วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลสั่งคุก 10 ปี อดีตสืบดอนเมือง อุ้มนักธุรกิจจีน เรียกค่าไถ่100ล้าน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10ปี อดีตดาบตำรวจสายสืบ สน.ดอนเมือง จับนักธุรกิจเชื้อสายจีน ชาวกัมพูชา เรียกค่าไถ่ 100ล้าน จนถูก ตร.สน.พญาไท จับกุมได้พร้อมให้การปฏิเสธตลอด แต่ไม่สามารถหักล้างหลักฐานได้...

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาคดีจับตัวนักธุรกิจเรียกค่าไถ่ หมายเลขดำที่ อ.465/ 58 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นาย หรือ ด.ต.ศุภณัฏฐ์ ชูชัยปัญญาพงศ์ อายุ 47 ปี อดีต เจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.สน.ดอนเมือง เป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันเรียกค่าไถ่ฯ คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 57 เวลากลางวัน ได้มีนายเฉิน จื่อ นักธุรกิจสัญชาติจีน เชื้อชาติกัมพูชา ผู้เสียหาย เดินเข้าไปภายในโรงแรมใบหยก 2 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้เข้ามาแจ้งกับผู้เสียหายโดยอ้างว่า ผู้เสียหายถูกหมายจับจากประเทศจีน จากนั้นก็เข้าช่วยกันล็อกแขนผู้เสียหาย พาขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน ฌฎ 1867 กรุงเทพมหานคร นำตัวไปหน่วงเหนี่ยวกักขังตามสถานที่ต่างๆ แล้วโทรศัพท์ติดต่อญาติขอเงินค่าไถ่จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหาย โดยมีการเจรจาต่อรองจำนวนเงินหลายครั้งสุดท้ายทางญาติยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยจำนวน 16 ล้านบาท และนัดส่งมอบเงินสดกันบริเวณลานจอดรถ สโมสร กองทัพบก ถนนวิภาวดีฯ แต่จำเลยไม่ยอมมารับเงิน

จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ฝั่งประเทศกัมพูชา เหตุเพราะสื่อมวลชนเสนอข่าวคดีนี้อย่างครึกโครม จนจำเลย กับพวกหวาดกลัวจะถูกจับกุม เหตุเกิดแขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน อย่างไรก็ตาม ต่อมาวันที่ 22 พ.ย. 57 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมจำเลยพียงคนเดียว แจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีผู้เสียหาย และประจักษ์พยานหลายปากซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรม และรปภ.โรงแรมใบหยก 2 ล้วนเบิกความสอดคล้อง เชื่อมโยง เป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากพิรุธ สามารถชี้ตัวจำเลยได้อย่างถูกต้อง ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ช่วงวันเกิดเหตุจำเลยกับบิดา และภรรยา ได้พามารดาจำเลยไปพบแพทย์ที่ รพ.นพรัตนราชธานี ถนนรามอินทรา นั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยกับญาติเคยให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องนี้กับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท แต่อย่างใด ซึ่งล้วนเป็นพิรุธ เพราะความจริงแล้วญาติของจำเลยเบิกความเช่นนี้ก็เพราะต้องการช่วยเหลือจำเลยให้พ้นความผิด พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่า 15 ปีไปโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก อันเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยไว้ 10 ปี.