ขัดข้องบ่อย พาคนกรุงระทมจิต ควรไหมถึงคราวแก้สัญญา ปรับ BTS? - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ขัดข้องบ่อย พาคนกรุงระทมจิต ควรไหมถึงคราวแก้สัญญา ปรับ BTS?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2559 05:30
10,081 ครั้ง


โกลาหลวุ่นวาย ปั่นป่วนกันไปทั้งเมืองหลวงของสยามประเทศ หลังระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ กทม. เกิดขัดข้อง เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 ก.พ.59 ที่ผ่านมา

หากแต่...ความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดขึ้น หาใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งแรก ตั้งแต่รถไฟฟ้าสายแรกของประเทศไทย เริ่มเปิดการให้บริการอย่างเต็มระบบ ตั้งแต่ วันที่ 5 ธ.ค. พ.ศ. 2542 แต่อย่างใด และทั้งหมดที่จะนำเสนอในวันนี้ คือเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นกับรถไฟฟ้าบีทีเอส เส้นเลือดหลักที่ช่วยหล่อเลี้ยงชาวกรุง ไม่ต้องมานั่งระทมกบาล อมทุกข์ กับปัญหาการจราจรติดขัดมิรู้สิ้น ของกรุงเทพมหานคร เท่าที่ ศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้เก็บรวบรวมเอาไว้ได้

และแน่นอน คำถามที่พวกเราชาวกรุง อยากฟังคำตอบ เกิดขัดข้องมากี่ครั้ง แล้วยังไงต่อล่ะพี่ ? จะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกไหม ? ในเมื่อเกิดเหตุขัดข้องในการให้บริการ จนประชาชนได้รับผลกระทบ รัฐจะสั่งปรับเพื่อเป็นการลงโทษ เหมือนเมืองนอกเมืองนาเขาได้ไหม? หรือพวกเราในฐานะผู้ใช้บริการมีสิทธิมีเสียงเรียกร้องอะไรได้บ้างไหม?

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบ จากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง คือ กรุงเทพมหานคร โดยผ่านทาง นายอมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ที่อยู่ในฐานะผู้ตรวจสอบ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาฯ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค มาให้ทุกท่านได้รับทราบแล้ว...

สัญญาสัมปทานค่อนข้างแปลก ยิ่งนานวันเข้าประชาชนยิ่งต้องจ่ายค่าโดยสารในราคาแพงขึ้นๆ แทนที่ควรจะถูกลง
ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของ กทม. เกิดขัดข้อง เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 ก.พ.59 ที่ผ่านมา

เอาล่ะ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เราไปเริ่มต้นตรวจทานกันทีละบรรทัดดีกว่า...

สถิติการขัดข้องของบีทีเอส เท่าที่ศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรวบรวมได้

พ.ศ.2548

1. (8 เม.ย.48) เวลา 21.00 น. ระบบรถไฟฟ้าในขบวนรถที่วิ่งจากสถานีสยาม มุ่งหน้าไปยังสถานีราชเทวี เกิดขัดข้องไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ต้องจอดเสียอยู่บนรางทางโค้งหน้าตึกสยามดิสคัฟเวอรี่ เนื่องจากระบบรับ-จ่ายกระแสไฟฟ้ามีปัญหา ใช้เวลาในการซ่อมแซม จนสามารถกลับมาเดินรถได้ตามปกติ ในเวลา 22.21 น.

พ.ศ.2549

2. (24 ม.ค.49) เวลา 18.02 น. รถไฟฟ้าบีทีเอสทุกขบวนที่วิ่งจาก สถานีอ่อนนุชไปหมอชิต เกิดขัดข้อง จู่ๆ ต้องจอดแช่อยู่บริเวณสถานีที่ใกล้ที่สุด ผ่านไปประมาณ 10 นาที กลับมาวิ่งให้บริการอีกครั้ง แต่วิ่งไปได้เพียงครึ่งสถานี บางขบวนไปได้ 1 สถานี ก็ต้องหยุดอีกครั้ง เนื่องจากมีปัญหาไม่สามารถเปิดประตูรถได้ ต่อมา เวลา 18.40 น. ได้มีการประกาศให้ผู้โดยสารเปลี่ยนขบวนไปขึ้นชานชาลาตรงข้าม รถไฟฟ้าก็ยังเกิดปัญหาไม่สามารถให้บริการได้ซ้ำอีก เบื้องต้น บีทีเอสชี้แจงว่า น่าจะเกิดจากระบบเบรกอัตโนมัติเพื่อป้องกันความปลอดภัยขัดข้อง

บีทีเอส จะถูกปรับเรื่องมาตรฐานในการให้บริการ ได้อยู่ 2 ข้อ คือ 1. ความตรงต่อเวลา 2. มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง

พ.ศ.2553

3. (8 ม.ค.53) เวลา 18.45 น. บีทีเอสสายฝั่งธนบุรี สถานีตากสิน-ธนบุรี วงเวียนใหญ่ เกิดขัดข้อง จู่ๆ รถเกิดหยุดนิ่ง จนต้องปล่อยผู้โดยสารนับพันคนลง เพื่อนำขบวนรถเปล่ามาลากขบวนรถที่เป็นปัญหาที่เกิดเหตุ โดยสาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีสุรศักดิ์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ในการซ่อมแซมกว่าจะกลับมาให้บริการได้ตามปกติ    

พ.ศ.2554

4. (2 พ.ค.54) บีทีเอสสายสุขุมวิท (หมอชิต-อ่อนนุช) เกิดปัญหาขัดข้อง สามารถเดินรถได้ถึงแค่สถานีอโศก

5. (3 พ.ค.54) เวลา 07.00 น. รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม (วงเวียนใหญ่-สนามกีฬาแห่งชาติ) เกิดขัดข้องต้องหยุดให้บริการ 2 ชั่วโมง ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างอยู่บนชานชาลาจำนวนมาก โดยสามารถกลับมาทำการเดินรถได้ตามปกติอีกครั้งในเวลา 09.00 น. โดยทางบีทีเอส ชี้แจงว่า เกิดจากบริษัทได้มีการทดสอบระบบอาณัติสัญญาณ ในการเดินรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเชื่อมต่อ ส่วนต่อขยายอ่อนนุช-แบริ่ง ที่จะมีการเปิดให้บริการในวันที่ 12 ส.ค.2554 (ในเวลานั้น) ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับสายสีลม ส่งผลให้ระบบอาญัติสัญญาณควบคุมการเดินรถไฟฟ้าสายสีลมเกิดการขัดข้องตามไปด้วย  

6. (9 มี.ค.54) เวลา 08.00 น. เกิดเหตุรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลม เกิดขัดข้อง เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณควบคุมการเดินรถของบอมบาร์ดิเอร์เกิดการขัดข้อง ระบบจึงได้สั่งให้ขบวนรถไฟฟ้าทุกขบวนในเส้นทางสายสีลมหยุดวิ่งให้บริการ ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างที่ทุกสถานีสายสีลมจำนวนมาก ใช้เวลาในการแก้ไข 45 นาที กลับมาเดินรถได้ตามปกติ 08.45 น.

เหตุใดการทำสัญญาสัมปทานในระยะหลัง จึงไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งที่ในความเป็นจริง ควรจะมีการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ

พ.ศ.2556   

7. (12 มี.ค.56) เวลา 09.47 น. เกิดเหตุรถไฟฟ้าบีทีเอส เปิดประตูค้างขณะขบวนรถกำลังแล่นระหว่างสถานีชิดลมไปยังสถานีสยาม เนื่องจากเกิดปัญหาที่ระบบสื่อสารระหว่างห้องควบคุมกับขบวนรถไฟขัดข้อง ทำให้คนขับตัดสินใจบังคับรถด้วยตัวเอง เพื่อเข้าจอดที่สถานีสยาม แต่เมื่อจอดสนิทแล้วยังมีบางตู้ของรถไฟฟ้าที่ยังเข้าเทียบชานชาลาไม่ได้ทั้งหมด เมื่อคนขับเปิดประตูรถ จึงทำให้ดูเหมือนมีบางตู้เปิดประตูรถขณะยังวิ่งอยู่

8. (1 มิ.ย.56) เวลา 08.00 น. เกิดปัญหาขัดข้องที่จุดสับรางสถานีเอส 6 เชิงสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทำให้ต้องมีการแก้ไขให้รถไฟฟ้าวิ่งผ่านจุดดังกล่าวโดยใช้ทางเดียว ใช้เวลาแก้ไข 1 ชั่วโมงจึงกลับมาเป็นปกติ จากนั้น เวลา 13.00 น. เกิดขัดข้องอีกเป็นครั้งที่ 2 ขณะมีขบวนรถวิ่งเข้าสถานีบางนา ต้องมีการถ่ายผู้โดยสารลง ถัดมาไม่กี่ชั่วโมง เวลา 16.20 น. เกิดขัดข้องเป็นครั้งที่ 3 เมื่อระบบตรวจสอบความปลอดภัยของตัวรถไฟฟ้ามีปัญหา ที่สถานีนานา เป็นเหตุให้พนักงานขับรถต้องควบคุมด้วยระบบแมนนวล เป็นเหตุให้ทั้งระบบ มีความถี่ในการขนส่งผู้โดยสารช้าลงจากเดิม 4 นาทีต่อขบวนเป็น 15 นาที ต่อขบวน   

9. (24 ธ.ค.56) เวลา 06.00 น. บีทีเอสทั้งระบบต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากระบบอาณัติสัญญาณไม่สามารถระบุตำแหน่งของรถไฟฟ้าในการเข้าออกสถานีได้ โดยเกิดการขัดข้องตั้งแต่เวลา 03.00 น. ของวันที่ 25 ธ.ค.2556 ระหว่างการทดสอบระบบประตูกั้นชานชาลา ที่เพิ่งติดตั้งตามสถานีต่างๆ ของรถไฟฟ้าสายสีลม ทำให้ต้องหยุดการให้บริการนานถึง 5 ชั่วโมง กว่าจะกลับมาให้บริการได้ตามปกติ ในเวลาประมาณ 10.00 น.  

ประชาชนหลายคนหันมาเลือกใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อความสะดวก รวดเร็ว

พ.ศ.2557

10. (19 ต.ค. 57) เวลา 08.00 น. เกิดเหตุขัดข้องที่สถานีจ่ายไฟใต้สถานีกรุงธนบุรี ทำให้ไม่มีการจ่ายไฟของระบบรถไฟฟ้า 3 สถานี สถานีกรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ และสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทำให้ไม่สามารถวิ่งเข้าออกสถานีทั้งสามได้ โดยรถไฟฟ้าที่วิ่งมาจากสถานีบางหว้าในฝั่งธนบุรี ไม่สามารถวิ่งส่งผู้โดยสารได้ ต้องหยุดให้บริการแค่สถานีโพธิ์นิมิตร ขณะเดียวกันรถไฟฟ้าจากฝั่งพระนครวิ่งไปได้สุดแค่สถานีสุรศักดิ์เท่านั้น ใช้เวลาซ่อม 1 ชั่วโมง จึงสามารถจัดการเดินรถได้ตามปกติ แต่ด้วยเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ จึงไม่มีผลกระทบมากนัก

11. (25 ก.ย.57) เวลา 06.00 น. เกิดเหตุขัดข้องในการเดินรถในสายสุขุมวิท โดยมีสาเหตุจากการขัดข้องของจุดสับราง ของรถไฟฟ้าระหว่างสถานีอโศกที่มุ่งหน้ามายังสถานีพร้อมพงษ์ เนื่องจากสายส่งสัญญาณภายในตัวจุดสับรางไม่ทำงาน ส่งผลให้ขบวนรถไฟฟ้าที่จะผ่านจุดนี้ ไม่สามารถขับผ่านได้ด้วยระบบอัตโนมัติได้ เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่ละขบวนจึงต้องจอดแต่ละสถานีนานกว่าปกติ เพื่อรักษาระยะห่าง ทำให้การเดินทางเกิดความล่าช้า โดยสามารถแก้ไขได้ในเวลา 11.00 น.  

พ.ศ.2559

12. (24 ก.พ.59) เวลา 05.30 น. บีทีเอส พบว่ามีเหตุขัดข้องบริเวณจุดสับรางในทิศทางจากสถานีชิดลมมุ่งหน้าเข้า สถานีสยามสแควร์ ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 23 ก.พ.59 จึงตัดสินใจบริหารจัดการเดินรถใหม่ จนส่งผลกระทบให้ความถี่ในการบริการลดลง อีกทั้งยังจะต้องทำให้ ผู้โดยสารที่ต้องเดินทางผ่านสถานีสยามสแควร์จะต้องเปลี่ยนขบวนรถ ที่สถานีสยามอีกด้วย โดยเหตุขัดข้องครั้งนี้ กินระยะเวลาตลอดวันที่ 24 ก.พ. จนกระทั่งเข้าวันที่ 25 ก.พ. จึงสามารถซ่อมแซมเสร็จ และสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ 

หลักพื้นฐานเรื่องนี้คือ ใครที่คิดว่าได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้สิทธิได้

สถิติการชดเชย ผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุขัดข้องของ บีทีเอส เท่าที่ศูนย์ข้อมูลหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ รวบรวมไว้  

สำหรับการชดเชย เหตุปั่นป่วนในวันที่ 9 มี.ค.54 และ 3 พ.ค.54 ทางบีทีเอส ชดเชยให้กับผู้โดยสารด้วย 1. ผู้ใช้บัตรเดินทางเที่ยวเดียว จะได้รับเงินคืนหากไม่ต้องการเดินทางต่อ หรือสามารถนำตั๋วดังกล่าวกลับมาใช้งานได้ใหม่ภายใน 14 วัน 2. ระบบจะไม่หักจำนวนเที่ยวการเดินทาง ผู้ใช้บัตรสมาร์ทพาสประเภท 30 วัน หรือหักค่าโดยสาร สำหรับบัตรสมาร์ทพาสประเภทเติมเงิน ในกรณีที่ผู้โดยสารเปลี่ยนใจ และไม่ต้องการเดินทางต่อ เนื่องจากความล่าช้าที่เกิดขึ้น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สถานี  

สำหรับเหตุการณ์ วันที่ 24 ก.พ.59 บีทีเอส ชดเชยให้กับผู้โดยสาร โดย ชดเชยเที่ยวเดินทางพิเศษ จำนวน 2 เที่ยว ให้แก่ผู้ใช้บัตรแรบบิท หรือ บัตรบีทีเอส สมาร์ทพาส ประเภท 30 วัน สำหรับบุคคลทั่วไป หรือ นักเรียน นักศึกษา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุขัดข้อง แต่ผู้ที่จะสามารถขอรับเที่ยวเดินทางพิเศษได้ จะต้องมีเที่ยวเดินทางคงเหลือ ณ วันที่บัตรหมดอายุ ระหว่างวันที่ 24 ก.พ.59 - 24 มี.ค. 59 (ครบกำหนดการใช้ เที่ยวเดินทาง 30 วัน)

เอาล่ะ เมื่อครบถ้วนกระบวนความเรื่องเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นแล้ว ทีนี้ เราไปสอบทานกับผู้ที่ตรวจสอบและให้ความคุ้มครองเราๆ ท่านๆ ในฐานะผู้บริโภคกันดีไหมว่า เราจะมีแนวทางในการรักษาสิทธิของตัวเองกันอย่างไรบ้าง?...

ทางเลือกหนึ่งของชาวกรุง เลี่ยงรถติดมหาโหด
หารือนักวิชาการ เปิดสัญญาสัมปทาน ข้องใจเหตุใดค่าโดยสารแพงขึ้นๆ

โดย เลขาฯ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า เท่าที่ได้มีการตรวจสอบ ยังไม่พบว่ามีประชาชน มาร้องเรียนกับมูลนิธิฯ ในประเด็นขอความเป็นธรรม จากเหตุขัดข้องในการให้บริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่อย่างไรก็ดี หากประชาชนท่านใดที่คิดว่าได้รับความเสียหาย จากการให้บริการของระบบขนส่งมวลชน ก็สามารถใช้สิทธิของตัวเองได้ โดยทางมูลนิธิฯ เองก็มีความยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดี ขณะนี้มูลนิธิกำลังปรึกษาหารือกับทีมนักวิชาการ เพื่อวิเคราะห์ สัญญาสัมปทานการเดินรถของบีทีเอสอยู่ เนื่องจากทางเราเห็นว่า สัญญาสัมปทานค่อนข้างแปลก เช่น ยิ่งนานวันเข้า เหตุใดประชาชนจึงยิ่งต้องจ่ายค่าโดยสารในราคาแพงขึ้นๆ แทนที่ควรจะถูกลง อีกประเด็นสำคัญก็คือ เหตุใดการทำสัญญาสัมปทานในระยะหลัง จึงไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชน ทั้งที่ในความเป็นจริง ควรจะมีการเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ ทำให้จนถึงปัจจุบันนี้ เรายังไม่รู้กันเลยว่าสุดท้าย แล้ว ถ้าคนจากบางใหญ่ จะเข้ามาในเมือง ต้องจ่ายค่าโดยสารเท่าไรกันแน่? 

ผู้บริหารบีทีเอส ยังยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด เป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือเป็นครั้งแรกหลังเปิดดำเนินการมา 16 ปี

ด้วยเหตุนี้ ทางมูลนิธิฯ จึงอยากผลักดันให้หน่วยงานของรัฐ เข้ามาสร้างระบบเพื่อควบคุมและคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องค่าโดยสารที่มีความเป็นธรรมให้มากขึ้น

ควรไหม? สัญญาสัมปทาน ควรมีระบุชัดเจนเรื่องค่าปรับคู่สัญญา กรณีเดินรถขัดข้องจนผู้โดยสารได้รับผลกระทบ

น.ส.เสรี กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯ ไม่มีตัวสัญญา จึงไม่อาจตอบได้ ควรจะไปถามผู้ที่มีสัญญาอยู่ในมือมากกว่า แต่ส่วนตัวคิดว่ามันก็น่าจะมีบ้าง...แต่ในเรื่องของเงื่อนไขการเยียวยาผู้เสียหาย หลักพื้นฐานเรื่องนี้คือ ใครที่คิดว่าได้รับความเสียหายที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้สิทธิได้ เช่น จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้บริการ ก็ควรสามารถขอคืนเงินพร้อมกับเยียวยาค่าเสียหายได้ เสียเงินเหมาจ่ายไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้บริการ ไปไม่ถึงที่หมาย ต้องลงก่อน พอเกิดความเสียหายขึ้น ก็ควรมีการเยียวยาส่วนนี้อย่างอัตโนมัติ คือ จ่ายเงินคืนไปในระบบทันที เป็นต้น

โดยหลังจากนี้ ซึ่งสำคัญมากที่ฝ่ายรัฐควรจะเร่งเข้าไปดูแลและดำเนินการอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ก็คือ รถไฟฟ้าหลายสายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตใกล้ๆ นี้ ค่าโดยสารที่เป็นธรรมควรจะอยู่ที่ประมานเท่าไร? ระบบการเชื่อมต่อกัน ควรจะใช้บัตรเพียงใบเดียวเพื่อเชื่อมต่อระหว่างกันได้ ไม่ใช่ต้องพกกันที คนละสามสี่ใบ ซึ่งเรื่องแบบนี้ การจะให้เฉพาะภาคเอกชนมาคุยกันเอง คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะเอกชนอย่างไรก็คงไม่ยอมเสียผลประโยชน์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นรัฐจึงควรเข้าไปกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

เอาล่ะ ทีนี้เราไปตรวจทาน กับผู้เกี่ยวข้องกันดีกว่า เมื่อประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการเดินทาง ควรมีการปรับปรุงสัญญาสัมปทาน เพื่อให้การบริการมีความเข้มข้นขึ้นหรือไม่?

สัญญาสัมปทานบีทีเอส มีการระบุถึงค่าปรับ ในกรณีเกิดความขัดข้องในการให้บริการหรือไม่?

โดย รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า ในสัญญาสัมปทาน ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2535 ก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งเอกชนเป็นผู้ลงทุน 100% มีการระบุเรื่องเงื่อนไข ที่บีทีเอส จะถูกปรับเรื่องมาตรฐานในการให้บริการ ได้อยู่ 2 ข้อ คือ 1. ความตรงต่อเวลา 2. มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง โดยการพิจารณาว่าจะมีการปรับหรือไม่อย่างไร จะอยู่ที่ คณะกรรมการตามสัญญาสัมปทาน ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้แทนจาก กทม. กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณา โดยเหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง จะถูกนำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณา

ส่วนเหตุการณ์ขัดข้องล่าสุดในวันที่ 24 ก.พ.59 กำลังอยู่ระหว่างการให้ทาง บีทีเอส ประเมินว่า มีผู้โดยสารตกหล่นและทำให้รถไฟล่าช้าไปเท่าไรตัวเลขค่าเฉลี่ยในการเดินทางของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ก็จะมีการส่งไปให้คณะกรรมการตามสัญญาสัมปทานพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ดี ในระยะเวลาสิบกว่าปีที่เปิดให้บริการมา บีทีเอส ยังอยู่ในเกณฑ์การให้บริการตามค่ามาตรฐานอยู่

ภาพชินตาของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส

โดยจนถึงขณะนี้ ทางผู้บริหารบีทีเอส ยังยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด เป็นเหตุสุดวิสัย โดยถือเป็นครั้งแรกหลังเปิดดำเนินการมา 16 ปี คือ ตัวเทิร์นเอาต์ หรือ ครอสโอเวอร์ อุปกรณ์ในการสับรางเปลี่ยนช่องทางการเดินรถไฟ น่าจะแถวๆ ราชประสงค์ เกิดขัดข้อง ซึ่งไม่มีวิธีการอื่น นอกจากยกออกแล้วเปลี่ยนเครื่องมือใหม่ทั้งตัว ซึ่งต้องใช้เวลา 3 ชั่วโมง จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนวิธีการเดินรถ

เหตุขัดข้องครั้งล่าสุด เข้าเกณฑ์ที่จะถูกปรับได้หรือไม่?

นายอมร กล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา ว่า ได้ส่งผลกระทบอย่างไรกับประชาชนหรือไม่ แต่หากมีเหตุการณ์ให้รถไฟชะลอหรือช้าลง เพราะห่วงจะเกิดอุบัติเหตุ และสามารถอธิบายได้ โดยที่ประชาชนไม่เดือดร้อน ตามสัญญาสัมปทาน เราก็คงทำอะไรไม่ได้...ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นทางเศรษฐกิจ ผู้รับสัมปทานก็เสียหาย เนื่องจากลูกค้าส่วนหนึ่งหายไป แต่ในความเสียหายเชิงนโยบายและการบริหารจัดการ ทางบีทีเอส ยืนยันว่า เพิ่งจะมีการทำอัลตราซาวนด์รางทั้งหมดไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ตามมาตรฐานการเดินรถ เพื่อทดสอบความแข็งแรงของตัวรางรถ และระบบก่อนเดินรถไฟทุกครั้ง ซึ่งไม่พบเหตุบกพร่องอะไร จนกระทั่งเวลาที่เดินรถตอนเช้า จะมีเดินรถออกตรวจรางรถไฟในเวลาประมาณ​ 03.00 น. ก่อนให้บริการทุกวัน แต่ในวันเกิดเหตุ ได้ไปตรวจพบว่ามีเหตุผิดปกติ จึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนวิธีการเดินรถ จนทำให้เกิดปัญหาดังที่ทราบกัน

เป็นไปได้ไหม เดินหน้าปรับปรุงสัญญาให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการให้บริการประชาชน?

นายอมร กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในส่วนของสัญญานั้น มี 2 ส่วน คือ 1. สัญญาสัมปทานนั้น เป็นสัญญาผูกขาด ซึ่งหากจะไปแก้ไขตรงนั้น ก็จะมีการตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้น ซึ่งแม้ว่าเราแก้แล้ว แต่คู่สัญญาไม่พอใจที่จะแก้ ก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรเลยทีเดียว

แต่สัญญาที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาที่ กทม. จ้าง บริษัท กรุงเทพคมนาคม ให้ไปจ้างผู้เดินรถ ซึ่งตรงนี้เป็นสัญญา 30 ปี ในส่วนต่อขยายทั้งหมด ซึ่งสัญญานี้ เราอาจสามารถนำประเด็นดังกล่าวมาแนบท้ายสัญญา เพื่อทำให้สัญญานี้มีความเข้มข้นขึ้นได้ เพราะเป็นอำนาจของคู่สัญญาโดยตรง และไม่ต้องไปเข้าอนุญาโตตุลาการ ซึ่งก็เหมือนกับสามารถไปสั่งคู่สัญญาได้ว่า ครั้งหน้าอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ผิดกับในส่วนของสัมปทาน ที่ต้องขอความร่วมมือ เพราะเป็นทรัพย์สินที่คู่สัญญาดูแลอยู่

10 กว่าปีที่เปิดให้บริการมา บีทีเอส ยังอยู่ในเกณฑ์การให้บริการตามค่ามาตรฐานอยู่
บีทีเอส เคยถูกปรับ จากเหตุขัดข้องในการให้บริการหรือไม่?

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า จากรายงานทั้งหมดที่ส่งมา การให้บริการของบีทีเอส ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั่วโลก เช่น เรื่องความตรงต่อเวลา ที่มาตรฐานอยู่ที่ 85% แต่ บีทีเอส ทำได้ 90% ตลอด ซึ่งถือว่าเกินกว่าค่ามาตรฐาน ขณะที่การให้บริการในแง่อื่นๆ ก็ยังอยู่ในมาตรฐานการให้บริการ  

2 สัญญา ที่ทำขึ้นกับ บีทีเอส ยุติธรรมกับฝ่ายรัฐและประชาชน หรือไม่?

นายอมร กล่าวว่า ต้องมองทั้ง 2 ขา ของสัญญา ในส่วนฝ่ายรัฐเองการควบคุมสัญญาโดยเฉพาะสัญญาจ้าง 30 ปี ทางสิ่งที่ กทม. คำนึงที่สุดคือการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ไร้รอยตะเข็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหมดสัญญาสัมปทาน ในปี พ.ศ.2572 แต่ในระบบของ กทม. ยังต้องเดินต่ออีกหลายท่า ดังนั้นในช่วงที่จะหมดสัญญาสัมปทาน สิ่งที่รัฐกลัวที่สุดก็คือเวลาเอกชนหมดสัญญาสัมปทาน ทรัพย์สินที่คืนกลับมา จะไม่อยู่ในสภาพที่จะดำเนินการต่อได้ดี เหมือนตอนที่เอกชนถือครองอยู่ เพราะฉะนั้นการมีสัญญาคุมไปถึงปี 2585 ก็สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ว่าช่วงการเปลี่ยนสัญญาจากสัญญาสัมปทานมาเป็นสัญญาจ้างเดินรถที่ปี พ.ศ.2572 ถ้าผู้บริหารระบบหรือว่าผู้เดินรถเดิมอยู่ เราก็จะมั่นใจว่าช่วงดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนถ่าย หนึ่งคือไม่มีการเปลี่ยนทั้งพนักงานคนเดิม คนขับรถไฟคนเดิม คนควบคุมระบบคนเดิม บุคลากรคนเดิมอยู่ เราก็เชื่อมั่นว่ามาตรฐานการให้บริการช่วงการเปลี่ยนสัญญาสัมปทาน มาเป็นสัญญารับจ้าง จะมีมาตรฐานการให้บริการเหมือนเดิมได้ ซึ่งในส่วนนี้จะมีความเข้มงวดในการควบคุมมากกว่าที่เป็นอยู่ 

รถไฟฟ้าบีทีเอส ถือเป็นระบบขนส่งมวลชนหนึ่งที่ประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก

สุดท้าย ขอยืนยันด้วยความมั่นใจในฐานะ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และในฐานะวิศวกรจากจุฬาฯ อีกทั้งในฐานะประชาชนที่มีลูกหลาน ที่โดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสเหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอยืนยันว่า การให้ความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนเป็นสาระสำคัญที่สุด ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์รุนแรง ก็จะต้องรีบแก้ไข โดยจะขอทำทุกอย่างให้ประชาชนเดินทางด้วยความปลอดภัยสูงสุด.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    56.6%
  • ไม่ชอบ
    28.0%
  • สนุก
    2.3%
  • ประหลาดใจ
    5.1%
  • เสียใจ
    7.4%
  • ให้กำลังใจ
    0.6%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement