แรงบันดาลใจอยู่ในถังขยะ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

แรงบันดาลใจอยู่ในถังขยะ

โดย น้าเน็ก 2 มี.ค. 2559 05:01
2,800 ครั้ง


“งานเขียนเป็นสิ่งที่ต้องทำตามลำพัง
มันเป็นอาชีพของคนเก็บเนื้อเก็บตัว ที่อยากเล่าเรื่องให้คนอื่นฟัง
เพียงแต่ไม่อยากสบตาใครตอนเล่ามันออกมาก็เท่านั้น”

เป็นคำพูดของนักเขียนเบสท์เซลเลอร์คนหนึ่งชื่อจอห์น กรีน
เจ้าของผลงานที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว เรื่อง The Fault In Our Stars นั่นเองครับ

ผมได้ยินครั้งแรกจากเพื่อนสนิทผู้ซึ่งก็เป็นนักเขียนเบสท์เซลเลอร์เล่าให้ฟัง ว่ามันเป็นประโยคที่เขาชอบ
ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือฟังดูเป็นการอธิบายถึงคอนเซปต์งานของนักเขียนที่มีอารมณ์ขันดีนะ
ย้อนแย้ง แต่ก็ตรงตัว แถมยังเห็นภาพชัดมาก
ว่าคนเป็นนักเขียนน่ะ ดูเป็นพวกสันโดษนิยม ปลีกวิเวกชนใช่ไหมล่ะ
ทำงานก็ต้องทำคนเดียว ออกทรงจะเหงาซะไม่มี แต่ขณะเดียวกันก็ช่างเล่าเอามากๆ
เพราะอยากเล่าไงล่ะ ถึงได้เขียนนั่นนี่ได้เสียเยอะแยะ
ส่วนจะเล่าด้วยวิธีไหนมันก็อีกเรื่อง
นักเขียนหลายคนอาจไม่เก่งการแสดงออกทางสีหน้า แววตา คำพูด
แต่ลองหยิบกระดาษปากกาส่งให้ล่ะก็ อ่านกันให้ตาแฉะ แนวนี้ก็มี

“คนช่างเล่า กับคนเล่าเก่ง จับเข่าเม้าท์น้ำไหลไฟดับ ไม่เหมือนกันนะเว้ย รู้ไหม”
ผมพยักหน้าตามอารามเห็นด้วย แต่ไม่นานก็เกิดสงสัยขึ้นมา ในสิ่งที่ตัวเองก็เป็นบางครั้ง

ว่าถ้าวันหนึ่ง … นักเขียนเกิดไม่มีเรื่องจะเล่าขึ้นมาล่ะ ทำไง …
จากทรงแววและแนวโน้ม ควรเรียกว่าเป็นระยะมหันตภัยเลยไหม
“มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น ไอ้เรื่องตันน่ะ ใครๆ ก็เป็น ขึ้นอยู่ที่ว่าตันแล้วจะยังไงต่อต่างหาก”
เขาหัวเราะตอนฟังจบ ก่อนจะอธิบายต่อ ซึ่งก็ได้ความว่า อาการไรท์เตอร์บล็อกที่คุ้นหูกันนี้ เป็นหนึ่งในวงจรอุบาทว์ธรรมชาติที่นักเขียนส่วนใหญ่ต้องเจออยู่แล้ว สามารถเกิดได้ อย่าไปตกใจ คล้ายปัญหาเพลี้ยแมลงถล่มเรือกสวนไร่นานั่นแหละ
เช่นตอนนี้เป็นต้น (เฮ้ย!)

สารภาพนะครับว่าตอนแรกที่เปิดหน้าเวิร์ดขึ้นมา ผมยังนั่งเอานิ้วไชคีย์บอร์ดเล่นอยู่พักใหญ่
เขียนเรื่องไหนดีวะ … เปิดสมุดดูว่าเคยจดอะไรไว้บ้าง พยายามหาความเชื่อมโยง
ก็พบว่ากูจดได้ดาวกระจายมากครับ อัลไลกันเนี่ยยยย (หมดกัน เบื้องหลังวรรณกรรมแห่งชาติ ที่มาที่ไปแกเป็นเยี่ยงนี้เองรึ)
คนชอบคิดว่าการเป็นนักเขียน แปลว่าห้ามแป้ก จะมาประสบวิกฤติหมดมุก เคว้งคว้าง จิ้มแห้งยังงี้ไม่ได้สิ
ความจริงมันก็ได้ครับ แต่อย่าเป็นนาน รีบป่วยรีบหายไวๆ

เอาเป็นว่าระหว่างที่ยังคิดไม่ออกว่าจะปักหัวลงที่ท็อปปิคไหน ผมจะเล่าไปพลางๆ ก่อนว่าถ้านักเขียนเกิดปลั๊กหลุดขึ้นมา เราจะตามหาแรงบันดาลใจจากไหนกัน (อืม ผลาญหน้ากระดาษง่ายๆ แบบนี้ก็ได้เหรอ)

นักเขียนแต่ละคนก็มีเวลาทองต่างกัน กล่าวคือ ช่วงเวลาที่หัวแล่น สมองสามารถผลิตงานออกมาแบบไหลหลาก
บางคนชอบคิดออกตอนอ่านหนังสือ ออกแนวตั้งใจทำสิ่งไหน ก็หาแรงบันดาลใจจากมันซะ
เหมือนเจอตัวจุดประกาย ขอแค่อย่าเคลิ้มตามหนังสือคนอื่นไปจนลืมทางตัวเองก็พอ

บางคนชอบคิดออกตอนไปเที่ยว เรื่องราวใหม่ๆ ก็มักจะอยู่คู่กับสถานที่ ผู้คน บรรยากาศใหม่ๆ
เอะอะเลยหาแพลนเที่ยวตลอด เที่ยวจนพ่อแม่เริ่มทัก
คิดจะเก็บเงินเก็บทองไว้สร้างฐานะหน่อยไหมลูก หามาเท่าไหร่หมดกับค่าตั๋วตลอด
อันนี้ก็ต้องปล่อยมันไปครับ แม้บางทีทุนหาแรงบันดาลใจชักจะแพงแซงค่าต้นฉบับแล้วก็ตาม

อีกคนที่รู้จัก บอกว่าชอบคิดงานออกตอนอาบน้ำอยู่บ่อยๆ
นั่งงมโข่งอยู่หน้าคอมตลอดบ่าย นั่งไชย่อหน้าเดิมเป็นชั่วโมงๆ คิดไม่ออก
พอลุกไปคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ เปิดฝักบัวถูสบู่เท่านั้นแหละ คิดฟ้าคิดดิน สติปัญญาไหลซู่ทีลอซูทันที ถลันออกมาจดลงสมุดแทบไม่ทัน เหมือนกลัวว่าถ้าชักช้า เดี๋ยวมันจะไหลลงท่อตามน้ำไปยังไงยังงั้น
รายนี้ก็พานจะอยากอาบน้ำมันทั้งวันเลย

ขณะที่ผมมักคิดไอเดียใหม่ได้ตอนกำลังพูดครับ
ไม่สำคัญว่าจะเป็นการพูดกับใคร บางทีแค่บ่นเบื่อบุ้ยบ้าเฉยๆ จู่ๆ ก็ปิ๊งขึ้นมาได้เองซะดื้อๆ ก็มี
เดี๋ยวนะ หยุดทุกกิจกรรมไว้เดี๋ยวนี้ ขอกูจดก่อน เรื่องนี้เอาไปทำมาหากินต่อได้ เป็นต้น
นำมาซึ่งข้อเท็จจริงที่ทดลองแล้วพบว่าใช้กับตัวเองได้ผล นั่นคือ
การสังเคราะห์ความคิดเพื่อเอามาสร้างเป็นงานเขียนสักเรื่อง หรืองานดีๆ สักชิ้น มีหลายวิธี
หนึ่งในนั้น มาจากการพูด และคุยด้วย

คนทั่วไปอาจไม่สังเกตด้วยซ้ำว่าทั้งสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
การคุยคือช่วงเวลาที่บทสนทนาระหว่างคนสองคนมีการโต้ตอบไปมาระหว่างกันจริงๆ
แต่สำหรับการพูด ไม่เจาะจง จะพูดคนเดียวก็ได้ (ไม่สิ ไม่ใช่แบบที่แกเข้าใจตอนนี้สิ!)
เป็นการพูดออกไปฝ่ายเดียว โดยคู่สนทนาอีกคนแค่นั่งฟังเฉยๆ ไม่หือไม่อือกลับมาเลยก็ได้
เดี๋ยวพอจังหวะดีๆ มันจะตกตะกอนแนวคิดได้เองจากสิ่งที่ตัวเองพูดนั่นแหละ

เพราะงั้นเมื่อเกิดอาการช็อตชั่วขณะ สมองไม่ค่อยขยับ สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าหยุดเขียน หยุดอ่าน หยุดทำหรือคิด
ไม่ได้หมายความว่าต้องพยายามเชียร์ตัวเองให้ไฮเปอร์ตลอดวัน
ไม่หลับไม่นอน พูดแม่งตลอดเวลาหรอกนะครับ
แต่ความคิดสร้างสรรค์ มันอยู่ในทุกสิ่งรอบตัว
ในการกระทำของคนอื่น ในบทสนทนา ในถังขยะ ในคำพูดของเราเอง
ทั้งหมดมาจากการเคลื่อนไหว ไม่ใช่การหยุดนิ่ง (ยกเว้นตอนเขียน ที่ต้องอยู่นิ่งๆ)
เราบอกไม่ได้หรอกว่าเดี๋ยวรอก่อนนะ อีกสามวันข้างหน้า กูจะมีความคิดเจ๋งๆ เกิดขึ้นแน่นอน
แต่ตอนนี้ขอทิ้งตัวจมฟูกก่อน ชัตดาวน์รออีกสามวันค่อยกระดิก โอเคนะ ยังงี้ ก็ไม่ใช่
คิดไปเรื่อยๆ ลองทำไปพลางๆ เปลี่ยนบรรยากาศ หาคนคุยด้วย

การค้นหาให้เจอว่าวิธีไหนที่เหมาะสุดในการกระตุ้นไฟ พลังสร้างสรรค์ หรืออะไรก็ตามแต่ให้ตัวเองเจอ
ถือเป็นเรื่องดี เวลาเฟล ความคิดตุ่นตุ่ย จะได้หาทางกู้ง่ายๆ ไวๆ
เพราะไอเดียมีอยู่รอบตัว รอเราไปหาให้เจอแล้วจับมาใช้งานก็เท่านั้น

รู้ตัวอีกที ก็หมดหน้ากระดาษแล้ว เลิกตันซะอย่างงั้น … จบสิครับ จบตอน จะรออะไร

น้าเน็ก

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    81.8%
  • ไม่ชอบ
    9.1%
  • สนุก
    9.1%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement