร้องเรียน ป.ป.ท. ว่า ตำรวจ สน.บวรมงคล มีการค้าสำนวนคดีลักพระพุทธรูป คาดรู้ผลการสืบสวนข้อเท็จจริง ใน 7 วัน...

จากกรณีที่ตัวแทนชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ตรวจสอบกรณีตำรวจ สน.บวรมงคล ค้าสำนวนคดีลักพระพุทธรูป และรีดเงินค่าวิ่งเต้นคดี กว่า 2.4 ล้านบาท พร้อมเตรียมเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ขอให้ใช้มาตรา 44 สั่งย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ป้องกันเข้ามายุ่งกับพยานหลักฐาน

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ตัวแทนชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำเอกสารเข้าพบ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. อ้างเพื่อเปิดเผยพฤติกรรมขบวนการตำรวจนครบาล สน.บวรมงคล ค้าสำนวน ยัดข้อหาผู้ต้องหา แล้วรีดเงินผู้ต้องหากว่า 2.4 ล้านบาท โดยมีคลิปวิดีโอ คลิปเสียง เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีอาญากับขบวนการตำรวจนครบาลค้าสำนวน ตั้งแต่ระดับสารวัตรถึงระดับผู้กำกับ

เนื่องจากกรณีตำรวจนครบาลบวรมงคล ทำคดีลักพระพุทธรูปในวัดภคินีนาถวรวิหาร ย่านบางพลัด เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งมี นายสุพัฒนพงศ์ เตาลานนท์ หรือ นายอธิรินทร์ อัครเอกเวโรจน์ เป็นผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ โดยมี พระประสิทธิ์ โสภณ เป็นผู้เสียหาย ต่อมาตำรวจได้เสนอเรียกเก็บเงินเพื่อช่วยให้คดีเบาลง โดยอ้างว่ารู้จักกับอัยการและเคลียร์เรื่องทั้งหมดแล้ว พร้อมเรียกเก็บเงินในการช่วยคดีรวมกว่า 2.4 ล้านบาท โดยมีหลักฐานการโอนเงิน คลิปบันทึกการจ่ายเงินตามสถานที่ต่างๆ

นายอัจฉริยะ อ้างว่า จากคดีนี้ แท้จริงแล้ว พระประสิทธิ์ เป็นผู้ขายพระพุทธรูปในวิหารให้นายสุพัฒนพงศ์ จำนวน 2 รูป ราคา 2 แสนบาท เมื่อตกลงซื้อขายพระได้ จึงให้อีกคนมายกพระ เพื่อนำไปให้นายสุพัฒนพงศ์ แต่กลับมีการแจ้งความภายหลัง โดยพระประสิทธิ์ ในฐานะผู้เสียหาย นอกจากนี้จะนำนายสุพัฒนพงศ์ เข้าพบ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อให้ปากคำและขอให้กระทรวงยุติธรรมใช้ มาตรา 44 สั่งย้ายตำรวจที่เกี่ยวข้องในคดี เพื่อไม่ให้ยุ่งกับพยานหลักฐานและขอให้คุ้มครองพยานเนื่องจากมีการข่มขู่

นอกจากนี้ ยังพบการกระทำผิดร้ายแรง เนื่องจากมีการออกหมายจับ นายสุพัฒนพงศ์เมื่อ 17 มิถุนายน 2557 ในข้อหาร่วมกันลักพระพุทธรูป แต่ถูกดองสำนวนจนขาดสัญญาประกัน และยังหลอกใช้หลักฐานเท็จขออำนาจศาลตลิ่งชันให้อนุมัติหมายจับใหม่ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2558 โดยเปลี่ยนข้อหาเป็น ลักพระพุทธรูปเพียงคนเดียว ซึ่งขณะนั้น พันตำรวจโท ชัยกรันต์ ถูกย้ายไป สน.ท่าพระแล้ว แต่กลับเป็นผู้มีอำนาจขออำนาจออกหมายจับนายสุพัฒนพงศ์

ขณะที่ นายประยงค์ ระบุ จะรับเอกสารทั้งหมดไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดูว่าอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. หรือ อำนาจของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ซึ่งหากพบว่าเป็นความจริง จะทำเรื่องเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาไต่สวนต่อไป

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้รับการรายงานเรื่องนี้ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จากทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 7 จึงได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยล่าสุดได้รับการรายงานจากผู้บังคับการตำรวจนครบาล 7 ว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว คาดว่าจะรู้ผลสรุปได้ภายใน 7 วัน

จากการได้รับรายงาน ทำให้พอทราบได้ว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะพอมีมูลความจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตร เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวมากกว่า 1 นาย โดยต่อจากนี้ หากมีการสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะให้ดำเนินการตรวจสอบว่ามีความผิดด้านใด หากเป็นทางด้านวินัยก็ให้ดำเนินการลงโทษทันที แต่หากพบว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ก็ต้องให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดตามกฎหมายอาญาทันที

"ขอยืนยันว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลไม่มีการช่วยเหลือตำรวจที่กระทำผิด และพร้อมลงโทษและดำเนินคดีทันที ทั้งนายตำรวจที่ยังปฏิบัติหน้าที่ ที่ สน.บวรมงคล และนายตำรวจที่อาจจะมีการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่นแล้วก็ตาม" พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวทิ้งท้าย.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    100.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement