วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หลวงพี่น้ำฝน แจงรถชำรุด ให้ดีเอสไอมาตรวจที่วัด

หลวงพี่น้ำฝน แถลง แจงเตรียมทำหนังสือถึงดีเอสไอ ให้มาตรวจสอบรถ 'แพนเธอร์' ที่วัด เนื่องจากรถชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้ ตั้งข้อสังเกต เคยถูกเรียกตรวจมาแล้ว เมื่อปี 56 โดยมีการลงความเห็นว่า มีการจดทะเบียนและซื้อขายกันอย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง แต่ทำไมถึงมาเรียกตรวจซ้ำ...

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ก.พ.59 ที่วัดไผ่ล้อม อ.เมืองนครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม อ.เมืองนครปฐม ได้เปิดแถลงข่าว เรื่องรถหรูโบราณ ที่สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ มีหนังสือลงวันที่ 24 ก.พ.2559 ถึงพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ ให้นำรถยนต์แพนเธอร์ รุ่น ปี 1977 สีดำ หมายเลขเครื่องยนต์ 8L66240-L หมายเลขตัวรถ 731 หมายเลขทะเบียน กท-กก 1177 ซึ่งมีชื่อ หลวงพี่น้ำฝน เป็นผู้ครอบครอง และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์มาตรวจสอบที่อาคารจอดรถไปรษณีย์ เขตหลักสี่ กทม. ในวันที่ 2 มี.ค.2559 เวลา 10.00 น. ซึ่งเรื่องนี้มีออกตามสื่อ จนมีสาธุชนและศิษยานุศิษย์จำนวนมาก มาสอบถามอย่างต่อเนื่อง



พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เผยว่า อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวเรื่องของการตรวจสอบรถของอาตมา อาตมาจะไม่ขอย้อนกลับไป แต่จะตอบว่า เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมาทาง สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ ได้เชิญให้นำรถยนต์แพนเธอร์ รุ่นปี 1977 ซึ่งถือเป็นรถโบราณ ไปตรวจสอบที่อาคารไปรษณีย์เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ต.ค. 56 ที่ผ่านมา วันนั้นอาตมาไปปฏิบัติศาสนกิจพร้อมคณะสงฆ์จำนวน 20 รูป ที่จังหวัดน่าน โดยมอบอำนาจให้ลูกศิษย์ไปแทน หลังจากนำรถไปตรวจสอบแล้ว ได้ลงความเห็นว่า รถของอาตมามีการจดทะเบียนและซื้อขายกันอย่างถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง จากนั้นก็นำรถกลับมาวัด

กระทั่งเมื่อวันที่ 24 ก.พ.59 ดีเอสไอ เข้ามาสอบถามสัมภาษณ์พร้อมทั้งขอตรวจสอบรถอีกครั้ง อาตมาจึงนำใบที่เคยตรวจสอบเมื่อ 2 ปีก่อนให้ดู ซึ่งในหนังสือระบุว่าไม่มีความผิด จึงขอถามว่า จะมาตรวจอะไรอีก รถยนต์จำนวนกว่า 5 พันคัน ไปตรวจแล้วหรือยัง ทำไมต้องมาตรวจแต่รถของอาตมา ซึ่งสภาพรถตอนนี้ก็ใช้งานไม่ได้ จอดสนิท ไดสตาร์ตพัง เกียร์ก็พัง จอดอยู่ในวัด เอาออกไปไหนไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้ใช้ในการส่วนตัวเลย จอดเป็นวิทยาทาน อาตมาขอชี้แจงว่ามันเป็นความเสื่อมเสียชื่อเสียงที่อาตมาสร้างมาทั้งหมด ตอนนี้อาตมาค้นพบหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทิ้งหลักคำสอนไว้ หากเราบันดาลโทสะ จะไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย ในวันนี้หากมีใครอยากถามอะไรจะได้พูดครั้งเดียวให้จบ และขอยืนยันว่าเป็นรถยี่ห้อแพนเธอร์ เครื่องจากัวร์ ไม่ใช่ยี่ห้อจากัวร์อย่างที่ปรากฏเป็นข่าว




หลวงพี่น้ำฝน เผยถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ว่า สำหรับเรื่องทะเบียนรถนั้น เป็นการย้ายมาจากจังหวัดสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ ทะเบียน กท-กก 1177 ก็ได้ย้ายทะเบียนใหม่อย่างถูกต้อง เป็นชื่อของอาตมาโดยไม่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นบุคคลอื่น เดี๋ยวจะหาว่าไม่โปร่งใส ฉะนั้นใส่ชื่อพระครูปลัดสิทธิวัฒน์มาโดยตลอด และแจ้งย้ายจากสระบุรี ตามขั้นตอนโดยเสียภาษีปกติ ปีละ 11,700 บาท และภาษีหมดในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ อีกทั้งยังไม่ได้ยกเลิกการหยุดต่อทะเบียน ในการที่ไม่ใช้รถอีกด้วย มีการตั้งข้อสงสัยถามอาตมามาโดยตลอด เอกสารครบทุกอย่าง ความเป็นพระไม่สามารถพูดหรือวิจารณ์อะไรได้มาก และจะไม่ขอวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น อาตมาอยู่ในโลกแห่งธรรม หลายคนพยายามสอบถามว่าทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ คนหลายคนจ้องจะเล่นงานวัดไผ่ล้อม อาตมาบอกเลยว่าไม่มีความเห็น แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ขออยู่ในหลักของศีลธรรมเท่านั้น แค่เป็นข่าวอาตมาก็เสื่อมเสียชื่อแล้ว

ด้าน นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ทนายความคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ของวัดไผ่ล้อม เผยว่าทำไมจะต้องเรียกรถของหลวงพี่น้ำฝนไปตรวจสอบอีก อยากจะให้ดีเอสไอทำการตรวจสอบให้ชัดเจนเสียทีเดียว ครั้งที่แล้วทางวัดได้นำรถไปตรวจสอบที่ดีเอสไอแล้วไม่พบว่ามีความผิดจนนำรถกลับมาที่วัดแล้ว แต่ครั้งนี้รถยนต์ที่เป็นข่าวมีลักษณะและสภาพไม่สมบูรณ์ จึงอยากให้ท่านมาตรวจสอบที่วัดไผ่ล้อมดีกว่า หลายคนแคลงใจได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า รถที่มีปัญหาเรื่องการจดประกอบและการนำเข้าปัจจุบันมีมากกว่า 5 พัน คัน อยากจะถามว่า มีการตรวจสอบไปแล้วกี่คัน ถ้าตรวจสอบแล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้จะทำหนังสือยื่นไปทางดีเอสไอ แจ้งว่าถ้าสะดวกมาตรวจสอบขอให้มาตรวจสอบได้ที่วัดในวันที่ 2 มีนาคม 2559 เพราะรถเสียขับออกไปไม่ได้ และรถยังจอดอยู่ที่เดิมภายในวัด




ผู้สื่อข่าวยังรายงานมาอีกว่า ก่อนที่หลวงพี่น้ำฝนจะเปิดแถลงข่าว พระทั้งหมดภายในวัดรวมถึงหลวงพี่น้ำฝน ได้ประกอบพิธีสวดมนต์ภายในศาลาใหญ่ของวัดกว่า 1 ชม. จึงออกมาแถลง ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเจ้าหน้าที่วัดบอกว่าในทุกเช้าจะมีการสวดถวายให้ในหลวง ผู้สื่อข่าวยังรายงานมาอีกว่าในการเปิดแถลงข่าวครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก ภ.จ.นครปฐม และชุดสืบสวนจาก สภ.เมืองนครปฐม จำนวนกว่า 10 นาย มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย.