ศาลสั่งคุก 10 ปี อดีตสืบดอนเมือง อุ้มนักธุรกิจจีน เรียกค่าไถ่100ล้าน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ศาลสั่งคุก 10 ปี อดีตสืบดอนเมือง อุ้มนักธุรกิจจีน เรียกค่าไถ่100ล้าน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 17:50
1,657 ครั้ง


ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10ปี อดีตดาบตำรวจสายสืบ สน.ดอนเมือง จับนักธุรกิจเชื้อสายจีน ชาวกัมพูชา เรียกค่าไถ่ 100ล้าน จนถูก ตร.สน.พญาไท จับกุมได้พร้อมให้การปฏิเสธตลอด แต่ไม่สามารถหักล้างหลักฐานได้...

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ห้องพิจารณา 908 ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาคดีจับตัวนักธุรกิจเรียกค่าไถ่ หมายเลขดำที่ อ.465/ 58 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นาย หรือ ด.ต.ศุภณัฏฐ์ ชูชัยปัญญาพงศ์ อายุ 47 ปี อดีต เจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.สน.ดอนเมือง เป็นจำเลยในความผิดฐาน ร่วมกันเรียกค่าไถ่ฯ คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 57 เวลากลางวัน ได้มีนายเฉิน จื่อ นักธุรกิจสัญชาติจีน เชื้อชาติกัมพูชา ผู้เสียหาย เดินเข้าไปภายในโรงแรมใบหยก 2 จำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้เข้ามาแจ้งกับผู้เสียหายโดยอ้างว่า ผู้เสียหายถูกหมายจับจากประเทศจีน จากนั้นก็เข้าช่วยกันล็อกแขนผู้เสียหาย พาขึ้นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีดำ ทะเบียน ฌฎ 1867 กรุงเทพมหานคร นำตัวไปหน่วงเหนี่ยวกักขังตามสถานที่ต่างๆ แล้วโทรศัพท์ติดต่อญาติขอเงินค่าไถ่จำนวน 100 ล้านบาท เพื่อแลกกับอิสรภาพของผู้เสียหาย โดยมีการเจรจาต่อรองจำนวนเงินหลายครั้งสุดท้ายทางญาติยอมที่จะให้เงินแก่จำเลยจำนวน 16 ล้านบาท และนัดส่งมอบเงินสดกันบริเวณลานจอดรถ สโมสร กองทัพบก ถนนวิภาวดีฯ แต่จำเลยไม่ยอมมารับเงิน

จากนั้นจำเลยได้พาผู้เสียหายไปปล่อยทิ้งไว้บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ฝั่งประเทศกัมพูชา เหตุเพราะสื่อมวลชนเสนอข่าวคดีนี้อย่างครึกโครม จนจำเลย กับพวกหวาดกลัวจะถูกจับกุม เหตุเกิดแขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ และที่อื่นเกี่ยวพันกัน อย่างไรก็ตาม ต่อมาวันที่ 22 พ.ย. 57 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมจำเลยพียงคนเดียว แจ้งข้อหาดำเนินคดี ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่าย ที่นำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ฝ่ายโจทก์มีผู้เสียหาย และประจักษ์พยานหลายปากซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่โรงแรม และรปภ.โรงแรมใบหยก 2 ล้วนเบิกความสอดคล้อง เชื่อมโยง เป็นลำดับขั้นตอนโดยปราศจากพิรุธ สามารถชี้ตัวจำเลยได้อย่างถูกต้อง ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่า ช่วงวันเกิดเหตุจำเลยกับบิดา และภรรยา ได้พามารดาจำเลยไปพบแพทย์ที่ รพ.นพรัตนราชธานี ถนนรามอินทรา นั้น แต่ก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยกับญาติเคยให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องนี้กับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท แต่อย่างใด ซึ่งล้วนเป็นพิรุธ เพราะความจริงแล้วญาติของจำเลยเบิกความเช่นนี้ก็เพราะต้องการช่วยเหลือจำเลยให้พ้นความผิด พยานหลักฐานจำเลยที่นำสืบมาไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้

เห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลอายุกว่า 15 ปีไปโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย อุบายหลอกลวง ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 วรรคแรก อันเป็นบทหนักสุด จำคุกจำเลยไว้ 10 ปี.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    83.3%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    16.7%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement