เจอคุก13ปี4เดือน 'สรยุทธ' สินบนคน อสมท - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

เจอคุก13ปี4เดือน 'สรยุทธ' สินบนคน อสมท

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 มี.ค. 2559 07:49
10,983 ครั้ง


โกงเวลาโฆษณาคุยคุ้ยข่าว138ล. ศาลไม่รอลงอาญาให้ประกัน2ล. กสทช.ถกด่วนทีวีช่อง3จ่อฟันซํ้า

ศาลพิพากษาจำคุก 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญากับ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ผู้ดำเนินรายการเล่าข่าวชื่อดังในคดี บ.ไร่ส้ม จก. ก่อนศาลให้ประกันตัว 2 ล้านบาท เผยขณะฟังคำพิพากษา เจ้าตัวยืนสงบผงกหัวน้อมรับ ก่อนบอกนักข่าว “ให้เป็นไปตามขั้นตอน” ตกเย็นเจ้าตัวไม่โผล่มาจัดรายการข่าวตามเคย ท่ามกลางการหารือทางออกอย่างเคร่งเครียดของคณะผู้บริหารช่อง 3 คดี บริษัทไร่ส้ม จำกัด ผู้ร่วมผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” และผู้เกี่ยวข้องทุจริตเงินค่าโฆษณาช่อง 9 อสมท กว่า 138 ล้านบาท เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด หลังคดีผ่านขบวนการพิจารณานาน 10 ปี ทั้งในส่วนของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิด รวมทั้งความเห็นของ ออส. ที่เห็นควรสั่งฟ้องไปเมื่อวันที่ 30 ม.ค.58 กระทั่งศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา

“สรยุทธ” กังวลก่อนฟังคำสั่งศาล

ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 ก.พ. ศาลนัดพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) บ.ไร่ส้ม จก. โดยมี น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บ.ไร่ส้ม จก. เป็นตัวแทน นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัทไร่ส้ม จำกัด และ น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้ม จก. เป็นจำเลย 1-4 ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่องค์กร เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 ม.8 และ ม.11 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้จำเลยทั้ง 4 ต่างแยกเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยนายสรยุทธเดินทางมาเมื่อเวลา 09.00 น. หลังจัดรายการข่าวเช้าของช่อง 3 ช่วงแรก เมื่อผู้สื่อข่าวขอสัมภาษณ์เบื้องต้น เจ้าตัวอมยิ้มทักสื่อพร้อมตอบกลับว่าขอขึ้นไปฟังคำพิพากษาก่อน พร้อมเดินเข้าไปในศาลด้วยท่าทีกังวลเล็กน้อย

ฟ้องทำ อสมท เสียหายกว่า 138 ล้าน

โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 4 ก.พ.48-28 เม.ย.49 นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ อสมท จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บ.ไร่ส้ม จก. จำเลยที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา ซึ่งเป็นการกระทำหรือไม่กระทำการอย่างใดโดยมิชอบด้วยหน้าที่และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ อสมท มีจำเลยที่ 2-4 เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ให้ความสะดวกในการกระทำผิด โดยมอบเช็คธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 4 สั่งจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้ เหตุเกิดที่แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. เบื้องต้นจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลชี้เจตนาปกปิดข้อเท็จจริง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การร่วมผลิตรายการจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต จำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่า ถ้ามีโฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่ อสมท จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิ์แบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆกับ อสมท นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิ์ได้รับส่วนลดทางการค้าปกติร้อยละ 30 จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการโฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ อสมท ได้รับ ความเสียหาย ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่ อสมท ตั้งขึ้น นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดรายการโฆษณาที่เกินเวลา ของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็ค เป็นการต้องห้ามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 ม.8 และ ม.11 ประกอบ ป.อาญา ม.83

จ่ายเช็คสนับสนุนทำรัฐเสียหาย

นายสรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาตลอด ดังนั้น จำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบจึงเป็นการสนับสนุน ในทางนำสืบศาลเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.ว่าจำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใด ทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์ จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บ.ไร่ส้มได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท แก่ อสมท แล้วจึงลงโทษสถานเบา

พิพากษาจำคุก “สรยุทธ” 13 ปี 4 เดือน

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ ม.6 ม.8 ม.11 จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การฯ ม.6 การกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม ม.6 เป็นบทที่มีโทษสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี ปรับจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 หมื่นบาท รวมปรับ 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 20 ปี แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท และไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4

ยืนนิ่งน้อมรับคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะศาลอ่านคำพิพากษา นายสรยุทธยืนในท่าทีสงบผงกหัวน้อมรับคำพิพากษาด้วยสีหน้าเรียบเฉย หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนทนายความจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เงินสด คนละ 2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว โดยเจ้าหน้าที่ศาลได้ให้กลุ่มจำเลยรอผลการขอปล่อยชั่วคราว ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 916

ให้ประกัน 3 จำเลยคนละ 2 ล้าน

ต่อมาเวลา 14.00 น. ศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งหมด ระหว่างอุทธรณ์คดี โดยตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท และกำหนดเงื่อนไขห้ามพวกจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้พวกจำเลยมารายงานตัวต่อศาลทุก 30 วัน ผู้สื่อข่าวรายงายหลังศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราว นายสรยุทธเดินทางกลับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวด เมื่อเห็นสื่อมวลชนจำนวนมากรอดักถ่ายภาพทำข่าว เจ้าตัวกล่าวเพียงว่า “ให้เป็นไปตามขั้นตอน” ก่อนขึ้นรถยนต์เดินทางกลับทันที

ย้อนรอยคดีดัง บ.ไร่ส้ม จก.

สำหรับคดีเงินค่าโฆษณา อสมท หรือคดีไร่ส้ม เริ่มเป็นที่รับรู้ของสาธารณชนในช่วงปี 49 เมื่อสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท ตรวจพบว่า บ.ไร่ส้ม จก. ที่มีนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นกรรมการผู้จัดการ น.ส. อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ้ม เป็นกรรมการบริษัท เข้าทำสัญญาร่วมผลิตรายการกับ อสมท ระหว่างวันที่ 1 ก.พ.48 จนถึงวันที่ 15 ก.ค.49 ร่วมผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 12.00-13.00 น. ครั้งละ 60 นาที (รวมเวลาโฆษณา) โดย อสมท ตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้ บ.ไร่ส้ม จก.ครั้งละ 5 นาที ถ้ามีโฆษณาเกินกว่ากำหนด ต้องชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้ อสมท อัตรานาทีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท และทำสัญญาร่วมผลิตรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 21.30-22.00 น. ครั้งละ 30 นาที (รวมเวลาโฆษณา) โดย อสมท ตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้ บ.ไร่ส้ม จก.ได้ครั้งละ 2 นาที 30 วินาที ถ้ามีโฆษณาเกินกว่ากำหนด ต้องชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้ อสมท ในอัตรานาทีละไม่ต่ำกว่า 240,000 บาท

คน อสมท สารภาพช่วยปกปิด

ต่อมาพบ บ.ไร่ส้ม จก. ค้างรายได้จากค่าโฆษณาเกินเวลาเป็นเงินเกือบ 100 ล้านบาท โดยเมื่อเดือน ก.ค.49 นางพิชชาภา หรือชนาภา เอี่ยมสะอาด หรือบุญโต เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 สำนักกลยุทธ์การตลาด อสมท เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำคิวโฆษณารวมและเป็นผู้รายงานโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บเงินจาก บ.ไร่ส้ม จก. สารภาพต่อหน้าผู้บริหาร อสมท ในขณะนั้นว่า บ.ไร่ส้ม จก.โฆษณาเกินและไม่มีการรายงานเพื่อเรียกเก็บเงินจริง โดยนางพิชชาภาใช้น้ำยาลบคำผิดลบเฉพาะคิวโฆษณาเกินเวลาในส่วนของ บ.ไร่ส้ม จก. ในใบคิวโฆษณารวมของ อสมท เพื่อปกปิดความผิดตามคำแนะนำของนายสรยุทธและ น.ส.มณฑา ธีระเดช พนักงาน บ.ไร่ส้ม จก. ก่อนจะมีการตรวจสอบเรื่องนี้

จ่ายเกือบ 7 แสนตอบแทนทุจริต

จากนั้นเมื่อวันที่ 20 ต.ค.49 บ.ไร่ส้ม จก. ยอมชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินให้ อสมท 138 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินกว่า 152 ล้านบาท แต่ อสมท ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการทั้งสองชุดพบการกระทำผิดจริงและผลจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบว่า นางพิชชาภาให้ความช่วยเหลือ บ.ไร่ส้ม จก. โดยไม่มีการรายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บเงิน ตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.48 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.49 นอกจากนี้ยังพบว่านายสรยุทธลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาต สาขาพระราม 4 รวม 6 ครั้ง เป็นเงินเกือบ 7 แสนบาท เพื่อตอบแทนที่นางพิชชาภาไม่ได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาดังกล่าว

ผ่านไป 6 ปี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

ทั้งนี้ จากกระบวนไต่สวนของ ป.ป.ช.นำไปสู่การมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.55 ชี้มูลความผิดนางพิชชาภา มีความผิดทางวินัยร้ายแรงและมีมูลความผิดทางอาญา ขณะที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กก.ผจก. บ.ไร่ส้ม จก. น.ส.มณฑา ธีระเดช เจ้าหน้าที่ บ.ไร่ส้ม จก. มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด

ขอสู้คดี–ไม่สนกระแสสังคม

ข้อมูลส่วนหนึ่งจากสำนักข่าวอิสรา ระบุว่าภายหลังคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ปรากฏว่า มีภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจ ออกมาเรียกร้องเคลื่อนไหวด้านจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนต่อนายสรยุทธเป็นจำนวนมาก ขณะที่คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในขณะนั้น เดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ส่วนนายสรยุทธไม่มีปฏิกิริยาตอบรับกับกระแสสังคม แต่ชี้แจงผ่านรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 น้อมรับคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. แต่ต้องการไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล หลังจากนั้นวันที่ 31 ต.ค.55 นายสรยุทธได้ส่งหนังสือขอปฏิเสธการเดินทางมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมาธิการ อ้างว่าเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงจำเป็นต้องสงวนข้อมูลข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดี พร้อมชี้แจงต่อกระแสทวงถามด้านจริยธรรมว่า “คดีความที่เกิดขึ้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจของบริษัท และไม่มีส่วนกระทบใดๆ ต่อการทำรายการของผม ซึ่งนำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริงเพื่อประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่บิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันเป็นจรรยาบรรณสำคัญในการนำเสนอที่ผมยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงาน”

ฟ้องเรียกเงิน อสมท 55 ล้าน

นอกจากนี้ นายสรยุทธยังใช้สิทธิยื่นฟ้องศาลปกครองเรียกร้องเงินกรณีค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่ให้ส่วนลดทางการค้า 30 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อสัญญา จาก อสมท รวมเป็นเงินกว่า 55 ล้านบาทด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อกลางเดือน ก.ค. 58 ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ว่า อสมท ไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณา 55 ล้านบาท คืนให้กับ บ.ไร่ส้ม จก. เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทเคยทำหนังสือขอส่วนลดค่าโฆษณากับ อสมท เพียงครั้งเดียวในปี 48 ส่วนการที่ อสมท ขายโฆษณาเกินเวลานั้น ถือว่า บ.ไร่ส้ม จก. ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะ อสมท ใช้เวลาของทางช่องเอง ที่ผ่านมา มีการโฆษณาเกินเวลามาโดยตลอด และบริษัท ไม่ได้ทำหนังสือขอส่วนลดให้ถูกต้อง ดังนั้นการที่ชำระค่าโฆษณา โดยไม่ได้รับส่วนลดทางการค้า 30 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าถูกต้องแล้ว

สั่งฟ้องหลัง ป.ป.ช.–อสส.เห็นพ้อง

ส่วนคดีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งสำนวนการไต่สวนให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) พิจารณาปรากฏว่า อสส.เห็นว่าสำนวนคดีนี้ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ในหลายประเด็น ขณะที่นายสรยุทธทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ อสส.ด้วย ทำให้คณะทำงานทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ เนื่องจาก ป.ป.ช.เห็นว่าสำนวนการไต่สวนคดีนี้มีความสมบูรณ์แล้ว หลังจากนั้นมีการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ทั้งสองฝ่ายพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีนี้ ยืดเยื้อยาวนานกว่าปีเศษ ต่อมาในปี 57 จึงเรียกพนักงาน
อสมท มาสอบเพิ่ม 3 คน กระทั่งประชุมนัดสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 ส.ค.57 มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.ฐานะประธานอนุฯไต่สวนคดี เห็นว่าที่ประชุมได้ข้อยุติเห็นควรให้ อสส.ฟ้องคดี

อสส.ส่งฟ้องคดีเมื่อต้นปี 58

กระทั่งเมื่อเดือน ม.ค.58 อสส.มีคำสั่งฟ้องนางพิชชาภา นายสรยุทธ น.ส.มณฑา ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502 ม.6 ม.8 ม.11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.86 และ ม.91 สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การฯ ม.6 ฐานพนักงานเรียกรับสินบน ระวางโทษจำคุก 5-20 ปี หรือตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท ม.8 ฐานเป็นพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต โทษจำคุก 5-20 ปี หรือตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท และ ม.11 ฐานพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากนางพิชชาภา กระทำผิด ศาลก็จะใช้ดุลพินิจลงโทษตามอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนนายสรยุทธ น.ส.มณฑา บ.ไร่ส้ม จก.เมื่อไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ากระทำผิดจริง ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ของอัตราโทษข้างต้น ฐานร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่กระทำความผิด

หนแรกใช้ 2 แสนประกันตัว

มีรายงานว่านายสรยุทธ ปรากฏตัวที่ศาลอาญาครั้งแรกเมื่อปลายเดือน ม.ค.58 ในฐานะจำเลย ก่อนใช้เงินสด 2 แสนบาทเพื่อประกันตัว พร้อมยืนยันว่า “กรณีที่เกิดขึ้นกับ อสมท ไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายแต่อย่างใด และพร้อมจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาล” ซึ่งในการไต่สวนคดีนี้ฝ่าย อสส.ขอยื่นพยานสอบทั้งหมด 19 ปาก นางพิชชาภาขอยื่นพยานสอบ 2 ปาก นายสรยุทธ และ บ.ไร่ส้ม จก. ขอยื่นพยานสอบ 25 ปาก ซ้ำกับพยานโจทก์ 9 ปาก และ น.ส.มณฑา ขอยื่นพยานสอบ 8 ปาก ซ้ำกับพยานโจทก์ 2 ปาก นอกจากนี้ นายสรยุทธกับพวก พยายามใช้ประเด็นสัญญาร่วมจัดรายการ หรือ Time Sharing (แบ่งเวลาโฆษณา) มาต่อสู้ในคดีนี้ พร้อมระบุว่า บริษัทผู้ผลิตรายการรายอื่นก็ปฏิบัติอย่างนี้เช่นกัน เป็นกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เคยตรวจสอบมาก่อน รวมถึงขอเบิกพยานเพิ่มเติมเป็นพนักงานจากบริษัทเอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่งอีกด้วย ก่อนที่จะมีข้อยุติเป็นคำพิพากษาดังกล่าว

“เทพชัย” ชี้ควรหยุดทำหน้าที่

ด้านความคิดเห็นของคนในวิชาชีพสื่อมวลชน นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลตัดสินคดีนี้ว่า เป็นบทเรียนสำหรับคนทำสื่อที่เตือนให้เรารู้ว่าต้องมีความโปร่งใส ครอบคลุมในทุกเวที หากเราต้องการให้หน่วยงานราชการ ข้าราชการ นักการเมือง มีมาตรฐาน สื่อก็ต้องมีมาตรฐานเช่นกันและย้ำว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียน อย่าอาศัยช่องว่างทำประโยชน์ให้ตนเอง ต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต ส่วนนายสรยุทธสมควรที่จะยุติการจัดรายการหรือไม่นั้น เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว แม้จะเป็นศาลชั้นต้น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสปิริต แต่เป็นเรื่องที่ต้องแสดงความรับผิดชอบ สมควรที่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่

ชี้ควรทบทวนบทบาทตัวเอง

ขณะที่นายมานพ ทิพย์โอสถ อุปนายกฝ่ายสิทธิและเสรีภาพและโฆษกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเนชั่นเมื่อเวลา 11.00 น. ว่าเรื่องนี้เป็นคำพิพากษาของศาลที่ใครก็ก้าวล่วงไม่ได้ นายสรยุทธเคยเป็นสมาชิกวิสามัญของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ แต่ลาออกไปแล้ว เรื่องนี้ก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ทุกแวดวงทุกอาชีพต้องเคารพกฎหมายและต้องยอมรับคำตัดสิน ยิ่งเป็นสื่อด้วยแล้วยิ่งต้องเคารพกระบวนการอย่างมาก พร้อมกันนี้ นายมานพ ยังตอบข้อซักถามที่ว่า นายสรยุทธควรทำหน้าที่ปกติหรือไม่ ว่าเรื่องแบบนี้สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยเคยพูดถึงเรื่องนี้และเคยเรียกร้องให้นายสรยุทธหยุดปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว แต่ไม่เป็นผล อีกทั้งช่อง 3 ต้นสังกัดไม่ได้ว่าอะไร อยู่ที่นายสรยุทธเองว่าจะจำกัดบทบาทยังไง เพราะบทบาทของอาชีพสื่อคือการต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม

ผู้บริหารช่อง 3 ถก “คดีสรยุทธ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชนออกมาเรียกร้องให้นายสรยุทธยุติการปฏิบัติหน้าที่สื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำรายการโทรทัศน์ที่ทำอยู่ ตั้งแต่ครั้งถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด แต่นายสรยุทธยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ กระทั่งมีคำพิพากษาสั่งจำคุก ปรากฏว่า ตั้งแต่เวลา 15.00 น. วันเดียวกัน ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้เรียกประชุมเพื่อพิจารณากรณีดังกล่าว แต่ยังไม่มีใครออกมายืนยันผลสรุป กระทั่งในช่วงเย็นวันเดียวกัน หลังจบรายการข่าวเด่นเย็นนี้ที่จะต้องต่อด้วยรายการเจาะข่าวเด่น ที่มีนายสรยุทธเป็นผู้ดำเนินรายการ ปรากฏว่า เจ้าตัวไม่ได้ปรากฏตัวออกมาทำหน้าที่เหมือนเคย และช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นรายการข่าวเด่นเย็นนี้ลากยาวจนจบ มีรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้งดรายการเจาะข่าวเด่นไปก่อนชั่วคราว รวมถึงรายการเรื่องเล่าเช้านี้ที่จะออกอากาศในเช้าวันที่ 1 มี.ค. เมื่อผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังนายสุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บ.บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จก. หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้แจ้งว่า ขณะนี้ผู้บริหารอยู่ระหว่างประชุมหารือกันอยู่ กระทั่งเวลา 19.00 น. ทั้งหมดก็ยังคงหารือถึงทางออกในเรื่องนี้อยู่ ส่วนนายสมรักษ์ ณรงค์วิชัย รองกรรมการผู้จัดการ บ.บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จก. หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ไม่สามารถให้ความเห็นได้

กสทช.เรียกช่อง 3 ประชุมเอาผิด “สรยุทธ”

ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. เผยถึงกรณี พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานอนุกรรมการกำกับเนื้อหา จะเชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เข้าประชุมเพื่อหารือถึงกรณีศาลอาญาพิพากษาจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา นักเล่าข่าวชื่อดัง ในวันที่ 1 มี.ค.ว่า คณะอนุกรรมการฯเตรียมเชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 มาประชุมพูดคุยถึงเรื่องนี้จริง โดยจะวิเคราะห์ว่า หากนายสรยุทธ ดำเนินรายการต่อจะเข้าข่ายผิดกฎหมายของ กสทช. มาตราใดหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายความผิดจะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม กสทช.ให้เป็นผู้พิจารณา แต่หากไม่เข้าข่ายจะส่งเรื่องต่อไปยังสภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและการกระจายเสียง (ประเทศไทย) ที่มี รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี เป็นประธาน พิจารณาต่อ เรื่องนี้ต้องรอให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯตีความก่อนว่า มีข้อกฎหมายใดสามารถใช้บังคับได้บ้าง

ชี้ กสทช.มีกฎเจ้าของช่องต้องดูแลผู้จัด

ขณะที่ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ เปิดเผยว่า แม้กฎหมายของ กสทช. ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าต้องเอาผิดกับผู้ดำเนินรายการที่โดนคดีอาญา แต่ กสทช. มีกฎที่ใช้บังคับกับผู้ประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์ ที่รับใบอนุญาตกับ กสทช. ตาม ม.29 พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ปี 2551 และประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ปี 2555 ม.14 ที่มีเนื้อหากำหนดให้ผู้ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ ต้องดูแลเนื้อหาและผู้ผลิตรายการของทางสถานีด้วย ความเห็นส่วนตัวมองว่าผู้ที่เป็นสื่อสารมวลชน มีบทบาททางสังคม หากโดนศาลตัดสินเช่นนี้ ไม่เหมาะสมถ้าจะมานั่งดำเนินรายการอีก

เผยประวัติ “สรยุทธ” เกิดที่ “เนชั่น”

สำหรับประวัติของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา จากที่ปรากฏในเว็บวิกิพีเดีย ประเทศไทย ระบุว่านายสรยุทธมีชื่อเรียกเล่นๆ จากเพื่อนฝูงและหมู่คนที่นิยมชมชอบว่า ยุทธ, เฮียสอ เกิดวันที่ 1 พ.ค. 09 เป็นบุตรของนางวิชชุดา สุทัศนะจินดา (แซ่โล้) หลังจากนั้นเข้าศึกษาในโรงเรียนอำนวยศิลป์ รุ่นที่ 57 จบการศึกษานิเทศศาสตรบัณฑิต (วารสารศาสตร์) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากนั้น นายสรยุทธเริ่มทำงานเป็นนักข่าว สังกัดหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 31 เงินเดือนเริ่มต้นในขณะนั้น คือ 4 พันบาท ทำข่าวสายรัฐสภาเป็นเวลาสองปี และทำข่าวสายทำเนียบรัฐบาลอีกสองปี ต่อมาในปี 35 เข้ามาประจำในกองบรรณาธิการ ในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าข่าวการเมือง และในปี 37 เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าข่าวการเมืองในปี 40 เป็นบรรณาธิการข่าว และจัดรายการวิเคราะห์ข่าวให้สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ โดยตำแหน่งหลังสุดก่อนจะออกจากเครือเนชั่นคือ รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น นอกจากการเป็นผู้ดำเนินรายการแล้ว นายสรยุทธยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ บ.ไร่ส้ม จก. (ผลิตรายการโทรทัศน์) และบ.ชัดถ้อยชัดคำ จก. (รับจัดงานและกิจกรรม)

แจ้งเกิดกับรายการวิเคราะห์ข่าว

มีผลงานที่โดดเด่นคือรายการวิเคราะห์ข่าว มีรายการที่สร้างชื่อจนโด่งดัง อาทิ รายการวิเคราะห์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี รายการเวที ไอทีวี ฟังความรอบข้าง รายการเก็บตกจากเนชั่น ทางช่องเนชั่น แชนแนล รายการก๊วนกวนข่าว รายการถึงลูกถึงคน คุยคุ้ยข่าว ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี ฯลฯ ปัจจุบันทำหน้าที่พิธีกรรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องเด่นเย็นนี้ และเรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ ทั้งหมดออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 ทั้งนี้ นายสรยุทธเคยได้รับรางวัลจากสายงานที่ทำ อาทิ รางวัลเทพทองพระราชทาน รางวัลท็อปส์อวอร์ดส์ปี 2003 2004 และ 2010 รางวัลสตาร์เอนเตอร์เทนเมนท์อวอร์ดส ปี 2003 และ 2004 รางวัลโทรทัศน์ทองคำ ฯลฯ สมรสกับนางเพียงจันทร์ ว่องวิชชุเวทย์ พนักงานอิสระ ของสำนักพิมพ์เนชั่นบุ๊คส์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    68.8%
  • ไม่ชอบ
    2.1%
  • สนุก
    3.8%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    3.5%
  • ให้กำลังใจ
    21.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement