จะอยู่อย่างไรในยุคดิจิตอล !?! เลือก ‘แนวคิด’ ที่ใช่ คือ ผู้ชนะ ใน 10 ปีจากนี้ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

จะอยู่อย่างไรในยุคดิจิตอล !?! เลือก ‘แนวคิด’ ที่ใช่ คือ ผู้ชนะ ใน 10 ปีจากนี้

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 05:30
8,576 ครั้ง


‘จะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิตอล?’ ย่อมเป็นคำถาม ที่ผู้คนกำลังอยากจะรู้คำตอบ ท่ามกลางการเติบโต ของเทคโนโลยีดิจิตอลในโลกยุคปัจจุบัน ที่การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ใช้ ปลายนิ้ว ‘ทัช สกรีน’ แตะหน้าจอสมาร์ทโฟนเท่านั้น

นับเป็นโอกาสอันดี ที่ มร.เอสโก อาโฮ (Esko AHO) อดีตนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ และยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมายหลายตำแหน่ง ได้รับเชิญจาก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มาแสดงปาฐกถาพิเศษ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในหัวข้อ ‘Shape of the New Digital Era’ เป็นครั้งแรก เพื่อเปิดบทเรียนการพัฒนาประเทศสู่นวัตกรรม กระบวนทัศน์ใหม่ของโลกดิจิตอล ที่จะเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตของคนในสังคม

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวต้อนรับองค์ปาฐกถา

* ประวัติผลงานมากมายจริงๆ
ก่อนจะไปทราบในสิ่งที่ มร.เอสโก อาโฮ นำมาบอกเล่าให้ฟังนั้น เราลองมาดูประวัติผลงานของ มร.อาโฮ ว่า เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง? ขณะที่ปัจจุบัน เขาอยู่ในวัย 62 ปี โดย มร.อาโฮ ได้เข้าสู่แวดวงการเมืองของฟินแลนด์ ตั้งแต่ปี 2526 และคร่ำหวอดอยู่ในวงการการเมืองมานานนับ 20 ปี และระหว่างนั้น มร.อาโฮ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้านการเมืองให้กับฟินแลนด์ ด้วยการได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของประเทศเมื่อปี 2534 ขณะอายุ เพียงแค่ 36 ปีเท่านั้น

ในช่วงที่ มร.อาโฮ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขานับเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และสร้างผลงานมากมาย โดยเฉพาะ นำประเทศเล็กๆ อย่างฟินแลนด์ ที่มีประชากรเพียงแค่ประมาณ 5.5 ล้านคนเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และหลังจากวางมือจากการเมืองแล้ว เขาได้เคยเป็นนักวิชาการผู้ทรงเกียรติ ที่คณะรัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ม.ฮาร์วาร์ด ในปี 2543 จากนั้น ดำรงตำแหน่ง ประธานของ มูลนิธิ นวัตกรรม SITRA ของฟินแลนด์ระหว่างปี 2547-2551

มร.เอสโก อาโฮ

ก่อนจะไปทำงานในฐานะรองประธานบริหารฝ่าย Coperate Relations and Responsiblility ที่บริษัทโนเกีย คอร์ปอเรชั่น ตั้งแต่ปี 2552-2555 และในปี 2555 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักวิชาการผู้ทรงเกียรติ ณ ศูนย์ Mossavar-Rahmani ที่จอห์น เอฟ.เคนเนดี้ สคูล ออฟ กัฟเวอร์เมนต์ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขณะเดียวกัน ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหารของหอการค้าระหว่างประเทศ (International Chamber of Commerce) หรือไอซีซี อีกทั้งยังได้รับเชิญให้เป็นคณะกรรมการขององค์กรเอกชนและมูลนิธิอีกมากมายหลายองค์กร

* เชื่อว่า โลกยุคดิจิตอล ทำให้คนบนโลกมีโอกาสเท่าเทียมกัน

มร.อาโฮ ได้กล่าวถึงการมาเมืองไทยเป็นครั้งแรก และมาแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ว่า ในฐานะเป็นตัวแทนของหอการค้าระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมธุรกิจระหว่างประเทศ และเป็นการเปิดตลาด พร้อมกับกล่าวว่า ไอซีซี เป็น ‘เสียงเดียว’ ของชุมชนธุรกิจระหว่างประเทศในขณะนี้ แต่ในอนาคต ไอซีซีจะใหญ่ขึ้นกว่านี้อีก นอกจากนั้น เขามีความเชื่อว่า เทคโนโลยี จะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติในหลายๆ ด้าน ทั้งความมั่นคง มั่งคั่ง เพราะในอดีต เทคโนโลยีได้ถูกจำกัดแค่บางส่วนของโลกเท่านั้น คือประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่โลกยุคดิจิตอล จะทำให้คนได้โอกาสที่เท่าเทียมกัน ทั้งในเรื่องการผลิต สาธารณสุข การดูแลสุขภาพ

มร.ฮาโฮ ชี้ว่า เทคโนโลยีในปัจจุบัน เป็นเทคโนโลยีอเนกประสงค์ สามารถทำได้ทุกๆ อย่างในหลายภาคส่วน ทั้งการเกษตร ป่าไม้ การสื่อสาร การผลิต รวมทั้งภาคสาธารณสุข สุขภาพ การเงิน และการศึกษา และจุดประสงค์ของเขาที่มาพูดในวันนี้ คือ การที่จะอธิบายให้ ภาครัฐ และภาคธุรกิจจะสามารถร่วมมือกันทำ หรือแยกกันทำ เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย มร.อาโฮ บอกว่า เทคโนโลยี ดิจิตอล เป็นสิ่งที่มีความเท่าเทียมกันของผู้คนทั่วโลก แม้จะอธิบายยากก็ตาม

มีผู้มาฟังการแสดงปาฐกถาจำนวนมาก


*อะไรเป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จ ในโลกยุคดิจิตอล?

ทีนี้ ลองมาฟังทัศนะมุมมองของอดีตนายกรัฐมนตรีฟินแลนด์ท่านนี้ ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ประสบความสำเร็จในยุคดิจิตอล? ความล้มเหลวของภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ปัจเจกบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับอะไรเป็นปัจจัย? มันขึ้นอยู่กับ ผู้นำ, แบรนด์หรือยี่ห้อ, การเข้าถึงลูกค้า หรือขึ้นอยู่กับ ‘โชคล้วนๆ’ กันแน่

มร.อาโฮ พูดชัดเจนในเรื่องนี้ ว่า เรื่องข้างบนเหล่านี้ มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาด เพราะสิ่งที่แยก ผู้ชนะ จากผู้แพ้ คือ คอนเซปต์ (Concept) หรือแนวคิด กับคอนเทกซ์ (Context) หรือบริบท, สภาพแวดล้อม!

* แนวคิด (คอนเซปต์) และบริบท (คอนเทกซ์) คือ ปัจจัยสู่ความสำเร็จ

ในฐานะที่เคยเป็นทั้ง นายกรัฐมนตรี และยังเคยทำงานที่บริษัทโนเกีย ซึ่งเคยรุ่งเรืองสุดๆ ในฐานะเป็นผู้นำในตลาดโลกด้านการผลิตโทรศัพท์มือถือมาแล้ว มร.อาโฮ ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของ ‘คอนเซปต์ และคอนเทกซ์’ ให้เห็นกันชัดๆ ว่า สาเหตุที่ทำให้บริษัทโนเกีย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2408 สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์มาได้บนถนนธุรกิจที่มีทั้งขาขึ้น และขาลง ชนิดเฉียดจะล้มละลายว่า เกิดจากปัจจัยของ คอนเซปต์และคอนเทกซ์

โดยบริษัทโนเกีย ตอนก่อตั้งช่วงแรกๆ เคยทำธุรกิจหลายอย่าง อาทิ รองเท้าบูต โทรศัพท์มือถือ ยางรถยนต์ แต่ปรากฏว่าธุรกิจเหล่านี้ ไม่ทำกำไร จนเกือบจะล้มละลายในปี 2533 ทำให้บริษัทโนเกียตัดสินใจขายกิจการต่างๆ ไปถึง 80% เหลือเพียงแค่ 20% คือการผลิตโทรศัพท์มือถือและกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น

ในปี 2533 มีคนบนโลกมีมือถือกันเพียงแค่ 10 ล้านคน มือถือเครื่องหนึ่ง มีน้ำหนัก 800 กรัม ราคาเครื่องละ 300 ดอลลาร์ ส่ง SMS ก็ไม่ได้ แต่โนเกียได้มีการพัฒนาคอนเซปต์ แนวคิดในการสร้างโทรศัพท์มือถือ จนก้าวขึ้นเป็นบริษัทนัมเบอร์วันของโลก สร้างกำไรมหาศาล อีกทั้ง โนเกียคาดว่าในปี 2543 จะมีชาวโลกใช้มือถือกันเพิ่มขึ้นประมาณ 50 ล้านคน แต่เอาเข้าจริง เมื่อถึงปี 2543 มีชาวโลกใช้มือถือกันมากถึง 700 ล้านคน

ทว่าต่อมา สาเหตุที่ทำให้โนเกียต้องเผชิญกับวิกฤติอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับคอนเซปต์ หรือแนวคิดในการผลิตมือถือ ที่เน้นพัฒนา‘ฮาร์ดแวร์’ ไม่ใช่‘ซอฟต์แวร์’ และยังไม่ได้นำระบบแบบทัชสกรีนมาใช้ ท่ามกลางบริบท ของสังคมโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ขณะที่ โนเกียได้สอบถามความเห็นของผู้บริโภคในยุคนั้นว่า จะชื่นชอบระบบทัชสกรีนบนโทรศัพท์มือถือหรือเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่ในขณะนั้น ตอบว่า ไม่ชอบ!

* ยกตัวอย่าง คอนเซปต์เยี่ยม ของ เติ้ง เสี่ยว ผิง

มร.อาโฮ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงปลายยุคทศวรรษ 1970 สำหรับจีน เมื่อเทียบกับอดีตสหภาพโซเวียต แล้ว ห่างชั้นกันไกล ชนิดไม่มีใครคาดคิดกันหรอกว่า จีน จะสามารถพัฒนาเติบโตมาได้อย่างทุกวันนี้ แต่จากแนวคิดของเติ้ง เสี่ยว ผิง ด้วยความคิดที่ว่า ‘แมวไม่ว่าจะสีอะไร ขอให้จับหนูได้เป็นพอ’ ได้แสดงให้เห็นถึง ความคิดของผู้นำจีน ที่ทำให้จีนพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก แซงญี่ปุ่นได้แล้ว เป็นรองแต่สหรัฐฯ เท่านั้น

* เลือกคอนเซปต์ ที่ใช่ คือผู้ชนะใน 10 ปีจากนี้ไป

ด้วยความที่โลกในปัจจุบันเป็นยุค เทคโนโลยีดิจิตอล มร.ฮาโฮ ชี้ว่า 10 ปี จากนี้ไปโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมาก!! แต่ใครจะชนะนั้น ขึ้นอยู่กับ ผู้ที่เลือก คอนเซปต์ ที่ใช่!! พร้อมกันนั้น ยังให้กำลังใจกับคน หรือ ผู้ประกอบธุรกิจที่กำลังเผชิญวิกฤติว่า ให้ถือว่า วิกฤติ คือ ตัวกระตุ้นให้เกิด ‘นิว คอนเซปต์’ หรือความคิดใหม่ๆ อีกทั้งยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเป็นคนมีความคิดของ อดีตนายกรัฐมนตรีชิมอน เปเรส แห่งอิสราเอล ที่ได้ตอบคำถามถึงสาเหตุที่เขายังคงแอ็กทีฟ มีพลัง ทั้งที่เป็นนายกฯ อิสราเอลเมื่ออยู่ในวัยชราแล้วว่า เนื่องจาก ‘คนหนุ่มสาว มีความฝัน มากกว่าคนแก่ที่มีแต่ความจำ

มร.อาโฮ ทิ้งท้าย ว่า เพราะฉะนั้น 'จงอย่ามองกลับไปดูข้างหลัง แต่ให้มองอนาคต และใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัว สร้างคอนเซปต์ใหม่ๆ ขึ้นมา นั่นจะทำให้คุณชนะใน 10 ปีจากนี้ไป (อย่างแน่นอน)'

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    90.7%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    2.7%
  • ประหลาดใจ
    6.7%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement