เผยตั้งส.ว.ยกชุด คุมช่วงเปลี่ยนผ่าน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เผยตั้งส.ว.ยกชุด คุมช่วงเปลี่ยนผ่าน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2559 07:59
3,342 ครั้ง


บิ๊กป้อมชี้เรื่องธรรมดา ไม่กังวลว่าจะเกิดวิกฤติ

จิ๊กซอว์เริ่มชัด “บิ๊กป้อม” แบไต๋ ส.ว.ควบคุมกลไกระยะเปลี่ยนผ่าน แย้มที่มาแต่งตั้งยกชุด ไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรอะไรขึ้นมาอีกแล้ว นายกฯก็จะไม่มายุ่งเกี่ยว ชี้เรื่องธรรมดาร่าง รธน.กำหนดบทเฉพาะกาลให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ คสช. ต่างประเทศก็ทำเหมือนกัน ยืนยันไม่ใช้ ก.ม.พิเศษมาคุมเข้มช่วงทำประชามติ กรธ.ย้ำแขวนประเด็นที่มา ส.ส.-ส.ว.รอยำใหม่ อ้างข้อเสนอแหวกแนวหลากหลาย “วิษณุ” เผยประชุมร่วม ครม.-คสช. ถกแก้ รธน.ชั่วคราวปมประชามติ เร่งออก ก.ม.กำหนดบทลงโทษเป็น พ.ร.บ. 20-30 มาตรา ปชป.-พท.รุมจวก กรธ.ยับ “นิพิฏฐ์” ฉุนเปรียบเป็นบัณฑิตผลิตคำโจร เอาเถิดเจ้าล่อแทนที่จะให้ความรู้ “ปึ้ง” สับ รธน.โหลยโท่ยเลือกตั้งไปก็ไร้ค่า ตอกกลับใครกันแน่เผด็จการ นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ผู้นำจี 77 ฝ่าด่านวิกฤติด้วยเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมแบ่งปันปรัชญาล้ำค่าให้มิตรประเทศ

ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์บนกระดานข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลไกระยะเปลี่ยนผ่านภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าจะมีขอบเขตกว้างขวาง และใช้ระยะเวลายาวนานเพียงใด และจะมีการตั้งองค์กรหรือคณะกรรมการขึ้นมากำกับแผนยุทธศาสตร์หรือไม่ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาเผยชัดเจนขึ้นว่า จะให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งควบคุมกลไกเปลี่ยนผ่าน

“บิ๊กป้อม” ลั่นไม่ใช้ ก.ม.บีบประชามติ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 ก.พ. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงแนวทางความเป็นไปได้ที่รัฐบาลและ คสช.ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้ประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบ คิดว่าคงไม่ต้องออก พ.ร.ก. เพราะจะใช้วิธีรณรงค์ผ่านสื่อและหน่วยงานต่างๆ ขณะนี้การเชิญชวนประชาชนให้ออกมาลงประชามติเราก็ทำอยู่ตลอด มีนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) หน่วยทหารทั่วประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ช่วยกันรณรงค์ ยืนยันในช่วงลงประชามติจะไม่ออกกฎหมายพิเศษเพื่อมาดูแลความเรียบร้อย แต่อยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากๆ อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เพราะร่างรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน

เรื่องธรรมดาวางกลไกเปลี่ยนผ่าน

พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 16 ข้อนั้น ก็แล้วแต่กรธ.ที่จะต้องรับไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เรามีเพียงหน้าที่เสนอแนะ กรธ. ต้องดูข้อเสนอของทุกฝ่าย ไม่ใช่ข้อเสนอของ ครม.เท่านั้น
“เป็นเรื่องธรรมดาในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างให้เป็นแบบสากลที่จะมีบทเฉพาะกาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ตามเจตนารมณ์ คสช.ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศ ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็เป็นการวางกรอบกว้างๆ ไม่ได้เป็นการกำหนดเจาะจง เพียงแต่อยากให้มีหนทางการทำงาน นายกรัฐมนตรีได้พยายามทำเรื่องนี้ ที่ต่างประเทศก็มีเรื่องแบบนี้ที่ทำให้ประเทศของเขามีความเรียบร้อย” พล.อ.ประวิตรกล่าว

แบไต๋ ส.ว.ลากตั้งควบคุมกลไก

เมื่อถามว่า มีความจำเป็นต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ รองนายกฯตอบว่า คงไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะอะไรขึ้นมา เพราะกลไกต่างๆก็จะอยู่ที่ ส.ว. จะเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ที่จะทำให้มีการเลือกตั้ง ส่วน ส.ว.ก็แต่งตั้งกันไป เพื่อให้ทำงานด้วยกันได้ และในอนาคตจะมีการเลือกตั้งได้อย่างไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะเป็นประธานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่มี อย่ามาถามแบบนี้ เพราะนายกฯจะเสียหมด แล้วจะมีคนออกมาต่อต้าน ขอให้เป็นหน้าที่ของ ส.ว.ดีกว่า นายกฯจะไม่ยุ่ง” เมื่อถามว่า กังวลจะเกิดวิกฤติในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่กังวล ในเมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้ดี เราทำมา 2 ปีแล้วก็ต้องช่วยกัน เราไม่อยากไปตอบโต้ใคร อยากให้เห็นว่ารัฐบาลและ คสช. รวมทั้งหน่วยงานต่างๆร่วมมือกัน อดีตนักการเมืองก็ต้องช่วยกัน เราต้องค่อยๆเปลี่ยน และค่อยๆเดิน จะไปหักมุมทีเดียวไม่ได้

สั่งทหารถอดเครื่องแบบตาม “ปู”

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่พอใจที่มีทหารติดตามไปทุกที่ เข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคลว่า เจตนาของ คสช.ที่ส่งทหารไปเพื่อดูแลคุ้มครองให้เกิดความสงบเรียบร้อย หากมีอะไรเกิดขึ้น คสช.ที่รับผิดชอบในพื้นที่นั้นๆก็ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ย้ำว่าไม่ใช่เป็นการไปละเมิดสิทธิ์ ส่วนที่ทหารไปถ่ายรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจเห็นว่าท่านสวยก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรอย่าไปคิดมากหรือวิตกกังวล ขอให้ใจเย็นๆ คสช.ไม่ได้ไปทำอะไร เราดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ชอบต่อไปจะเปลี่ยนใหม่ไม่ใช้ทหารแต่งเครื่องแบบ ต่อข้อถามถึงกรณีนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ออกมาระบุว่า มีทหารไปข่มขู่ครอบครัว พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการไปข่มขู่ ตนไม่ได้สั่งการ จะไปทำไม เจ้าหน้าที่จะไม่ไปคุกคามละเมิดสิทธิ์ เพราะไม่ใช่หน้าที่

ลั่นย้ายทหารกลางปีไม่มีเด็กฝาก

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลช่วงกลางปีว่า ขณะนี้ยังไม่เห็น คาดว่าเหล่าทัพจะส่งรายชื่อมาช่วงกลางเดือน มี.ค.นี้ ส่วนนโยบายการโยกย้ายก็เป็นปกติ ไม่มีอะไร เพราะช่วงกลางปีตำแหน่งน้อย และไม่ค่อยมีที่ว่าง อีกทั้งแต่ละเหล่าทัพมีการโยกย้ายเพียงไม่กี่คน คาดว่ามีตำแหน่งว่าง 6-7 ตำแหน่ง และไม่มีตำแหน่งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายครั้งนี้ไม่มีความจำเป็นวางตำแหน่งผู้ที่จะมาเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพไว้ล่วงหน้า

“อย่าไปมโนว่าคนนั้น คนนี้เป็นลูกน้องบิ๊กป้อม เป็นลูกน้องบิ๊กตู่ หรือมาจากบูรพาพยัคฆ์ หรือวงศ์เทวัญ เพียงแต่ผู้บังคับบัญชาทุกคนจะเลือกคนที่ไว้ใจ ไม่ได้เลือกว่าใครมาจากไหน ทุกคนเหมือนกันหมด เข้ามาแล้วต้องทำงานให้ประชาชนและประเทศชาติ ส่วนที่มองว่าอาจจะแต่งตั้งมารองรับสถานการณ์การเมืองช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น ผมคิดว่าต้องเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถความอาวุโส มีความเหมาะสมและผลงานในอดีต แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับดวงและวาสนา” พล.อ.ประวิตรกล่าว

บทลงโทษประชามติออกเป็น พ.ร.บ.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการกำหนดบทลงโทษสูงถึง 10 ปี สำหรับผู้ที่บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ไว้ในร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติว่า ได้เห็นร่างแบบที่ไม่เป็นทางการ จึงได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปร่างเพิ่มเติม เพราะตอนแรก กกต.เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าจะทำเป็นคำสั่งหัวหน้าคสช. พร้อมประกาศตามมาว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ ตนจึงบอกว่าคำสั่งเขียนยืดยาวไม่ได้ เวลาใช้จะมีการตีความ ควรออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะได้ถามเจตนารมณ์ของผู้ร่างได้ และรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่จะมีการแก้ไขกำหนดให้เนื้อหาออกเป็น พ.ร.บ.ทั้งหมด ไม่มีประกาศกำหนดบทลงโทษเพิ่มเติม ดังนั้น 16 มาตรา อาจไม่พอ จึงให้ กกต.ไปเขียนใหม่โดยมีความละเอียดชัดเจนว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แนวโน้ม 99% จะออกเป็น พ.ร.บ.อาจจะมีประมาณ 20-30 มาตรา ได้เร่ง กกต.ไปแล้ว อีกทั้งได้ประสานไปยังประธาน สนช.ว่าจะเร่งพิจารณาได้ภายในกี่วัน

ครม.-คสช.ถกแก้ รธน.ชั่วคราว

นายวิษณุกล่าวว่า การประชุมร่วม ครม.และคสช. วันที่ 1 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ที่ประชุมจะพิจารณาเกี่ยวกับการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 ประเด็นการทำประชามติ แม้ร่างจะยังไม่เสร็จสิ้น แต่นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถรายงานเนื้อหาที่จะปรับแก้ด้วยวาจาได้ก่อน โดยครั้งนี้มีการปรับแก้ 2 มาตรา แต่แบ่งเป็นหลายวรรค ถ้าที่ประชุมเห็นชอบ ไม่จำเป็นต้องเอาร่างที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์เข้าที่ประชุมอีกครั้ง สามารถส่งต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ทันที ส่วนประเด็นคำถามพ่วง ต้องรอฟังนโยบายในที่ประชุมร่วม ครม.และ ครม.วันที่ 1 มี.ค.ก่อน

กกต.ยันถังแตกไม่กระทบ ปชม.

นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวยอมรับว่า สำนักงาน กกต.เกิดวิกฤติงบประมาณจากเหตุนำเงินสะสมเหลือใช้จากการเลือกตั้งไปใช้ในภารกิจต่างๆ ทั้งการขึ้นเงินเดือนพนักงาน การสร้างอาคารสำนักงานสาขา การจัดโครงการอบรม สัมมนาต่างๆ โดยไม่เคยได้รับการจัดสรรงบเหล่านี้จากสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ กกต.มีเงินสำรองจ่ายในปีงบ 2559 เหลือ 72 ล้านบาท และกำลังเร่งทำ แผนคำของบประมาณปี 2560 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 4 มี.ค. ซึ่งคงไม่ต่างจากทุกปีที่ขอไป 5,000 ล้านและก็ได้รับงบฯไม่เกิน 2 พันล้าน ยืนยันว่าไม่ส่งผลต่อการทำงานของพนักงานในการออกเสียงประชามติ

กรธ.แขวนที่มา ส.ส.-ส.ว.รอยำใหม่

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระพิจารณาปรับแก้ไขบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ทั้งนี้ ก่อนประชุม นายศุภชัย ยาวะประภาษ กรธ. เผยว่า การพิจารณาปรับแก้ไขบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ที่ประชุมได้พิจารณาในหมวดสิทธิและเสรีภาพ หน้าที่ของปวงชนชาวไทย หมวดหน้าที่ของรัฐ และหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐเสร็จแล้ว แต่ที่ประชุมได้มอบหมายให้สมาชิกไปช่วยกันพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งว่าสิ่งที่ กรธ.ได้พิจารณาไปนั้นครบถ้วนแล้วหรือไม่ เพื่อนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ ส่วนบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยรัฐสภาโดยเฉพาะประเด็นที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการพิจารณาเลยหรือไม่ เนื่องจากความเห็นและข้อเสนอแนะที่ส่งกลับมานั้นส่วนใหญ่ไม่ตรงกับแนวทางที่ กรธ.ออกแบบไว้

ด้านนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ.กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาในหมวดรัฐสภา เบื้องต้นที่ประชุมจะยังไม่พิจารณาในส่วนของที่มา ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งเนื้อหาที่มีความเชื่อมโยงและคาบเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ส.และ ส.ว. ทั้งสองประเด็นนี้มีข้อเสนอเข้ามาหลากหลาย กรธ.จึงจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อให้เกิดความรอบคอบ ดังนั้นในช่วงนี้ กรธ.จะทยอยพิจารณาบทบัญญัติในส่วนอื่นๆไปก่อน

ปชป.ชง 5 ข้อปรับแก้หมวดท้องถิ่น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญในหมวด 14 เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ยังมีลักษณะการรวมศูนย์อำนาจโดยรัฐ หรือราชการส่วนกลาง ร่างนี้ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเท่าที่ควร อาจทำให้การพัฒนาท้องถิ่นไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนในพื้นที่ จึงขอเสนอให้ กรธ.พิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมเพิ่มขึ้นดังนี้ 1.สร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนา รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของท้องถิ่นมากขึ้น 2.เน้นให้การปฏิบัติงานของท้องถิ่นมีความเป็นอิสระ 3.เน้นให้จังหวัดที่มีความพร้อมปรับเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ 4.ทรัพยากรในท้องถิ่น รวมถึงภาษีที่ได้จากท้องถิ่น ควรจัดสรรให้ท้องถิ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 5.สร้างกลไกที่ชัดเจนในการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอาจนำเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 78 มาประยุกต์ใช้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

“นิพิฏฐ์” เซ็งบัณฑิตใช้วาทะโจร

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. ระบุคนบางกลุ่มที่ออกมารณรงค์ให้โหวตโนเป็นเผด็จการเสียเองว่า การพูดเรื่องรัฐธรรมนูญระยะหลังเริ่มไม่ใช่ลักษณะบัณฑิตกับบัณฑิตด้วยเหตุผลต่อกันเสียแล้ว หลังๆภาพเหมือนบัณฑิตพูดกับโจร หรือไม่ก็โจรพูดกับบัณฑิต ตนขี้เกียจพูดมากเพราะไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะทำให้เกิดการเคียดแค้น ชิงชัง เรื่องรัฐธรรมนูญควรพูดให้ความรู้ แต่พอฝ่ายหนึ่งออกมาพูดแบบโจร คนที่เป็นบัณฑิตกลับถอดเสื้อครุยแล้วพูดแบบโจรด้วย เละเทะไปหมด ส่วนที่นายชาติชายบอกว่าควรรอให้ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเผยออกมาก่อนค่อยวิจารณ์นั้น ถ้ารอให้ถึงร่างสุดท้ายช่วงปลาย มี.ค. คงไร้ประโยชน์ ประชาชนตั้งตัวไม่ทันแน่ ต่อให้พูดจนปากฉีกก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ต้องออกมาพูดให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยักแย่อย่างไร

พท.งงถามหา ปชต.แปลกตรงไหน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า อดีตนักการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ออกมาโจมตีการร่างรัฐธรรมนูญให้เร่งรีบจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่เคยเรียกร้องเพื่อประเทศไทย ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น วันนี้รัฐบาลและ คสช.อ้างกำลังปฏิรูป แต่มีอะไรสำเร็จบ้าง คนในแม่น้ำ 5 สายยังตำหนิกันเองทุกวันว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ถึงขั้นถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเองกันแน่ ขอให้ฟังคำเตือนของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯมากๆ การที่นักการเมืองเรียกร้องหาประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าร้องหาเผด็จการคือเรื่องแปลก ประเทศไทยมาถึงจุดที่ลิ่วล้อของฝ่ายยึดอำนาจมาตำหนิฝ่ายที่ถูกละเมิดสิทธิได้อย่างไร

ใบเสร็จชัดล้มล้างรัฐบาลทักษิณ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลและ กรธ.เข้าใจนักการเมืองว่าที่พวกเราออกมาเรียกร้องให้เขียนรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยสากลนั้น เพื่อคนไทยและประเทศ ไม่ต้องการให้ประเทศจมปลักอยู่ในโคลนตมที่มีแต่บัวไม่โผล่พ้นน้ำ ไม่สะดุดขาตัวเองหกล้มหัวทิ่ม เราไม่เคยเรียกร้องว่าให้รีบเลือกตั้งโดยเร็ว เพราะถ้าได้รัฐธรรมนูญโหล่ยโท่ยเลือกตั้งไปก็ไร้ประโยชน์ ไม่ใช่ว่าเมื่อนักการเมืองไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็กล่าวหาว่าฝ่ายการเมืองคิดแต่จะคว่ำร่างและเป็นเผด็จการ ต้องถามกลับว่าใครกันแน่ที่เป็นเผด็จการ ส่วนที่กล่าวหาว่านักการเมืองไม่เคยทำเพื่อประเทศชาตินั้น ให้ถามกลับตัวเองว่าเคยทำอะไรให้กับประเทศบ้าง นอกจากทำการปฏิวัติรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยใช้ข้ออ้างเดิมว่านักการเมืองโกง แล้วทุกวันนี้การทุจริตคดโกงยังทำกันอยู่หรือไม่ ประชารัฐกับประชานิยมต่างกันตรงไหน ยิ่งปรากฏว่ามีขบวนการร่วมมือกันล้มล้างรัฐบาลทักษิณโดยการเปิดเผยโดย พล.ร.อ.คนหนึ่งนั้น หมายความว่าอะไร

“บิ๊กตู่” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวทีจี 77

ด้านความเคลื่อนไหวนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดการประชุมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (จี 77) ในหัวข้อการประชุมใหญ่ว่าด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หนทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดประชุมตอนหนึ่งว่า เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ในปี 2559 เรามีความมุ่งมั่นที่นำวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 มาปฏิบัติให้โลกพัฒนาไปอย่างสมดุลและยั่งยืนในอีก 15 ปีข้างหน้า ขณะนี้โลกประสบความท้าทายเร่งด่วนไม่ว่าจะเป็นความยากจน เหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ระบบการเงินโลกที่อ่อนไหว การแย่งชิงทรัพยากร ความขัดแย้ง การสู้รบ ความรุนแรงทางสังคมและการเมืองและการอพยพไปยังสังคมอื่นเพื่อความอยู่รอดและชีวิตที่ดีกว่า จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมหากเราไม่ช่วยกัน

แจง ศก.พอเพียงไม่ใช่ปิดประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า แม้ว่าคนจนในประเทศไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นปัญหาสำคัญ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้นทุกที จุดเปลี่ยนสำคัญของไทยคือวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ทำให้ตระหนักว่าการพึ่งพาเศรษฐกิจโลก ตลาดส่งออก ตลาดการเงินโลก โดยไม่สร้างความเข้มแข็งและภูมิต้านทานจากภายในจะทำให้อ่อนไหวอ่อนแอ ถูกกระทบง่าย แต่ไทยโชคดีมีพื้นที่เพาะปลูกกว้างขวาง คนจำนวนมากหวนกลับคืนสู่ชนบทเพื่อปลูกพืชผักเลี้ยงปลายังชีพ สามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและพอเพียงไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความไม่แน่นอนของตลาดโลก ที่กล่าวมามิได้หมายถึงจะให้เราปิดประเทศหรือไม่เห็นความสำคัญของตลาดโลก ประเด็นนี้คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นการตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจ สมเหตุสมผลความพอดี และพอประมาณบนพื้นฐานที่แตกต่างตามสถานะ ทำอย่างรู้เท่าทันและมีคุณธรรม ไม่ทำให้ตัวเองได้ดีแต่ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน หรือสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบ

พร้อมแบ่งปันหลักปรัชญาล้ำค่า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ไทยได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางในการพัฒนา โดยมีคนเป็นศูนย์กลางมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ผ่านพ้นวิกฤติมาหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิปี 2547 วิกฤติการเงินโลกปี 2550 สามารถฟื้นตัวสู่ปกติอย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเป็นสากล สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกบริบท ทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและจับต้องได้กับประเทศในทุกระดับ ทั้งประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ เกษตรกร นักธุรกิจ และทุกๆคน เป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่ตั้งอยู่บนความถูกต้องสมดุล เปรียบเสมือนวัคซีนที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากโรคที่เกิดจากความประมาทไม่แน่นอน และความเสื่อมโทรม ไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันตัวอย่างการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้เพราะสอดคล้องกับหลักคิดของวาระการพัฒนา ที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องร่วมมือกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องช่วยเหลือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และธนาคารอาหารของกันและกันทำให้คนมีความสุขร่วมกัน

ชาติตะวันตกชวนไปเป็นผู้นำ

ขณะที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เผยว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงาน ได้มีผู้แทนหลายประเทศแสดงความชื่นชม เพราะไม่คิดว่านายกฯจะเข้าใจแนวความคิดเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถ่องแท้ และพูดได้จากหัวใจ โดยไม่ต้องใช้สคริปต์ นอกจากนี้ระหว่างเดินชมนิทรรศการมีผู้แทนจากประเทศทางตะวันตกคนหนึ่งพูดอย่างอารมณ์ดีกับนายกฯว่า อยากให้ไปเป็นผู้นำของประเทศของเขาบ้าง พล.อ.ประยุทธ์จึงหยอกกลับไปว่าจะเอาจริงหรือไม่

ยังนิ่งเงียบไม่ให้สัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (กกท.) ครั้งที่ 1/2559 โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม กระทั่งเวลา 16.00 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม เจ้าหน้าที่ทำเนียบฯ ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวที่มาดักรอสัมภาษณ์บริเวณทางเดินเชื่อมตึกไทยคู่ฟ้ากับตึกสันติไมตรี ให้แยกย้ายสลายตัวไป เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้เลขาฯบีโอไอเป็นผู้แถลงผลการประชุม ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเดินขึ้นห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า โดยไม่มีการแถลงและให้สัมภาษณ์ใดๆ

สปท.ชงปฏิรูปปลดแอก สตช.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดย ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เป็นประธานการประชุมพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่องความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ให้มีความเป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำทางการเมือง โดยสาระสำคัญคือ ประธาน ก.ตร.ไม่ได้มาจากนายกรัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านมา และให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กตช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารกิจการตำรวจเพียงอย่างเดียว ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง ผบ.ตร. ส่วนการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ให้เป็นหน้าที่ของ ก.ตร.แทน โดยให้ ก.ตร.คัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.จากจเรตำรวจแห่งชาติ รอง ผบ.ตร. หรือเทียบเท่า (ยศ พล.ต.อ.) โดยให้ตำรวจผู้มีสิทธิได้รับเลือกเป็น ผบ.ตร.เข้าสู่กระบวนการสรรหา โดยการแสดงวิสัยทัศน์ต่อ ก.ตร. และให้ ก.ตร.เลือกผู้เหมาะสมจะเป็น ผบ.ตร.เหลือเพียง 1 รายชื่อ ส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป โดยมีระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

รุมท้วงห่วงไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ

จากนั้นสมาชิก สปท.ได้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นห่วงว่าการปฏิรูปตำรวจจะทำให้กลายเป็นกึ่งองค์กรอิสระ ไม่สามารถตรวจสอบหรือถ่วงดุลได้ อาทิ นายนิกร จำนง สปท. อภิปรายว่า แผนงานปฏิรูปดังกล่าวจะทำให้ตำรวจเป็นกึ่งองค์กรอิสระ ดูแลและแต่งตั้งกันเอง แต่ตำรวจมีหน้าที่ทำตามนโยบายรัฐบาล หากตำรวจมีโครงสร้างแบบนี้ใครจะควบคุมตำรวจ ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ สปท. อภิปรายว่า ข้อเสนอที่ให้ สตช.เป็นองค์กรอิสระ ปลอดการเมือง จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ เพราะประเทศประชาธิปไตยเสรีต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลกัน ข้อเสนอดังกล่าวเมื่อ สตช.เป็นอิสระแล้ว กลับไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ส่วนนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. อภิปรายว่า กมธ.ปฏิรูปตำรวจโดยลดอำนาจนักการเมืองลง แต่อำนาจนั้นกลับไปอยู่ในมือตำรวจเพียงกลุ่มเดียว แต่ไม่มีการพูดถึงระบบวัฒนธรรมของตำรวจที่มาจากสถาบันเดียวกัน ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์เป็นอย่างมาก สิ่งที่เสนอนอกจากทำให้ตำรวจเป็นอิสระจากการเมือง แล้วยังเป็นอิสระจากประชาชนอีกด้วย ภายหลังสมาชิกสปท.อภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 100 ต่อ 30 งดออกเสียง 48 เสียง โดย กมธ.จะนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขก่อนส่ง ครม.พิจารณาต่อไป

ผบ.ตร.ขึงขังเช็กบิล “พะจุณณ์”

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีพนักงานสอบสวน ออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากพบการแชทในแอพพลิเคชั่นไลน์ กล่าวหามี พล.อ.เข้าไปเกี่ยวข้องการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากออกหมายเรียกแล้วไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็ต้องออกหมายจับ หากพบว่าทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ตนมอบหมาย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ลงไปดูเรื่องนี้แล้ว ไม่หนักใจ องค์กรของตนก็มีศักดิ์ศรี ใครจะมากล่าวหาลอยๆไม่ได้ ส่งกันไปส่งกันมาแบบนี้ไม่ได้ แต่เราไม่อยากไปกระทบกระทั่งกับใคร หากพบว่าเกี่ยวข้องผิดกฎหมายฐานหมิ่นประมาทก็ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนตัว พล.ร.อ.พะจุณณ์ยังไม่ติดต่อมา แต่อาจติดต่อผ่าน พล.ต.อ.ศรีวราห์

“ชาญชัย” หนุน “พะจุณณ์” แฉแหลก

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินคดี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธานคณะอนุ กมธ.ชุดดังกล่าวฐานผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า เพื่อไม่ให้สังคมสับสนและเข้าใจผิด ยืนยันว่าในการประชุมคณะอนุ กมธ.ชุดดังกล่าวมีการพูดถึงการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ โดยมีข้อมูลระบุยืนยันว่า บางตำแหน่งมีการซื้อขายสูงถึง 50 ล้านบาท มีการถามกันว่าซื้อขายตำแหน่งถึง 50 ล้านบาทเอาตำแหน่งไปทำอะไรกัน ตำรวจที่ซื้อไปก็ไปขายความยุติธรรม ถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปตำรวจตามที่นายกฯให้นโยบายไว้ และยังมีอดีตข้าราชการตำรวจผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้วยืนยันว่า มีการตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ โดยยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง จึงขอให้สังคมติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเกมอำนาจของคนที่ไม่ต้องการปฏิรูปตำรวจให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

“วิษณุ” ยันไม่พลาดส่ง จม.อธิบดีคุก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่จดหมายขอให้มีการพักโทษผู้ต้องหารายหนึ่งที่ส่งไปถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่า ไม่ติดใจคนออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว ไม่สนใจและไม่ได้กลัวอะไร เพราะหนังสือที่ส่งไปนั้นทำโดยเปิดเผย โปร่งใส ไม่มีเจตนาแอบแฝง ทุกอย่างทำตามช่องทาง ไม่ได้มีความรู้จักกับคนที่มาร้องทุกข์หรือผู้ต้องขัง ตนรู้ว่าการพักการลงโทษคืออะไร แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ เมื่อมีเรื่องนี้จะได้รู้ว่าบ้านเรามีระบบนี้อยู่ มันเหมือนการคุมประพฤติ ต้องมีการรายงานตัวทุกเดือน ไม่ใช่การปล่อยตัวหรือการอภัยโทษ ผู้พิจารณาพักการลงโทษ คือ คณะกรรมการโดยมี รมว.ยุติธรรมเป็นประธาน โดยให้ผู้ร้องไปพบกับอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เล่ารายละเอียดให้เขาฟัง ได้หรือไม่ได้ตนไม่รู้ โดยเขียนข้อความด้วยความชัดเจนโปร่งใสแล้วให้เขาถือไปเพื่อคุยกันเอง ถ้ามีเล่ห์มีเหลี่ยมตนคงทำอีกแบบหนึ่ง

“ลองคิดดู ทำไมผมไม่สั่งการทางโทรศัพท์ ทำไมไม่มุบมิบ ไม่แอบ มันมีวิธีตั้งเยอะแยะ คนอาจมองว่าผมพลาด แต่ผมถือว่าไม่พลาด มีผู้ใหญ่คนหนึ่งเขียนจดหมายมาเมื่อเช้าวันเดียวกัน น่ารักมาก เขียนว่า เรื่องนี้ไม่เป็นไร มือที่ไม่มีบาดแผลถึงจุ่มยาพิษก็ไม่ซึมเข้าไป” นายวิษณุกล่าว

บัวแก้วเฉย “ทักษิณ” พูดเวทีโลก

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะขึ้นกล่าวบนเวทีสถาบันนโยบายโลก ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 9 มี.ค. 2559 ว่า กระทรวงการต่างประเทศจะยังไม่แสดงท่าทีอะไร เพราะก่อนหน้านี้เราได้มีท่าทีไปบ้างแล้ว นายกรัฐมนตรี ผบ.ทบ. และอีกหลายคนได้พูดไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่อยากมุ่งไปที่การเมืองภายในมากเกินไป เพราะยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ

จี้สาวไส้ให้ทั่วคดี “กู้กรุงไทย”

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ส่งหนังสือถึง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมและประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีเงินกู้กรุงไทยเพิ่มเติมว่า ที่ดีเอสไอตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ นำเงินกู้นี้ไปสั่งจ่ายต่อให้กับบุคคลต่างๆ รวมถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ 26 ล้านบาท ซึ่งมีการยกลิกแคชเชียร์เช็คฉบับนั้นไปแล้ว แต่ยังมีสื่อนำเสนอข่าวว่านายพานทองแท้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้รับประโยชน์จากการกู้เงินคดีกรุงไทย จึงขอให้ดำเนินการทุกราย ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะมีเช็คสองฉบับคือ 1.เช็คลงวันที่ 15 ต.ค.2546 จำนวน 250,000 บาท ผู้รับคือมูลนิธิแห่งหนึ่งในภาคใต้ เข้าบัญชี BBL สาขาห้าแยกสะพานติณสูลานนท์ 2.เช็คลงวันที่ 31 ธ.ค.2546 จำนวนเงิน 100,000 บาท ผู้รับเช็คคือ พล.ร.ท.คนหนึ่ง (ยศในขณะนั้น) ถูกนำเข้าบัญชี BT สาขาเทเวศน์ จึงควรตรวจสอบเช็คสองฉบับนี้ว่า เข้าบัญชีจริงหรือไม่ เป็นค่าอะไร และถ้าเป็นข้าราชการจะผิดตามกฎหมาย ป.ป.ช.หรือไม่

กัดไม่ปล่อยหัวคิว “ราชภักดิ์”

ทั้งนี้ หนังสือระบุต่อว่า ขอให้ประธาน ศอตช. ถามสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เกี่ยวกับการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ว่า ที่ สตง.ระบุว่าไม่พบความผิดปกตินั้น ได้สอบการรับรองงบฯการเงินของกองทุนสวัสดิการกองทัพบกหรือไม่ รายงานผลการสอบในรูปแบบงบการเงินให้หน่วยงานใดในกระทรวงกลาโหม และกรณีการโอนทรัพย์สินของกองทุนสวัสดิการกองทัพบกให้มูลนิธิราชภักดิ์นั้น สตง.ได้ตรวจสอบบันทึกบัญชีการโอนทรัพย์สินจากกองทุนของรัฐไปให้มูลนิธิซึ่งเป็นองค์กรเอกชน โดยใช้กฎหมายใด ใครอนุมัติ ส่วนค่าหัวคิวที่มีการออกเอกสารเป็นค่าที่ปรึกษา ที่นำมาบริจาคคืนนั้น จะเป็นการทุจริตที่ความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ มีการแก้ไขหรือตกแต่งบัญชีนิติกรรมอำพรางหรือไม่ หาก สตง.ตรวจสอบครบถ้วน ยืนยันไร้การทุจริต ควรเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ทราบ

ศาล ปค.สส.ไม่รับคำฟ้อง “เหวง”

วันเดียวกัน ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองกลาง ไม่รับคำฟ้องที่ นพ.เหวง โตจิราการ พล.ต.อ.วิรุฬห์ ฟื้นแสน และนายเชิดชัย ตันติศรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทั้ง 9 คนที่ขอให้เพิกถอนคำสั่ง ป.ป.ช.ที่ 465/2556 ลงวันที่ 12 ธ.ค.56 ให้ไต่สวนข้อเท็จจริง ส.ส.รวม 383 คน กรณีมีผู้ยื่นร้องต่อประธานวุฒิสภาว่า ทั้ง 383 คนทำผิดต่อหน้าที่ราชการจงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงที่เสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า ป.ป.ช.ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำนี้จึงไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้อง และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

“พุทธะอิสระ” ร้องถอนประกัน “ตู่”

ที่ศาลอาญา พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม นำพยานหลักฐานพร้อมคำร้องขอให้นายภาณุพงษ์ โชติสิน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ยื่นคำร้องต่อศาลให้เพิกถอนการปล่อยชั่วคราวนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายการชุมนุมปี 53 ที่ได้ประกันตัวไปในคดีก่อการร้าย โดยระบุว่า เอกสารกว่า 200 หน้าและซีดี 18 แผ่น ที่นายจตุพรกล่าววาจาลักษณะดูหมิ่นเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายเป็นหลักฐาน ซึ่งการกระทำของนายจตุพรผิดเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวของศาลอาญา ที่ระบุห้ามมิให้จำเลยกระทำการใดที่ดูหมิ่น ยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดมเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง หรืออาจก่อให้เกิดอันตรายกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ของผู้อื่น โดยนายจตุพรพูดกล่าวหาใส่ร้ายให้เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก กล่าวหาว่าเป็น 1 ในแก๊ง 3 พ. จึงขอใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหายที่ถูกนายจตุพรพูดดูหมิ่นใส่ร้าย หากจะมีการฟ้องกลับก็ยินดีสู้ตามกฎหมาย

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    6.2%
  • ไม่ชอบ
    84.2%
  • สนุก
    6.2%
  • ประหลาดใจ
    1.1%
  • เสียใจ
    1.1%
  • ให้กำลังใจ
    1.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement