ชมรม'สารวัตรใหญ่'จ่อยื่น สตช.ทบทวนตัดโอนตำแหน่ง ชี้ บั่นทอนกำลังใจ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ชมรม'สารวัตรใหญ่'จ่อยื่น สตช.ทบทวนตัดโอนตำแหน่ง ชี้ บั่นทอนกำลังใจ

กล้ำกลืนฝืนทน! 'ชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย' รวมตัวหลายร้อยนาย จ่อยื่น สตช.ทบทวน การตัดโอนตำแหน่งพนักงานสอบสวนเดิมเข้าสู่ตำแหน่งหลัก วอนเห็นใจตำรวจ ตจว. ทุ่มเททำงาน เงินเดือนน้อย ยศไม่ขึ้น วิ่งตำแหน่งไม่เป็น

วันที่ 28 ก.พ. ผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้รับข้อมูลจาก 'ชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย' โดยเป็นหนังสือราชการส่งถึงผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องในการ พิจรณาดำเนินการในเรื่องการตัดสินโยกย้ายตำแหน่งพนักงานสอบสวนเดิมเข้าสู่ตำแหน่งหลัก  ทางชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทยได้ประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อนำเสนอท่านผู้มีอำนาจในการพิจรณาตัดสินใจ และมีข้อคิดเห็นหลากหลายประเด็น จึงมีมติให้ออกแถลงการณ์ ให้ท่านผู้มีอำนาจได้ใช้ประกอบเป็นข้อพิจรณาตัดสินใจดำเนินการ และให้ท่านสื่อมวลชน พี่น้องประชาชนได้ทราบ

อย่างไรก็ตาม ทางผู้สื่อข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสารวัตรใหญ่ 1 นาย ซึ่งเป็นตัวแทนสารวัตรใหญ่หลายร้อยคนทั่วประเทศ จนกระทั่งทราบว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ที่ทางผู้บังคับบัญชายึดมั่น ถือมั่น ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ เป็นเหตุให้ตำรวจภูธรโรงพักเล็กๆ แทบไม่มีสิทธิ์ในการเจริญเติบโตในสายงานของตนเองได้เลย ทำให้ขวัญกำลังใจของตำรวจชั้นผู้น้อยหดหาย ทั้งๆที่มีความตั้งใจพัฒนาโรงพักเล็กๆ ในต่างจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพ และคุณภาพทัดเทียมกับโรงพักตามหัวเมืองใหญ่ๆ แต่เมื่อมีการขึ้นตำแหน่ง กลับกลายเป็นถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งถือว่า ไม่เป็นธรรม จึงอยากให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องช่วยพิจรณาตามที่ทางชมรมได้ยื่นหนังสือมา 

"ผมได้ปรึกษากับนายตำรวจหลายๆ ท่าน ลงความเห็นกันว่า เราควรทำหนังสือออกมาเรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเอง เราจะอยู่เฉยไม่ได้แล้ว ทุกคนเป็นตำรวจก็อยากเติบโตในหน้าที่ ไม่ใช่เดินวนอยู่กับที่ เพื่อนๆรุ่นเดียวกับผม ปัจจุบันเป็นผู้บังคับการไปกันหมดแล้ว ส่วนผมยังเป็นแค่ สารวัตรใหญ่ ซึ่งมีอีกหลายๆคน ที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ตำรวจต่างจังหวัด อำเภอ-ตำบล เล็กๆ ไม่มีปัญญาไปวิ่งแข่งกับตำรวจในเมือง วันๆทำแต่งาน ถ้าจะได้เลื่อนตำแหน่งต้องได้เพราะความสามารถ จริงๆ ซึ่งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่เคยรู้เลยว่า ตำรวจโรงพักเขาทำงานกันอย่างไร แต่กลับกลายเป็นมาเปลี่ยนแปลงระบบ ตัดขวัญกำลังใจตำรวจชั้นผู้น้อย สกัดไม่ให้เติบโต  นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตำรวจทั่วประเทศที่ได้รับความเดือดร้อนมารวมตัวกันเพื่อทำหนังสือฉบับนี้ขึ้นมา ให้ได้พิจารณากันอีกครั้งนึง" สารวัตรใหญ่ ท่านหนึ่งกล่าว 

คำแถลงการณ์จาก ชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย

ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่ง คสช.ที่ 7/2559 ให้ใช้ ม.44 ยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนตำรวจทั้งหมด ซึ่งต่อมาทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานพิจารณาดำเนินการ ในเรื่องการตัดโอนตำแหน่งพนักงานสอบสวนเดิมเข้าสู่ตำแหน่งหลัก ทราบความคืบหน้าต่อมาว่า เมื่อ วันที่ 26 ก.พ. 2559 เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ แจ้งทางสื่อมวลชนให้ทราบว่า คณะทำงานประชุมหารือกันมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้นั้น

จากการติดตามผลการประชุมของ คณะทำงาน ท่านพล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. มีข้อพิจารณาว่า จะให้มีการตัดโอนตำแหน่งพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ ไปเป็นตำแหน่ง ผู้กำกับการหัวหน้าสถานีตำรวจทั่วประเทศ จำนวน 144 สถานี ทำให้เกิดผลกระทบกับสารวัตรใหญ่ หัวหน้าสถานีที่ดำรงตำแหน่งอยู่เดิม ทางชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย จึงได้ทำการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อนำเสนอท่านผู้มีอำนาจในการพิจารณาตัดสินใจดำเนินการ เรื่องนี้ โดยทางชมรมฯ มีข้อคิดเห็นหลากหลายประเด็น และมีมติให้ออกแถลงการณ์ ให้ท่านผู้มีอำนาจได้ใช้ประกอบเป็นข้อพิจารณาตัดสินใจดำเนินการ และให้ท่านสื่อมวล พี่น้องประชาชนได้ทราบ

เดิมสถานีตำรวจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสถานีตำรวจที่เรียกว่า สถานีตำรวจภูธรตำบล (สภ.ต.) ไม่มีอำนาจการสอบสวน มี ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน หรือ สัญญาบัตรระดับรองสารวัตร เป็นหัวหน้าสถานี ต่อมาเมื่อปลายปี พ.ศ.2550 ได้มีการยกฐานะให้มีอำนาจการสอบสวน มีข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรเป็นหัวหน้าสถานี จนกระทั่งปี พ.ศ.2554 ก็มีสถานีตำรวจบางส่วนก็ถูกปรับยกฐานะเป็นระดับสารวัตรใหญ่ (รองผู้กำกับหัวหน้าสถานี) ซึ่งก็คือ 144 สถานีตำรวจในปัจจุบัน ที่ทางคณะทำงานฯ ได้มีมติที่จะตัดโอนพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นหัวหน้าสถานี ถ้าหากพิจารณาในช่วง 8 ถึง 9 ปี ที่ผ่านมาซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการปรับยกฐานะสถานีตำรวจเหล่านี้ และได้แต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับต่างๆ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่

สถานีตำรวจเหล่านี้เป็นสถานีตำรวจที่อยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และยังขาดทรัพยากร ซึ่งเป็นปัจจัยในการบริหารจำนวนมาก ทั้งด้านกำลังคน (บางแห่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสถานีรวมหัวหน้าสถานี 20 นายเศษ ) พัสดุครุภัณฑ์ ปัจจัยเงินที่ใช้บริหาร แต่ข้าราชการตำรวจเหล่านั้น ก็หวังที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ จึงได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ที่จะปฏิบัติหน้าที่ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

เพื่อสร้างสถานีตำรวจ เรียกได้ว่า เป็นการบุกเบิกสถานีตำรวจให้มีความพร้อมใน 5 สายงานหลัก (งานสอบสวน สืบสวน อำนวยการ ป้องกันปราบปราม จราจร ) เพื่อบริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และเป็นการสนองนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกยุคทุกสมัย ที่ให้ความสำคัญกับสถานีตำรวจ และเห็นว่าสถานีตำรวจเป็นจุดแตกหักทางการบริหาร ทางชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย จึงได้ทำการประชุมระดมความคิดเห็นและมีมติให้ออกแถลงการณ์ ดังนี้คือ

ทางชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย จึงได้ทำการประชุมระดมความคิดเห็นและมีมติให้ออกแถลงการณ์ดังนี้ 

1. สนับสนุนให้มีการปรับยกสถานีตำรวจขนาดเล็กเหล่านี้ขึ้นเป็นระดับผู้กำกับหัวหน้าสถานีนั้น เพื่อให้

ตำแหน่งหัวหน้าสถานีตำรวจ มีระดับตำแหน่งเทียบเคียงได้กับ หัวหน้าหน่วยงานอื่นในพื้นที่ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล รวมทั้งจะได้กำลังพลนายตำรวจสัญญาบัตร ไว้คอยบริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเพียงพอ

2. การพิจารณาหลักเกณฑ์ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้กำกับหัวหน้าสถานีดังกล่าว สมควรให้สารวัตรใหญ่ผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่เดิม มีโอกาสได้รับการพิจารณาด้วย เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ จากการที่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเสียสละกำลังกาย กำลังใจ ในการพัฒนาสถานีตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมใน 5 สายงานหลัก ( สอบสวน สืบสวน ป้องกันปราบปราม อำนวยการ จราจร ) เพื่อการบริการพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

3. การพิจารณาเลื่อนสู่ตำแหน่งสารวัตรใหญ่ (สายงานบริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม) เมื่อมีตำแหน่งว่างจึงจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขึ้น ส่วนพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กลับใช้วิธีการประเมินสอบเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน โดยการเติบโตในสายงานบริหารงานป้องกันปราบปราม ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าสายงานพนักงานสอบสวน จึงขอให้ท่านผู้มีอำนาจตัดสินใจ ได้พิจารณาให้ความเป็นธรรมด้วย

การแถลงการณ์ ของชมรมสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจแห่งประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นการให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งกับท่านผู้มีอำนาจตัดสินใจ และให้ข้อมูลกับพี่น้องสื่อมวลชน ประชาชนได้ทราบ ซึ่งในขั้นตอนการประชุมคณะทำงาน ท่าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ทางชมรมฯ ยังไม่มีโอกาสนำเสนอข้อมูลด้านนี้

ทางชมรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้มีอำนาจจะได้นำข้อมูลของทางชมรมฯ ไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ อันจะเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในสายปฏิบัติการอีกเป็นจำนวนมาก ที่รอคอยความหวังที่จะมีความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ทางชมรมไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดแอบแฝง เป็นเพียงการนำข้อมูลในส่วนที่ขาดไป นำเสนอท่านผู้มีอำนาจพิจารณา ส่วนข้อมูลที่เป็นรายละเอียด ทางชมรมจะมอบหมายให้ตัวแทน นำเอกสารเข้าพบท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาต่อไป ขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้