วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปปง. ยึดทรัพย์เจ้าแม่บ่อนพิษณุโลก 92 ล. อายัดเพิ่ม ทรัพย์ สว.เอี๊ยด-พวก

ปปง. ยึดทรัพย์ เจ้าแม่บ่อนพนันที่พิษณุโลก 92 ล้าน สั่งคืนเงินกว่า 800 ล้านให้ สกสค. ที่ยื่นขอคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่ และยังอายัดทรัพย์สินของ 'สารวัตรเอี๊ยด' กับพวกเพิ่มเติม 2.7 ล.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 พันตำรวจเอกสีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึง ผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1 ยึดทรัพย์เจ้าของบ่อนพิษณุโลก 92 ล้านบาท จากการที่สำนักงาน ปปง. ได้รับการประสานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลก ขอให้ตรวจสอบทรัพย์สิน กรณีการตรวจอายัดทรัพย์สิน นางพัณณ์ชิตา หีบนาค กับพวก ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันและฟอกเงิน เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2557 ณ โรงแรมจัสมินรีสอร์ท เลขที่ 7/105 ถนนพระร่วง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก นั้น

จากการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน สำนักงาน ปปง. พบว่า นางพัณณ์ชิตา หีบนาค กับพวก เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน (ไพ่ป๊อกแปดป๊อกเก้า, ไฮโล) โดยในการจัดเล่นแต่ละครั้งมีนักพนันเกินกว่า 100 คน เพื่อให้นักพนันเข้าเล่นการพนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำเงินที่ได้จากการจัดให้มีการเล่นการพนันดังกล่าวไปซื้อทรัพย์สินเป็นที่ดิน เครื่องประดับ และทองคำสะสมไว้ อันเป็นการปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงของการได้มา ถือเป็นพฤติการณ์แห่งการกระทำเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (9) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ ความผิดเกี่ยวกับการพนันตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน เฉพาะความผิดเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีวงเงินในการกระทำความผิดรวมกันมีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจากพฤติการณ์ดังกล่าว คณะกรรมการธุรกรรมจึงมีมติ เมื่อเดือนมกราคม 2559 อายัดทรัพย์สินของ นางพัณณ์ชิตา หีบนาค กับพวก อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีมติให้เลขาธิการ ปปง. ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตกเป็นของแผ่นดิน ประกอบด้วย พระเครื่องเลี่ยมทองคำ สร้อยคอทองคำ กำไลข้อมือทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำขาว แหวนทองคำ เงินในบัญชีธนาคาร รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ดินตามโฉนดที่ดินในจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 344 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 92 ล้านบาท

ประเด็นที่ 2 อายัดทรัพย์สินของ พันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา กับพวก เพิ่มเติม 2.7 ล้านบาท ตามที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือมายังสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของ พันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา กับพวก ร่วมกันกระทำความผิดในฐานความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่ง หรือหน้าที่ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่ง หรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย สำหรับตนเองหรือผู้อื่นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 นั้น

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า พฤติการณ์ดังกล่าวของ พันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา กับพวก ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีมติให้อายัดทรัพย์สิน พันตำรวจตรีปรากรม วารุณประภา กับพวก เพิ่มเติม จำนวน 4 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านบาท

ประเด็นที่ 3 คุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย คืนทรัพย์ให้ สกสค. กว่า 800 ล้านบาท จากการที่สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับความเสียหายจากกรณี นายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวก มีพฤติการณ์ในการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกองทุนของ สกสค. ให้กับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กู้ยืมเงินโดยไม่มีหลักประกัน นั้น 

จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า พฤติการณ์ของ นายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวก และบริษัท บิลเลี่ยนฯ เป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 (5) ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีมติอายัดทรัพย์สินในคดีดังกล่าว จำนวนกว่า 800 ล้านบาท

ต่อมา สำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้โดยตรง ได้ยื่นเรื่องขอคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายตามมาตรา 49 วรรค 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ในกรณีที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ให้เลขาธิการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณา เพื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินโดยเร็ว

ส่วนในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ให้เลขาธิการขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืน หรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินด้วยในคราวเดียวกัน และเมื่อศาลมีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้ให้ผู้เสียหายตามวรรคนี้แล้ว ให้สำนักงานดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโดยเร็ว

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการธุรกรรม จึงมีมติให้เลขาธิการ ปปง. ขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของ นายเกษม กลั่นยิ่ง กับพวก ไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินในคราวเดียวกัน ตามมาตรา 49 วรรค 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 อย่างไรก็ตาม หากศาลมิได้มีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหาย ก็ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

ประเด็นที่ 4 แบบคำร้อง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืน หรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน ตามที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558 มีการแก้ไขสาระสำคัญในประเด็นเรื่อง “การคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย” ซึ่งจากเดิมสำนักงาน ปปง. จะยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน

ทั้งนี้ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับล่าสุดนั้น สำนักงาน ปปง. สามารถขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายแทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินได้ ซึ่งจะสามารถนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาเยียวยาผู้เสียหายที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็ว ดังเช่นกรณีที่ สกสค. ทำเรื่องคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายมายังสำนักงาน ปปง. เพื่อให้นำทรัพย์สินที่สำนักงาน ปปง. ยึดทรัพย์ไว้คืนให้กับ สกสค. ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรง

ขณะนี้ สำนักงาน ปปง. ดำเนินการจัดทำ “แบบคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดไปคืนหรือชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐาน” ทั้งแบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ผู้เสียหายสามารถดาวน์โหลดแบบดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ปปง. www.amlo.go.th หรือ มารับได้ที่ส่วนรับเรื่องเรียน กองสื่อสารองค์กร สำหรับผู้เสียหายที่เป็นชาวต่างประเทศ หากมีความประสงค์จะยื่นคุ้มครองสิทธิดังกล่าว สามารถดาวน์โหลดแบบคำร้องภาษาอังกฤษได้ ทั้งนี้ จะต้องแปลเป็นภาษาไทยและรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศหรือโนตารี พับลิค (NOTARY PUBLIC) แนบมาพร้อมหลักฐานต่างๆ ที่ใช้ประกอบการยื่นคำร้องด้วย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ปปง. 1710 และเว็บไซต์สำนักงาน ปปง.

ปปง. ยึดทรัพย์ เจ้าแม่บ่อนพนันที่พิษณุโลก 92 ล้าน สั่งคืนเงินกว่า 800 ล้านให้ สกสค. ที่ยื่นขอคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายฟอกเงินฉบับใหม่ และยังอายัดทรัพย์สินของ 'สารวัตรเอี๊ยด' กับพวกเพิ่มเติม 2.7 ล. 26 ก.พ. 2559 11:40 ไทยรัฐ