Star Topic : ถึงเวลาแล้วรึยัง...กับการปลูกฝังการท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีสติ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

Star Topic : ถึงเวลาแล้วรึยัง...กับการปลูกฝังการท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีสติ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 มี.ค. 2559 09:30
1,147 ครั้ง


การท่องเที่ยวธรรมชาติตามสถานที่ในเมืองต่างๆ ทั่วโลกถือเป็นการสร้างรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่งของประเทศนั้นๆ แต่บ่อยครั้งที่เวลานักท่องเที่ยวทั้งหลายที่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติเหล่านั้นแต่กลับไม่ช่วยกันดูแลรักษาธรรมชาติให้สวยงามคงอยู่ไปกับคนรุ่นหลัง อาทิ ขีดเขียนตามสถานที่ต่างๆ เด็ดดอกไม้ เหยียบย่ำพื้นที่ธรรมชาติที่หวงห้าม ทิ้งขยะไม่เป็นที่ ฯลฯ จนทำให้สถานที่ท่องเที่ยวสกปรกไม่สวยงามเหมือนดังเดิม อย่างกรณีนักร้องหนุ่มเดอะสตาร์ ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร ถูกแฉไปเที่ยวที่ภูชี้ดาว แหล่งท่องเที่ยวดังของ จ.เชียงราย แล้วเขียนชื่อ-นามสกุล ลายเซ็น พร้อมทั้งชื่ออินสตาแกรมไว้บนหลักกิโลเมตรที่จุดชมวิว และโทรไปข่มขู่คนที่โพสต์แฉพฤติกรรมไม่เหมาะสมลงในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ซึ่งภายหลังเจ้าตัวก็ออกมาขอโทษและยอมรับว่าได้โทรไปต่อว่าคู่กรณีจริง งานนี้ชาวโลกโซเชียลกระหน่ำวิจารณ์ถึงการกระทำดังกล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรง จนทำให้หลายคนรู้สึกว่าสังคมไทยเสพดราม่ากันมากเกินไปซะแล้ว นอกจากนี้ยังมีกรณีที่นักท่องเที่ยวแห่มาถ่ายรูปเซลฟี่ทุ่งดอกหญ้าขาวบน ถนนเกษตร-นวมินทร์ ที่โด่งดังจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งเป็นจำนวนมาก จนทำให้หญ้าตายและยังทิ้งขยะเกลื่อนพื้นที่อีกด้วย

มาจนถึงตอนนี้...ถึงเวลาแล้วรึยังที่ควรจะปลูกฝังการท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีสติ และใช้ความคิดก่อนจะโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์บนโลกโซเชียลด้วยเหตุผล ไม่ใช่เพื่อความสะใจเป็นที่ตั้ง คอลัมน์ “Star Topic” อังคารนี้ ตามไปถามความคิดเห็นจากเหล่าคนดังบันเทิงมาฝากกัน

ดีเจพุฒ พุฒิชัย เกษตรสิน : ธรรมชาติมันอยู่ของมันสวยๆ อยู่แล้ว ให้มันอยู่อย่างนั้นไปดีกว่า
“จริงๆ เวลาที่เข้าไปชื่นชม ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ไปถ่ายรูปกับธรรมชาติ บางทีน้องเขาอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์อย่างที่น้องให้สัมภาษณ์ไป ซึ่งน้องเองก็ออกมายอมรับแล้ว ก็เป็นกำลังใจให้น้องครับ น้องจะได้ใช้ชีวิตแบบระวังตัวมากขึ้นครับ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ครับผม ผมเชื่อว่าน้องไม่มีเจตนาที่จะทำลายธรรมชาติหรือทำลายวัตถุที่มันอยู่มาดั้งเดิมอยู่แล้วครับ ปกติเวลาผมไปเที่ยวผมก็ไม่ได้ไปทำอะไรกับสถานที่นะครับ เราก็ค่อนข้างระวังครับ อย่างเวลาไปญี่ปุ่น ใครไปโหนต้นไม้หรือเด็ดดอกซากุระก็เป็นข่าวขึ้นมาได้ ผมว่าที่ไหนก็เหมือนกันครับ ธรรมชาติมันอยู่ของมันสวยๆ อยู่แล้ว ให้มันอยู่อย่างนั้นไปดีกว่า ผมว่าการช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญนะครับ สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยเนี่ยบางทีบรรยากาศมันเสียด้วยคนที่ไปท่องเที่ยวแล้วทำลาย เราแค่ช่วยกันดูแล ขยะก็เก็บเอามาทิ้ง ช่วยกันอนุรักษ์หน่อยแล้วกันครับ”

ซาร่า คาซิงกินี : เราไม่ควรทำร้ายธรรมชาติ เพราะวันนึงธรรมชาติจะทำร้ายเรา
“ซาร่าเป็นคนชอบท่องเที่ยว บางทีเราไปเห็นของสวยงามก็ชอบนะ ซึ่งบางทีข่าวคนชอบทำลายธรรมชาติก็ออกมาเยอะเนอะ ซาร่าว่าเวลาเราไปเที่ยวชมธรรมชาติ เราก็เก็บไว้ในความทรงจำของเรา ถ้าเรามีโทรศัพท์มือถือก็ถ่ายเก็บไว้ดีกว่าค่ะ เราไม่ควรทำร้ายธรรมชาติ เพราะวันนึงธรรมชาติจะทำร้ายเรา นั่นคือสิ่งที่ซาร่าคิดมาตลอด เพราะว่ามันไม่ควรและไม่ดีค่ะ ส่วนการที่เขาออกมาขอโทษ ซาร่าว่าคนเราก็ทำผิดพลาดกันได้ค่ะ ที่คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยใส่ใจรักษาสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ซาร่ามองว่าเราควรคิดถึงลูกหลานเราดีกว่านะ บางทีเราเห็นสิ่งของที่มันสวยงามก็ควรคิดถึงลูกหลานว่าวันนึงที่เราไม่อยู่ เราก็อยากให้ลูกหลานเราเห็นสิ่งที่ดีที่อยู่กับธรรมชาติ ก็อยากให้ทุกคนรักธรรมชาติกันด้วยค่ะ เวลาไปเที่ยวก็อยากให้อนุรักษ์ ดูด้วยตาด้วยความรู้สึกแล้วเก็บตรงนั้นกลับมาที่บ้านดีกว่า อย่าไปทำลายมันเลยค่ะ”

แตงโม พงษ์พิสุทธิ์ ผิวอ่อน : เดี๋ยวนี้คนไทยซ้ายขวาอย่างเดียวไม่มีตรงกลางเลย สร้างพื้นที่ตรงกลางให้คนได้ยืนบ้าง ผิดแล้วให้อภัยดีกว่า
“อันดับแรกถามว่าสมควรเขียนไหมผมว่าไม่สมควรเขียนอยู่แล้วเพราะมันไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็แล้วแต่ นอกเสียจากว่าเขาเปิดให้คุณเขียน กับในกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์แล้วน้องออกมาโต้ตอบ ผมว่าครั้งต่อไปเขาก็คงจะไม่โต้ตอบเพราะเรียนรู้จากตรงนี้ แต่เรื่องคนในโซเชียลจะด่าคำหยาบคายแบบสุดๆ ผมว่ามันเกินไป มันไม่เหมาะสมนะ ผมว่าคนเราก็มีผิดพลาดกันได้ แต่เมื่อผิดพลาดแล้วเขาขอโทษ แล้วตัวเขาเองก็ดูสำนึกนะแล้วรับปากว่าจะไม่ทำอีกผมว่าก็โอเคแล้ว เรื่องนี้มันก็ไม่ได้ร้ายแรงมาก ผมว่าหลายๆ คนมีวิจารณญาณในการฟังและติดตามข่าวว่าคนไหนเป็นยังไง ผมว่าถ้าพลาดโดยสุจริตก็น่าจะให้อภัยกัน ส่วนคนที่ไปเขียนแสดงความคิดเห็นเชิงลบบางทีก็อยากให้นึกย้อนดูว่าเราใจร้ายไปไหมที่ไปว่าเขาขนาดนั้น ทำอะไรก็ใจเย็นดีกว่า ผมเห็นใจน้องเขามากกว่าครับ

เวลาผมไปเที่ยวก็ไม่เคยไปเขียนอะไรนะ แต่เรื่องเด็ดดอกไม้แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี เคยโดนว่าแล้วก็มีเถียงเหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าเวลาคุณเป็นเด็กก็มีช่วงซ่าวัยรุ่นแสบๆ คิดว่าทำแล้วไม่ผิด แต่พอย้อนกลับมาดูจริงๆ เราก็ผิด เราก็ต้องคิดด้วยว่าทำอะไรไปไม่ใช่ว่าพอทำแล้วค่อยมาขอโทษทีหลัง มันก็ต้องคนละครึ่งทางเนอะ แต่ยังไงก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไร ถ้ามันเกิดไปแล้วเขายอมรับผิดและสามารถแก้ไขได้ก็ให้อภัยกันดีกว่า ซึ่งผมว่าคนเดี๋ยวนี้ก็ช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวนะ ผมไปเที่ยวหัวหิน พัทยา ผมเห็นกลุ่มวัยรุ่นเยอะนะที่ดูแลรักษา แต่กลุ่มที่ทำลายที่เป็นผู้ใหญ่เองก็มี บางทีเขาก็อาจลืมนึกไป เห็นบ่อยแต่ก็ไม่มีใครกล้าเตือนเพราะเห็นเป็นผู้ใหญ่ อันนี้ก็ลองดูตัวเองด้วย ก็อยากบอกว่าเวลาอ่านข่าวแล้วจะแสดงความคิดเห็นก็ใช้คำพูดให้ดีหน่อย แต่ถ้าเขาผิดจริงก็ไม่จำเป็นต้องที่จะต้องไปตัดสินเขา เพราะการกระทำที่ไม่ดีเดี๋ยวก็ส่งผลออกมาเอง ผมว่าเดี๋ยวนี้คนไทยซ้ายขวาอย่างเดียวไม่มีตรงกลางเลย ฉะนั้นสร้างพื้นที่ตรงกลางให้คนได้ยืนบ้าง ผิดแล้วให้อภัยดีกว่าครับ”

สา มาริสา อานิต้า : คนทำผิดแล้วขอโทษและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ ได้รับบทลงโทษทางสังคมก็พอแล้ว ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดเพราะมันไม่ได้สร้างสรรค์อะไร
“จริงๆ มันเป็นเรื่องสามัญสำนึกปกติที่คนเราต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมว่าเรื่องบางอย่างไม่ควรกระทำค่ะ แต่ถ้ามองเรื่องการขอโทษก็ดีแล้วที่รู้ตัวว่าตัวเองทำผิดแล้วรู้จักขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำผิด เพียงแต่บางทีควรจะมีบทลงโทษบ้างเพราะสมัยนี้โซเชียลทุกอย่างมันเร็ว คนคาดหวังว่ามันจะต้องมีอะไรมากกว่านี้เท่านั้นเอง ส่วนที่คนยังโจมตีมันเป็นเรื่องปกติของสังคมตอนนี้ สังคมเราเสพดราม่า ไม่ใช่แค่เรื่องการทำผิดตรงนี้หรอกค่ะ สาว่าบางทีเรื่องของดารานักแสดงบางคนที่เป็นเรื่องหยุมหยิมมันก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ ภายในวันสองวัน คนก็ยังพูดถึง อยากระบายออก ซึ่งสามองว่าเป็นเรื่องไร้สาระแล้วมันน่ารำคาญ คนทำผิดแล้วขอโทษและรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ ได้รับบทลงโทษทางสังคมก็พอแล้ว มันไม่จำเป็นต้องต่อความยาวสาวความยืดไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรให้คนอ่านเพิ่มขึ้นค่ะ

ปกติเวลาไปเที่ยวแทบจะไม่เคยไปขีดเขียนหรือเด็ดดอกไม้อะไรนะ เพราะด้วยความที่เด็กฝรั่งถูกปลูกฝังมาว่าการทำอะไรเราต้องคิดถึงวัฒนธรรมในสังคมว่าเขาทำยังไง อันไหนทำได้หรือไม่ได้ ซึ่งเด็กฝรั่งจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราต้องรัก เราต้องดูแลสัตว์ สิ่งแวดล้อม เราปฏิบัติได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ใช่มีคนสั่งว่าห้ามทำ ฉะนั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติที่เราไม่ทำอยู่แล้ว บางทีเวลาเราไปกับเพื่อนก็อาจจะมีเสียงดังบ้าง ซึ่งอันนี้เป็นปกติธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว มันก็ต้องมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรขนาดนั้นค่ะ จริงๆ คนก็รู้นะว่าการทำแบบนั้นมันไม่สมควร แต่สังคมคนไทยหรือคนเอเชียจะเป็นสังคมที่รู้สึกว่าไม่เป็นไรหรอก นิดหน่อย บางทีอยู่กับเพื่อนหลายๆ คนความคึกคะนองมันมา บอกว่าลองดิขำๆ แต่ความจริงมันไม่ได้ขำ มันเป็นการทำลาย มันขาดการปลูกฝังค่านิยมในสังคมที่มันไม่มีมาตั้งแต่เด็กๆ ค่ะ สุดท้ายอยากบอกว่าควรพอได้แล้วกับการเสพดราม่าเข้าไปเขียนด่า ถามจริงๆ ว่าคุณเขียนเพราะคุณรู้สึกว่าเขาแย่จริงๆ หรือเขียนเพื่อความสะใจของตัวเอง เขียนด่าดาราแล้วสนุกเพราะในชีวิตจริงคุณทำไม่ได้ ก็พอเถอะ สงสารตัวเขา สงสารคนอ่าน สาว่าจริงๆ คนไทยค่อนข้างรักษาน้ำใจคนอื่นนะ แต่ว่าด้วยโซเชียลมันทำให้เราลืมตรงนี้ไปรึเปล่า เสียดายค่ะ”

ลิฟท์ สุพจน์ จันทร์เจริญ : อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์รณรงค์ให้ดูแลสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเก็บตรงนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังดูอีกยาวๆ
“ก็อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์รณรงค์ให้ดูแลสถานที่ท่องเที่ยวดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทิ้งขยะ การทำลายของ เราเป็นคนรุ่นใหม่ เราก็อยากจะเก็บตรงนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังดูอีกยาวๆ ถ้าเราไม่รักษามันก็จะพังไป คนรุ่นหลังก็อาจจะเห็นที่มันไม่เหมือนเดิมครับ ผมว่าที่เขาออกมาขอโทษก็ถูกแล้วที่คุณทำผิดแล้วแก้ไข มันก็เป็นบทเรียนของคนคนนั้นมากกว่า ก็ทำเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเห็นว่าผลออกมาจะเป็นยังไงครับ ส่วนเรื่องกระแสวิจารณ์รุนแรง ผมว่าคำวิจารณ์เป็นสิทธิส่วนบุคคลเหมือนกันนะที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรออกไป แต่ถามว่าแรงไหมมันก็แรงเพราะว่าสมัยนี้โซเชียลมันกระจายตัวได้ง่ายมาก แค่พิมพ์ๆๆ ก็จบแล้ว ผมว่าอยู่ที่ตัวคนทำมากกว่า ถ้าเขายั้งคิดและมีวิจารณญาณมากพอ มีความคิดไปในทางบวกมากขึ้น ทุกอย่างมันอาจจะซอฟต์ลงครับ เวลาผมไปเที่ยวเมื่อก่อนผมก็มีเผลอไปทำอะไรไม่ดีบ้าง เมื่อก่อนเป็นวัยรุ่นก็ประจำเลย เห็นเขาเขียนตามกำแพงเราก็ยังมีเลย ซึ่งเรายอมรับเพราะว่าหนึ่งคือตอนนั้นคิดว่าทำไมคนอื่นเขียนกันล่ะ เราก็อยากเขียนบ้างก็แค่นั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับมานึกแล้วเออ มันไม่ใช่นี่หว่า ก็อยากบอกว่าถ้าไปเที่ยวเก็บมาแต่ภาพถ่ายดีกว่า อยากให้ทุกอย่างมันยังเหมือนเดิม ไปเที่ยวแล้วเอาอะไรเข้าไปกินก็เก็บออกมาทิ้งด้วย แต่ไม่ต้องไปเอาอะไรของที่นั่นกลับมานะ เก็บมาแต่ภาพถ่ายก็พอครับ”

วอย เกรียงไกร อังคุณชัย : ธรรมชาติไม่ใช่สำคัญแค่กับระบบนิเวศของป่าหรือลำธารอย่างเดียว มันคือระบบนิเวศของมนุษย์ สัตว์ป่า ทุกอย่างมันส่งผลถึงกันหมด
“โดยส่วนตัวปกติชอบเที่ยวแนวธรรมชาติมากๆ ครับ อยากให้คนที่ไปเที่ยวรักษาทุกอย่างให้เหมือนเดิมเพื่อให้ลูกหลานหรือคนรุ่นหลังที่เขาไม่เคยไป เพราะธรรมชาติเขาสวยด้วยตัวเขาเองอยู่แล้ว สำหรับผม เวลาเราอยู่ที่บางที่ที่มีต้นไม้แค่ 1 ต้นก็ทำให้ความรู้สึกสงบลงครับ บางทีเราไปนั่งอยู่ในลำธารซึ่งมันไม่มีอะไรพิเศษ แต่มันก็มีเสน่ห์ของมัน นี่แหละครับที่เรียกว่าเสน่ห์ของธรรมชาติ ถามว่าเคยไปเที่ยวแล้วเผลอไปทำอะไรที่ทำลายธรรมชาติไหมไม่เคยครับ เพราะเวลาที่เราไป สิ่งหนึ่งที่ทำคือพยายามจะเคารพสถานที่ ถ้าเราไปเที่ยวแล้วเราอยากทำอะไรก็ได้ คนอื่นเขาอาจจะเสียโอกาสที่จะได้สัมผัสสิ่งที่เราได้ครับ ผมว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าควรหรือไม่ควรทำอะไร อยู่ที่ว่าเรามีเวลาไตร่ตรองและคิดและเห็นความสำคัญของมันแค่ไหน ธรรมชาติมันไม่ใช่สำคัญแค่กับระบบนิเวศของป่าหรือลำธารอย่างเดียว มันคือระบบนิเวศของมนุษย์ สัตว์ป่า ทุกอย่างมันส่งผลถึงกันหมดครับ เรื่องตรงนี้อยู่ในจิตสำนึกทุกคนอยู่แล้ว เพียงแต่แค่เราจะมีเวลาคิดถึงเรื่องนี้รึเปล่าแค่นั้นเอง

ส่วนเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในโลกโซเชียล ผมมองในมุมกลางๆ 2 มุม เพียงแต่ทำให้มันสมดุลก็แล้วกัน ผมรู้สึกว่าในจุดนึงถือเป็นเรื่องที่ดี คือใครโกงหรือทำอะไรไม่ดีแล้วมีคลิปหรือมีอะไรขึ้นมา โอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกก็น้อยลงเพราะสังคมรุมประณาม แต่ในอีกจุดนึงคือผมว่ามันเป็นเรื่องนานาทัศนคติที่แตกต่างกันไป แต่บางทีทัศนคติส่วนใหญ่ค่อนข้างแรง พอคนนึงเปิดก็มีคนใส่ตาม อย่างที่บอกว่าทุกอย่างมี 2 ด้าน อยากให้เรามองทั้งสองด้าน สมมติมีเหตุการณ์กับคนสองคนที่เป็นข่าว มันก็มี 2 มุมมอง มันก็ไม่มีอะไรถูกหรือผิดทั้งหมด อยู่ที่เราพยายามรักษาสมดุลของมัน วิพากษ์วิจารณ์ได้ เพียงแต่ว่าคิดนิดนึงว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับเราหรือคนใกล้ตัวเรา ถ้าเราเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้กระทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เราลองคิดในสองมุมแล้วค่อยวิจารณ์ดีกว่า ผมว่ามันน่าจะทำให้โลกโซเชียลมันน่าอยู่ขึ้น ซึ่งหากคนกระทำขอโทษแล้ว ทั้งหมดอยู่ที่เจตนาครับว่ามันจริงแค่ไหน ผมว่าคนที่พูดคือมนุษย์คนนึงที่มีถูกผิด คนที่รับฟังก็มีทั้งตัดสินใจถูกและผิด แต่ก็ควรให้อภัยกัน ผมว่าเรื่องนี้ทุกคนก็รู้อยู่แล้วครับ”

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    0.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement