นิพิฏฐ์ เชื่อหาก กรธ. ตั้งโจทย์แก้ รธน. ผิด จะเดินหน้าสู่ทางตัน - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

นิพิฏฐ์ เชื่อหาก กรธ. ตั้งโจทย์แก้ รธน. ผิด จะเดินหน้าสู่ทางตัน

"นิพิฏฐ์" เชื่อ กรธ.หากทำตามข้อเสนอ ครม.จะเดินหน้าเข้าสู่ทางตัน ฟันธง กก.ยุทธศาสตร์ฯ ฝังกลบฝ่ายการเมือง ย้ำฝากข้อคิดตั้งโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด ที่สุดมันจะดื้อยา...

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานว่า คิดว่านายมีชัยจะรับข้อเสนอในประเด็นระยะเปลี่ยนผ่านในการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณ ว่าต้องใช้เป็นเครื่องมือ ที่ผ่านมาเมื่อปี 2519 สมัยในรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร (องคมนตรี) เคยเสนอใช้รัฐธรรมนูญเป็น 3 ช่วงที่สุดถูกปฏิวัติ โดยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ครั้งนี้จะมีแรงต่อต้าน หาก กรธ.เพิ่มใน 2 ประเด็นนี้ แต่ยังมองในแง่ดีว่านายมีชัยจะแก้ไขผ่อนปรนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น จากที่เขียนล็อกไว้ เพราะถ้าหาก กรธ.ยังคุมเข้มทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญให้ยากมาก และเพิ่มเครื่องมือตามข้อเสนอ ครม.แรงต่อต้านจะทวีสูงขึ้น จะเดินหน้าสู่เดดล็อกเข้าทางตันแน่

"อีกเรื่องที่จะเป็นปัญหาคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า จะเป็นปัญหาหาในอนาคต จากเดิมยุทธศาสตร์ชาติจะมีอยู่แล้วในทุกกระทรวงที่จะเดินคู่ไปกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของสภาพัฒน์ แต่ครั้งนี้มีการนำมาบัญญัติเป็นกฎหมายทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ซึ่งหาก กรธ. ระบุให้ละเอียดมากจะกระทบต่อรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง จะทำอะไรไม่ได้เลยในนโนบายที่ใช้หาเสียงถ้าขัดกับยุทธศาสตร์ชาติที่เขาวางไว้ 20 ปี ซึ่งฟันธงได้ว่า จะลดบทบาทของฝ่ายการเมืองลง และชูบทบาทเป็นรัฐข้าราชการแทน เพราะคนร่างยุทธศาสตร์นี้ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำทั้งสิ้น จึงขัดกับหลักการประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง แต่เวลานี้ฝ่ายการเมืองพูดอะไรไปก็ผิด โดยสังคมคิดแค่เพียงว่า ถ้านักการเมืองไม่ชอบรัฐธรรมนูญนี้ ก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีและปราบโกง โดยไม่ดูบริบท ข้อเท็จจริงและสาเหตุว่าเกิดจากอะไร" นายนิพิฏฐ์กล่าว

นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า น่าแปลกที่ประเทศไทยใช้ตรรกะสวนทางกับหลักรัฐศาสตร์ และปรัชญาการเมืองที่มีคือประเทศใดผลิตกฎหมายมาก แสดงถึงความอ่อนแอของรัฐบาลหรือรัฐชาตินั้น แต่ประเทศไทยเรากลับใช้ตรรกะไปแปลความหมายว่า ยิ่งมีกฎหมายมาก ยิ่งแสดงถึงความเข้มแข็ง โดยไม่ดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า ต้นเหตุเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานนั้นๆ เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นชาติที่มีกฎหมายกำหนดบทลงโทษสูงในระดับต้นๆ ของโลก แต่การบังคับใช้บทลงโทษตามกฎหมาย น้อยมาก สะท้อนผ่านคดีความต่างๆ เช่น โทษประหารชีวิต หรือโทษการยุบพรรคการเมือง หรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองที่ปัจจุบันมีใช้ไม่ถึง 10 ประเทศ แต่ยังไม่สามารถป้องกันการโกงในไทยได้ดังนั้น เมื่อเราตั้งโจทย์ผิด คำตอบที่ได้มันก็ผิด เมื่อใช้อำนาจเข้าควบคุม เปรียบเป็นยาแรง มันก็ต้องใช้คุมไปตลอด ที่สุดโรคมันก็จะดื้อยา ขอให้คิดถึงจุดนี้ด้วย.