คำต่อคำ 'ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย' เปิดกึ๋นธุรกิจวัยรุ่นพันล้าน...สู่วันหมื่นล้าน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

คำต่อคำ 'ต๊อบ-เถ้าแก่น้อย' เปิดกึ๋นธุรกิจวัยรุ่นพันล้าน...สู่วันหมื่นล้าน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2559 05:30
23,440 ครั้ง


ด้วยประสบความสำเร็จในธุรกิจขนมขบเคี้ยว "สาหร่าย" ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นด้วยเส้นทางที่น่าสนใจ ถึงขนาดเรื่องราวถูกนำไปทำเป็นเค้าโครงภาพยนตร์ ตลอดจนสามารถที่จะรักษาความสำเร็จที่ว่า ได้มายากเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ซึ่งยากมากกว่าหลายเท่ามากนัก

โดยวันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" จะพาไปพูดคุยกับ "อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์" หรือ ต๊อบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ในวันที่ธุรกิจสาหร่ายและอื่นๆ ภายใต้บริษัท เถ้าแก่น้อยฯ มีมูลค่ารวมจากหลักพันล้านบาทพุ่งทะยานสู่หลักหมื่นล้านบาท      

ต๊อบ-อิทธิพัทธ์ วัยรุ่นหมื่นล้าน

จุดเริ่มต้นของเถ้าแก่น้อย

บริษัท เถ้าแก่น้อยเริ่มมาประมาณ 11 ปี เริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับเกาลัด โดยเป็นแฟรนไชส์ จากนั้น เริ่มนำขนมญี่ปุ่นมาขาย ซึ่งมีสาหร่ายอยู่ด้วย ทำไปประมาณ 1 ปี ปรากฏว่า ยอดขายสาหร่ายมากขึ้นเรื่อยๆ แซงหน้าธุรกิจเดิมคือ เกาลัด จึงตัดสินใจเริ่มศึกษาว่า จะทำอย่างไรให้สาหร่ายที่เดิมนำเข้าและทำให้เหมาะกับรสนิยมการกินของคนไทยมากขึ้น เพราะดูแล้วคนชอบทุกเพศทุกวัย

เริ่มจากการตั้งโรงงานผลิตเล็กๆ พนักงาน 6 คน จับกลุ่มเป้าหมายแรกคือ พนักงานออฟฟิศ ขายตามออฟฟิศ หลังจากนั้นไม่นานประมาณ 2 ปี สินค้าได้เข้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ต่อมาอีก 2 ปี ส่งออกไปสิงคโปร์เป็นประเทศแรก

ทุกวันนี้ ภายในประเทศขายทุกช่องทางที่มี ทั้งโมเดิร์นเทรด (MT) และเทรดดิชั่นแนลเทรด (TT) รวมทั้งส่งออกไปขายต่างประเทศมากกว่า 40 ประเทศ รายได้หลัก 90% มาจากธุรกิจสาหร่าย โดยเฉพาะสาหร่ายแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ทอด อบ ย่าง และเทมปุระ

ไม่หวง ไม่กั๊ก สูตรเส้นทางร่ำรวย

การทำธุรกิจในแบบฉบับของเถ้าแก่น้อย

นอกจากธุรกิจสาหร่ายแล้ว เถ้าแก่น้อยเริ่มจะมีธุรกิจเกี่ยวกับพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ทั้งป็อปคอร์นและขนมปังขึ้นรูป วัตถุดิบยังอยู่ในกลุ่มพืชผลการเกษตร อย่างไรก็ตาม แบ่งกลุ่มสินค้าหลักๆ เป็นสาหร่าย ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์อื่นจะเป็นข้าวโพดคั่ว ขนมปังขึ้นรูป แต่โดยหลักแล้วยังโฟกัสที่ธุรกิจสาหร่ายอยู่ เพราะมองว่ายังมีอะไรต้องทำอีกมาก

เปรียบเทียบย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-30% ต่อปีทุกปี ส่วนคู่แข่งนั้น ถ้าพูดถึงแล้วเถ้าแก่น้อยเป็นผู้ผลักดันตลาดสาหร่ายในไทยให้เติบโต พูดถึงแล้วคู่แข่งที่เข้ามามีทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า แต่ที่ยังคงอยู่ได้ก็มีการเติบโตให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

หลักความสำเร็จของเถ้าแก่น้อยวันนี้ เกิดจากอะไร

ตรงนี้ ไม่มีหลักอะไรตายตัว เพราะว่าการทำธุรกิจไม่มีสูตรตายตัว แต่มีคอนเซ็ปต์ความคิดของตนเองคือ การบริหาร 1. ต้องเป็นโปรเฟชชั่นนอล หมายถึงเป็นบริษัทที่เริ่มต้นจากครอบครัวก็จริง แต่ก็ทำงานกันทุกตำแหน่ง รู้หน้าที่ มีเคพีไอและมีเป้าหมายในแต่ละหน้าที่ชัดเจน 2. มีความเป็นโอเนอร์ชิป มีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความเป็นโอเนอร์ชิป ตรงนี้สำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่บ่มเพาะมาหลายปีแล้ว ทุกวันนี้พยายามสร้างวัฒนธรรมความเป็นเจ้าของกิจการให้กับทุกคนในองค์กรอยู่

เข้าตลาดหุ้นหวังมากกว่าระดมทุน

ประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุน้อย มีวิธีรักษาความสำเร็จที่ได้มาอย่างไร

การรักษาความสำเร็จหลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจตั้งแต่อายุน้อยๆ นั้น ต้องมีมาตรฐานคงเส้นคงวา เดินหน้าต่อ คิดว่าความสำเร็จไม่ใช่สำเร็จแล้วต้องตายเดี๋ยวนั้น หรือจบเลย ความสำเร็จคือ จุดเชื่อมต่อขึ้นไปยังความสำเร็จอื่น ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนครั้งเข้าไปขายในเซเว่นอีเลฟเว่นได้ก็มองว่า จะขายทั่วประเทศอย่างไร การเข้าเซเว่นฯ คือ ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ทำให้เถ้าแก่น้อยเป็นที่รู้จักระดับหนึ่ง แต่ทั่วประเทศยังไม่รู้จักทั้งหมด ช่องทางต่างๆ ยังมีอีกมากมาย ทำอย่างไรจะประสบความสำเร็จระดับประเทศคือเป้าหมายต่อไป

จากนั้น เมื่อประสบความสำเร็จระดับประเทศแล้วทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จระดับภูมิภาค ระดับอาเซียนต่อไป เมื่อประสบความสำเร็จระดับอาเซียนแล้วทำอย่างไรจะประสบความสำเร็จระดับเอเชีย ถ้าเอเชียสำเร็จแล้วทำยังไงให้สำเร็จระดับโลก สิ่งนี้คือ ใช้ความสำเร็จที่มีอยู่ต่อยอดความสำเร็จที่มีต่อไปที่ว่ามาคือ การตั้งเป้าหมายให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ

สตาร์ตอัพอยากตามรอยเถ้าแก่น้อยมีคำแนะนำหรือไม่

คำแนะนำสำหรับผู้อยากสตาร์ตอัพ หรือ เริ่มทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเหมือนเถ้าแก่น้อย ตรงนี้คำว่า สตาร์ตอัพมองว่า การทำธุรกิจที่แท้จริงคือ การทำเพื่อผู้อื่น จริงๆ แล้วธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับโลกคือ ธุรกิจที่ช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ทำให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จ หรือ ทำให้ผู้อื่นมีความสุข หรือ ได้สิ่งที่ต้องการ ดังนั้นสรุปง่ายๆ การทำธุรกิจคือ ถ้ามองแต่ทำเพื่อตัวเองอาจทำให้ตกหลุมพรางได้ อาจไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของลูกค้า หรือ กลุ่มเป้าหมาย เมื่อไม่คิดถึงตรงนี้ จะทำให้เมื่อทำอะไรออกมาไม่สามารถดึงดูดได้เต็มที่ การคิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นก่อนคือ หัวใจหลัก หรือ แก่นของการทำธุรกิจ

ต้นทุน อีกหนึ่งกุญแจความสำเร็จ

อีกเรื่องหนึ่งในการทำธุรกิจให้คำนึงถึงต้นทุนเสมอ เพราะว่า ต้นทุนไม่ว่าธุรกิจอะไรก็ตามจะมีต้นทุนมากน้อยแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน แต่ทุกธุรกิจต้องมีต้นทุน ดังนั้น การทำธุรกิจอะไรก็ตามต้องใช้ต้นทุนให้น้อย แต่ผลกระทบได้เยอะ ในแง่ดีคือ ลงทุนให้น้อยแต่สร้างผลกระทบได้เยอะ คือ ถ้าทำแบบนี้ได้ยังไงก็สำเร็จ แต่ถ้าลงทุนเยอะสร้างผล กระทบน้อยยังไงก็แย่

มีผู้เข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจเยอะ โดยบางคนเอาไฟแนนซ์เชียลมาให้ดู บางไฟแนนซ์เชียลโมเดลธุรกิจไม่ได้เลยคือ ลงทุน 300 บาท ได้ยอดขาย 30 บาท เมื่อไหร่จะคืนทุน เมื่อไหร่จะสำเร็จ

ยินดีเปิดเผยแนวทางทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

ไม่กั๊ก เรื่องกั๊กไม่มีอยู่แล้ว เพราะโชคดีที่ได้รับมาจากคนอื่นเหมือนกัน ได้รับมาจากผู้ที่มีคุณูปการมากกว่าเรา มีความรู้มากกว่าเรา ก็ได้รับมา เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นถึงให้ความรู้ ผู้ที่มีความรู้ถึงชอบให้ความรู้ผู้อื่น ส่วนผู้ที่ไม่รู้ต่างหากคือ ผู้ที่ไม่ให้ความรู้ ส่วนผู้ที่รู้แล้วจริงๆ หรือ ผู้ที่ฉลาดจริงๆ คือ ผู้ให้ความรู้ผู้อื่น เพราะว่าการให้ความรู้ผู้อื่นทำให้ตัวเองฉลาดขึ้น ทำให้ตัวเองเก่งขึ้นด้วย

จากเกาลัด สู่สาหร่าย ขยายลุยป๊อบคอร์น

เคยดูมายากลหรือไม่ ไปนั่งดูมายากล 2-3 รอบ เมื่อเข้ารอบที่ 4-5 จะรู้แล้วว่า จะทำอะไรต่อไป การเล่าความรู้ให้ผู้อื่นฟังเหมือนการแสดงมายากล พอแสดงมากๆ เข้าก็เริ่มมีความชำนาญ เริ่มมองออกว่า คนๆ นี้ ต่อไปทำธุรกิจจะเป็นอย่างไร เหมือนเห็นถาพซ้ำ เมื่อฟังคนอื่นเล่าธุรกิจแล้วเราให้ความรู้โต้ตอบไปเหมือนกำลังฉายภาพซ้ำ จริงๆ แล้วคล้ายๆ กัน อาจจะบิดนิดหน่อย

จริงๆ แล้วธุรกิจขึ้นอยู่กับเรื่องของคน เรื่องของเป้าหมาย และเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าธุรกิจอะไรจะเกี่ยวๆ กัน จะขึ้นอยู่กับเรื่องคน เป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย และไฟแนนซ์เชียล คือ ไม่ว่าธุรกิจอะไรทั่วโลกจะเกี่ยวกับ 4 เรื่องนี้ ไปฟังใครก็ตามทำธุรกิจแตกต่างกับตนหรือไม่ก็จะพูด 4 อย่างนี้ขึ้นมา ตรงนี้เป็นหลักความสำเร็จในธุรกิจ           

ที่กล่าวมา เป็นหลักความสำเร็จในธุรกิจทั่วไป แต่ของเถ้าแก่น้อยยืดหยุ่นไม่มีหลักอะไรชัดเจน แต่ตนว่า สิ่งสำคัญที่เป็นหลักในการบริหารคือ การเป็นโปรเฟซชั่นนอล และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร สิ่งนี้เรียกว่า หลักการบริหาร แต่ถ้าพูดถึงหลักความสำเร็จของธุรกิจทั่วไปคือ 1. คน 2. เป้าหมาย 3. กลุ่มเป้าหมายและ 4. ไฟแนนซ์เชียล

สร้างแรงบันดาลใจ อีกหนึ่งเป้าหมายเถ้าแก่น้อย

ผลประกอบการของเถ้าแก่น้อยในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อปีที่ผ่านมา 9 เดือน ได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ กำลังมองว่า เป้าหมายธุรกิจของเถ้าแก่น้อยอาจไม่ได้อยู่ที่ไฟแนนซ์เชียลอย่างเดียว จริงๆ แล้วเป้าหมายธุรกิจของเถ้าแก่น้อยคือ เป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจด้วย เหตุผลที่ตนลุกขึ้นมาในตอนเช้าแล้วอยากจะรีบนอนในตอนกลางคืนเพื่อมาทำงาน ไม่ใช่เพราะว่าเรื่องเงินอย่างเดียว หรือ ทำเพื่อผู้ถือหุ้นให้รวยอย่างเดียว สิ่งที่ตนต้องการจะทำอีกสิ่งคือ ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วไป หรือ นักธุรกิจรุ่นใหม่ หรือ ผู้ที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต

อยากแสดงศักยภาพให้เห็นว่า บริษัทเล็กๆ บริษัทหนึ่ง คนธรรมดาคนหนึ่งก็สามารถที่จะก่อตั้งบริษัทมีมูลค่ากิจการเป็นหมื่นล้าน สามารถพัฒนาไปสู่แบรนด์ระดับเอเชีย หรือ โกลบอลแบรนด์ได้ในอนาคต อันนี้คือเป้าหมายจริงๆ ของเถ้าแก่น้อย

การเข้าตลาดหุ้น ผลตอบรับเป็นอย่างไร

ผลของการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า 1. บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นยังไง 2. ทำให้มั่นใจในศักยภาพของตัวเองมากขึ้นจริงๆ และ 3. เป็นเรื่องของการทำให้พนักงานในองค์กรเกิดโมเมนตัมในการมีส่วนร่วมกับองค์กรมากขึ้น ข้อนี้สำคัญมาก รวมทั้งแฟนคลับเถ้าแก่น้อย หรือ ผู้บริโภคที่เคยเป็นสาวกของเถ้าแก่น้อยก็มีโอกาสมีส่วนร่วมกับองค์กรเถ้าแก่น้อยมากขึ้น ตรงนี้ก็เป็นโมเมนตัมใหญ่

จากเกาลัดสู่...สาหร่ายเถ้าแก่น้อยหมื่นล้าน

คิดเห็นอย่างไรกรณีชาวจีนนิยมซื้อสินค้าเถ้าแก่น้อยกลับครั้งละมากๆ

กรณีชาวจีน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนมาไทยแล้วนิยมซื้อสินค้าเถ้าแก่น้อยกลับไปจำนวนมากๆ นั้น ตรงนี้มีความรู้สึกดีใจ แต่ว่าเป็นความรู้สึกที่คิดว่า เป็นสิ่งที่เตรียมแผนไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เรื่องที่ทัวร์จีนเข้ามาซื้อสินค้าเถ้าแก่น้อยไม่ได้เกิดจากโชค หรือ ทำบุญมาเยอะ แต่เกิดจากเตรียมการไว้นานแล้ว ก่อนที่ไทยจะบูม นักท่องเที่ยวจะมามาก

ทั้งนี้ เถ้าแก่น้อยเป็นสินค้าที่ค่อนข้างดังในกลุ่มประเทศชาวจีนโพ้นทะเลอยู่แล้ว เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย 3 ประเทศเหล่านี้ เถ้าแก่น้อยมีชื่อเสียงอยู่แล้ว ปูทางตั้งแต่ 3 ประเทศ โดยชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่มาจาก 3 ประเทศดังกล่าว รู้จักเถ้าแก่น้อยระดับหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เมื่อประเทศไทยบูมทำไมถึงมาซื้อเถ้าแก่น้อยที่ไทยเยอะ เพราะมีการปูทางและความเชื่อมั่นในต่างประเทศระดับหนึ่งอยู่แล้ว

เถ้าแก่น้อยโกอินเตอร์ก่อนเออีซี?

การเตรียมพร้อมเข้าสู่เออีซีนั้น จริงๆ แล้วคือ การมองกลุ่มเป้าหมาย ทุกคนมักพูดถึงจำนวนประชากร 600 ล้านคน ความจริงไม่ใช่ 600 ล้านคน เพราะใน 600 ล้านคนมีเซ็กเตอร์อีกเป็นพันๆ กลุ่มเป้าหมายในนั้น โดยต้องมองว่าจะจับกลุ่มเป้าหมายไหน ถ้าบอกว่าจะขาย 600 ล้านคน เป็นไปไม่ได้ ต้องดูว่าจะเจาะใครก่อน

ซีอีโอเถ้าแก่น้อยในวันคุยกับไทยรัฐออนไลน์

เออีซีเป็นเรื่องของกลุ่มเป้าหมาย โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีที่ให้เลือกมากขึ้น จากเดิมในไทยอาจมี 60 ล้านคน แต่วันนี้แม้มี 600 ล้านคน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะขายของชิ้นเดียวได้ 600 ล้านคน ต้องเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนิชมาร์เก็ตก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปกลุ่มอื่น

ฝ่ายต่างประเทศสำคัญเจาะตลาดเออีซี-ต่างประเทศ?

สิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมตัวเข้าสู่เออีซีคือ ต้องมีทีมงาน 1. ต้องรู้ก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายคือใคร 2. ต้องมีทีมงานที่จะซับพอร์ตกลุ่มเป้าหมายนั้น อย่างเช่น เถ้าแก่น้อยพูดถึงก่อนเปิดเออีซีด้วยซ้ำ มีการเปิดแผนกต่างประเทศตั้งแต่เมื่อ 7-8 ปี เออีซีเพิ่งจะบูมเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว เถ้าแก่น้อยมีฝ่ายต่างประเทศเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ดังนั้น การจะเตรียมตัวเข้าเออีซีคือ 1. ต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย 2. ต้องมีฝ่ายต่างประเทศ ถ้าจะรุกตลาดต่างประเทศ เพราะถ้าไม่มีฝ่ายต่างประเทศเฉพาะขึ้นมาจะปวดหัวมาก ทำงานไม่ได้

กระบวนการได้มาของสาหร่ายใช้ผลิตสินค้า

สาหร่ายนั้น จริงๆ แล้วหน้าตาเหมือนกระดาษเอ 4 คือ เป็นแผ่นยาวๆ ใหญ่ๆ แต่ก่อนจะเป็นแผ่นเริ่มมาจากการอยู่ในทะเล แล้วใช้เรือเก็บเกี่ยวสาหร่ายมาจากทะเล รวบรวมสาหร่ายเข้าไปโรงงานผลิตสาหร่ายให้เป็นแผ่น วิธีการแปรรูปสาหร่ายให้เป็นแผ่นคือ 1. นำสาหร่ายไปปั่นให้ละเอียดก่อน คล้ายๆ การทำกระดาษเอ 4 จากนั้น มีโมถูกดูดเข้าไปในโม ลักษณะคล้ายๆ ถาด 4 เหลี่ยม จะมีความหนาของโมว่า บางกลุ่มต้องการ สาหร่ายหนา หรือบาง ขึ้นอยู่กับว่าจะนำไปทำอะไร ก็ขึ้นโม โดยโมจะมีความหนาบางไม่เท่ากัน

มุมยิ้มมีเสน่ห์ ของผู้บริหารเถ้าแก่น้อย

จากนั้น เมื่อขึ้นโมสาหร่ายจะเป็นแผ่น แต่ยังเปียกชื้น เหนียวๆ ต่อมานำไปดรายให้แห้ง ให้ความชื้นเช็ตตัวระดับหนึ่ง เพื่อให้สาหร่ายเกาะตัวเป็นแผ่น เมื่อเกาะตัวเป็นแผ่น ขั้นตอนต่อไปคือ ดรายอีกรอบ เพื่อดูว่าให้สามารถเก็บได้นานขึ้น เพราะสาหร่ายปลูกได้ครั้งเดียวต่อปี ถ้าชื้นจะเก็บได้ไม่นาน ถ้าแห้งในระดับหนึ่งจะเก็บได้นาน เมื่อดรายรอบที่ 2 เสร็จ จะไปสู่ขั้นตอนการตรวจสิ่งปนเปื้อนจากทะเล จะเข้าเครื่องตรวจ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการแพ็กกิ้ง ซึ่งจบขั้นตอน สำหรับสาหร่ายมีจาก 3 ประเทศคือ เกาหลี จีน และญี่ปุ่น

เร็วๆ นี้ จะเห็นสินค้าอะไรใหม่ๆ อีก?

ทั้งนี้ 90% ของรายได้เถ้าแก่น้อยมาจากสาหร่าย อีก 10% มาจากขนมปังขึ้นรูปและกลุ่มข้าวโพด และธุรกิจอื่นๆ ส่วนเครื่องดื่มไม่ใช่ของเถ้าแก่น้อย เป็นของบริษัทอยู่นอกตลาดฯ เป็นบริษัทส่วนตัวจริงๆ แล้วอีกธุรกิจหนึ่งของเถ้าแก่น้อยที่กำลังมาแรงคือ ร้านขายสินค้าซิลวาเนีย จะมีอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ห้างเทอร์มินอล 21 อโศกและตลาดน้ำ 4 ภาค คิดว่าเป็นธุรกิจในอนาคตที่น่าสนใจ เพราะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วเติบโตกว่า 30% ปีนี้ก็น่าจะโตได้ประมาณ 20-30%

ตลาดขนมสาหร่ายใกล้อิ่มตัวแล้วหรือยัง

ทุกธุรกิจมีโอกาสอิ่มตัว แล้วแต่ผู้เล่นมากกว่าว่าจะสร้างสรรค์แคมเปญต่างๆ หรือ มาร์เก็ตติ้ง หรือ นวัตกรรมต่างๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ถ้าไม่มีตรงนี้ คิดว่าตลาดยังไงก็ทรงๆ แต่ถ้าในตลาดยังมีผู้เล่นที่ระดมกันเข้ามา หรือ สร้างความแตกต่าง หรือ นวัตกรรม หรือ สร้างสิ่งใหม่ๆ หรือ แคมเปญใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ยังไงโอกาสที่จะเติบโต หรือ ตลาดสาหร่ายไปแทนที่อื่น

เถ้าแก่น้อย "ต๊อบ" ในวันสบายๆ

ขณะนี้ ตลาดสาหร่ายอยู่ในท็อปไฟว์ของขนมที่เป็นสแนก โดยอยู่อันดับ 3-4 โอกาสที่จะขึ้นไปอันดับ 2 หรือ 1 ไม่ยากแล้ว ถ้ายังมีผู้เล่นบวกกับแนวโน้มการรับประทานขนมที่เฮลตี้มากขึ้น สาหร่ายก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

มูลค่าของตลาดสาหร่ายทั้งหมดในไทยอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้านบาท โอกาสเติบโตก็ยังเติบโตเป็นตัวเลข 1-2 หลักต่อปี แต่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สภาพตลาดโดยรวมภายในไม่ค่อยดีเท่าไร สาหร่ายก็ได้รับผลกระทบไปด้วย แต่จริงๆ แล้วมองว่า ถ้าตลาดไม่ดีไม่ควรไปโทษสิ่งแวดล้อมข้างๆ และข้างนอก แต่ควรโทษตัวเองมากกว่าว่า อาจทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

พอใจกับความสำเร็จในวันนี้ มากน้อยแค่ไหน 

ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจมาให้คะแนนความพึงพอใจและความสำเร็จเท่าไร ถ้าพูดถึงส่วนตัวพอใจ ถ้าวัดจากความชอบส่วนตัว และความสุขส่วนตัว ดีใจที่เถ้าแก่น้อยมาถึงตรงนี้ ได้ และเกินกว่าที่คาดหมายไว้พอสมควร แต่ถ้าพูดถึงในฐานะซีอีโอเถ้าแก่น้อยและในฐานะต้องนำพาบริษัทต่อไป เป้าหมายตรงนี้ยังเป็นแค่การเริ่มต้น สิ่งที่ได้มาทุกวันนี้ยังเพิ่งเป็นการเริ่มต้นปฐมบท ยังไม่ใช่การที่จะถึงปลายทาง

1 วันของซีอีโอเถ้าแก่น้อยทำอะไรบ้าง

1 วัน ส่วนใหญ่ไม่มีอะไรตายตัว แต่สิ่งที่ต้องทำแน่ๆ คือ คุยกับพนักงาน ซึ่งในทุกวันตนคุยกับพนักงาน แต่ว่าจะคุยโดยการเจอหน้า หรือ ใช้โซเชียลฯ หรือ โทรศัพท์แล้วแต่ ส่วนใหญ่จะเป็นแชทไลน์กรุ๊ป สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ คุยกับพนักงาน

มีหลักในการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างไร

ส่วนใหญ่ไม่มีการทำสำรวจเท่าไร แต่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายมากกว่า เวลาจะออกสินค้าอะไรจะมองกลุ่มเป้าหมายเป็นหลักว่า ที่กินสาหร่ายอยู่แล้วมีแนวโน้มเป็นอย่างไร ไม่ได้มองว่าแค่กินสาหร่ายอย่างเดียว มองว่ากินอย่างอื่นด้วย ทำอะไรบ้าง ไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร และควรทำอย่างไรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ แบรนด์เถ้าแก่น้อยควรปรับตัวอย่างไร ควรจะออกสินค้าอะไรให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้จำกัดว่า กินสาหร่ายแล้วจะออกแค่สาหร่ายตัวใหม่ให้กินมากขึ้น ไม่ได้คิดแบบนั้น มองว่าอะไรก็ตามที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ได้จะทำ

ฝากถึงผู้อ่าน

เถ้าแก่น้อยดำรงอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นด้วย ดังนั้น แนวทางของเถ้าแก่น้อยต่อไปในอนาคต แนวทางที่จะพัฒนาสินค้า หรือ ทำแคมเปญการตลาดต่อไปมองว่าคงจะเป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจด้วย โดยสินค้าของเถ้าแก่น้อยอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจขนมขบเคี้ยว อนาคตอาจไปอยู่ในหมวดของสิ่งที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ทุกคนประสบความสำเร็จก็ได้.

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์


               

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    82.0%
  • ไม่ชอบ
    3.2%
  • สนุก
    4.8%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    10.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement