ภัยเงียบใกล้ตัวผู้หญิง แป้งฝุ่นทาจุดซ่อนเร้น เสี่ยง 'มะเร็งรังไข่' จริงหรือ? - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ภัยเงียบใกล้ตัวผู้หญิง แป้งฝุ่นทาจุดซ่อนเร้น เสี่ยง 'มะเร็งรังไข่' จริงหรือ?

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ก.พ. 2559 05:30
35,568 ครั้ง


เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ศาลชั้นต้นแห่งเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา ตัดสินให้บริษัทแป้งยี่ห้อหนึ่ง จ่ายเงินจำนวน 72 ล้านดอลลาร์ให้กับครอบครัวของหญิงรายหนึ่งที่ป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งรังไข่ โดยมีสาเหตุมาจากการใช้แป้งฝุ่นและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมของสารทัลก์ (Talc) ซึ่งเธอได้ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมาเป็นระยะเวลากว่า 35 ปี

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งรังไข่ ภัยร้ายใกล้ตัวผู้หญิง ว่าพฤติกรรมแบบใดมีโอกาสเสี่ยงจะเป็นโรคดังกล่าว และการใช้แป้งฝุ่นทาอวัยวะเพศจะก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่ได้จริงหรือไม่ รวมถึงวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดเนื้อร้ายชนิดนี้ขึ้นในร่างกาย โดยมีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง นั่นคือ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องโรคดังกล่าว

โรคมะเร็งรังไข่ ภัยเงียบใกล้ตัวผู้หญิงที่ควรระวัง
หากมีบุตรควรให้นมบุตร เพื่อป้องกันโรคมะเร็งรังไข่
ผู้หญิง 40 ปีขึ้นไป ไม่มีลูก ไม่ให้นมลูก กินอาหารไขมันสูง เสี่ยงมะเร็งรังไข่!

ทีมข่าวฯ ยิงคำถามแรกที่สงสัยแก่อาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญว่า สาเหตุใดที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งรังไข่ได้นั้น นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ยอมรับว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งรังไข่ยังไม่เป็นที่ทราบได้แน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่มีลักษณะเดียวกับมะเร็งเต้านม และจะพบบ่อยทางโลกตะวันตก แต่ในเมืองไทยเริ่มมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น

โดยส่วนใหญ่ มะเร็งรังไข่จะพบในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือเป็นผู้หญิงที่ไม่มีบุตร มีบุตรน้อย หรือมีบุตรแต่ไม่ได้ให้กินนมแม่ รวมทั้งผู้หญิงที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบประเทศตะวันตก เช่น ไม่แต่งงาน บริโภคอาหารไขมันสูง ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งมักจะเป็นลักษณะของผู้หญิงยุคใหม่ นอกจากนี้ หากมีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจมีความเสี่ยงเช่นกัน

อาหารไม่ย่อย ท้องบวมโต เบื่ออาหาร สังเกตอาการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งรังไข่
ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง
สังเกตอาการโรคมะเร็งรังไข่ อาหารไม่ย่อย ท้องบวมโต เบื่ออาหาร

เมื่อถามอาจารย์หมอถึงวิธีการสังเกตตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการที่เข้าข่ายจะเป็นมะเร็งรังไข่ นพ.วีรวุฒิ นิ่งคิดก่อนตอบว่า ไม่มีวิธีการสังเกต โดยได้ขยายความเพิ่มเติมว่า โรคมะเร็งรังไข่เป็นโรคที่สังเกตได้ยาก เนื่องจากว่ารังไข่มีขนาดเล็กเท่ากับปลายนิ้วก้อย และอยู่ในอุ้งเชิงกราน ซึ่งอยู่ลึกเกินจนไม่สามารถคลำหาได้เอง หรือว่าสังเกตอาการได้

ทั้งนี้ อาการส่วนใหญ่ที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ คือ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคลุกลามแล้ว โดยจะมีอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย มีท้องบวมโตขึ้น เบื่ออาหาร แน่นท้อง เนื่องจากมีการกระจายของเชื้อมะเร็งไปอวัยวะต่างๆ ในช่องท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นเมื่อเชื้อมะเร็งกระจายออกมาแล้ว

อย่าปล่อยให้ตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
โรคมะเร็งรังไข่เป็นโรคที่สังเกตได้ยาก เนื่องจากว่ารังไข่มีขนาดเล็กเท่ากับปลายนิ้วก้อย และอยู่ในอุ้งเชิงกราน
อึ้ง! 75% ของผู้ป่วยที่มาหาหมอ โรคลุกลามแล้ว

สำหรับวิธีการรักษาโรคมะเร็งรังไข่ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ อธิบายอย่างละเอียดว่า การรักษาโรคมะเร็งรังไข่จะขึ้นอยู่กับระยะของโรค หากตรวจเจอในระยะเริ่มต้น โดยส่วนใหญ่จะตรวจเจอจากการที่ผู้ป่วยไปตรวจร่างกายตามโรงพยาบาล หรือตรวจคัดกรองหามะเร็งระยะเริ่มต้น การตรวจอัลตราซาวนด์ หรือตรวจภายในและพบว่ามีก้อนเนื้ออยู่ที่รังไข่

หากตรวจเจอในระยะเริ่มต้น แพทย์จะรักษาโดยการตัดรังไข่ออกเท่านั้น แต่ถ้าเป็นในระยะที่ลุกลามแล้ว อาจจะต้องตัดทั้งหมดบริเวณนั้น ตั้งแต่มดลูก รังไข่สองข้าง ต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกราน หรืออวัยวะข้างๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ ที่มีการลุกลามด้วย รวมไปถึงตัวเยื่อบุช่องท้อง ไขมัน พังผืดช่องท้อง แต่จะต้องตามด้วยรักษาโดยให้ยาเคมีบำบัด เพราะว่าการผ่าตัดอย่างเดียวจะรักษาไม่ได้ทั่วทั้งหมด

นอกจากนี้ การเป็นมะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรกนั้น จะมีโอกาสหายขาดได้ถึง 90% แต่จำนวน 75% ของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์นั้น จะเป็นกลุ่มที่โรคลุกลามแล้ว คือ จะมีอาการดังกล่าวข้างต้น ฉะนั้น โอกาสในการหายขาดของผู้ป่วยกลุ่มที่โรคลุกลามนั้น อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี เหลือเพียงแค่ 25% หรือ 1 ใน 4 เท่านั้น แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาทั้งการผ่าตัด และยาคีโมบำบัดก็ตาม

หมั่นตรวจสุขภาพร่างกายทุกปี โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เพศชายหรือเพศหญิงมีความเสี่ยงที่จะเป็น
หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เจอก่อนรักษาเร็ว! แพทย์ ย้ำ ตรวจสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ

ทีมข่าวฯ สอบถามอาจารย์หมอถึงการป้องกันโรคมะเร็งรังไข่ว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรนั้น นพ.วีรวุฒิ ให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่า ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ทำให้เกิดโรค เช่น หากแต่งงานมีบุตรก็ควรจะให้นมบุตร และไม่ปล่อยให้ตัวเองอ้วนเกินไป รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารที่มีไขมันสูง สามารถช่วยป้องกันได้

และสิ่งที่ นพ.วีรวุฒิ เน้นย้ำเป็นพิเศษ นั่นคือ การตรวจสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่ตรวจจะไม่มีทางหามะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มต้นได้ และยิ่งถ้าปล่อยให้มีอาการออกมา จะกลายเป็นระยะลุกลามเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น ประชาชนควรจะตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง และหาข้อมูลว่าเพศชายหรือเพศหญิงมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งชนิดใดเป็นพิเศษ เพื่อตรวจเพิ่มเติมในโรคนั้น เนื่องจากบางครั้งการตรวจสุขภาพประจำปีตรวจเพียงแค่อุจจาระ ปัสสาวะเท่านั้น ไม่ได้ตรวจภายในหรืออัลตราซาวนด์ในอุ้งเชิงกราน หรือช่องท้องด้านล่าง

จำนวน 75% ของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์นั้น จะเป็นกลุ่มที่โรคลุกลามแล้ว
สารทัลก์ ไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แบบที่เรารู้จักสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ
แป้งฝุ่นทาอวัยวะเพศ ก่อให้เกิดมะเร็งรังไข่จริงหรือ?

หลังจากเกิดกรณีของผู้หญิงรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ป่วยเและเสียชีวิตจากโรคมะเร็งรังไข่ โดยมีสาเหตุมาจากการใช้แป้งฝุ่นและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีส่วนผสมของสารทัลก์ (Talc) ซึ่งเธอได้ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นมาเป็นระยะเวลากว่า 35 ปีนั้น

ทั้งนี้ นพ.วีรวุฒิ ได้อธิบายในทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้แป้งหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นว่า กรณีดังกล่าวมีรายงานทางการแพทย์ที่บ่งบอกว่า อาจจะเป็นเหตุทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ แต่จากการศึกษาตัวสารทัลก์ (Talc) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่สำคัญในแป้ง ไม่ว่าจะเป็นแป้งทาตัว แป้งน้ำ แป้งรองพื้น แป้งทุกชนิด รวมไปถึงอายแชโดว์ จะมีสารทัลก์เป็นส่วนประกอบด้วย

มีความเป็นไปได้ที่การทาแป้งฝุ่นบริเวณอวัยวะเพศจะทำให้เกิดมะเร็ง แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง

นอกจากนี้ ยังเคยมีรายงานเมื่อ 10 กว่าปีก่อนในประเทศสหรัฐฯ ได้ศึกษารายงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนี้ ทั้งหมด 16 รายงาน มีคนไข้ในรายงานทั้งหมด 12,000 ราย พบว่า ผู้หญิงที่ชอบทาแป้งฝุ่นบริเวณอวัยะเพศมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งรังไข่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ซึ่งหากถามว่าเสี่ยงมากกว่าคนที่ไม่ทาหรือไม่นั้น คนที่ทาจะมีความเสี่ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.8% ซึ่งสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปที่มีความเสี่ยง 1.4% เท่านั้น และสารทัลก์ (Talc) ในปัจจุบันองค์การวิจัยระหว่างประเทศยังไม่ได้จัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เพราะฉะนั้น อาจจะมีความเป็นไปได้ที่การทาแป้งฝุ่นบริเวณอวัยวะเพศจะทำให้เกิดมะเร็ง

“ในทางการแพทย์ ถามว่าเป็นสาเหตุโดยตรงในการก่อมะเร็งรังไข่ คงไม่ใช่ เพราะตัวสารทัลก์ ไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แบบที่เรารู้จักสารก่อมะเร็งตัวอื่นๆ อย่างเช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารอีกหลายๆ ตัว ซึ่งเป็นที่ยืนยันแล้วว่าเป็นสาเหตุในการก่อมะเร็ง แต่สารทัลก์นั้น น่าจะเป็นลักษณะของปัจจัยที่มาศึกษาย้อนหลัง เนื่องจากเขาเอาไปศึกษาย้อนหลังคนไข้มะเร็งรังไข่ ว่ามีพฤติกรรมอะไรบ้าง เขาก็พบว่ามีจำนวน 30% ที่เป็นผู้หญิงที่ชอบใช้แป้งทาบริเวณอวัยวะเพศ สรุปก็คือ การทาแป้งหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง” ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุ.

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    66.8%
  • ไม่ชอบ
    6.0%
  • สนุก
    2.6%
  • ประหลาดใจ
    7.8%
  • เสียใจ
    2.2%
  • ให้กำลังใจ
    14.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement