มีชัยคุยวิษณุจบแล้ว ใช้บทเฉพาะกาล เป็นตัวแก้ปัญหา ไร้ 'องค์กรพิเศษ' - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

มีชัยคุยวิษณุจบแล้ว ใช้บทเฉพาะกาล เป็นตัวแก้ปัญหา ไร้ 'องค์กรพิเศษ'

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.พ. 2559 08:05
3,380 ครั้ง


“มีชัย-วิษณุ” ถก 2 ชั่วโมงเคลียร์ใจปมขยักใช้ รธน. เห็นตรงกันถ้าตีโจทย์ที่มาวิกฤติก่อน 22 พ.ค.57ได้ถือว่าจบ “วิษณุ” บอกแล้วแต่ กรธ.ตัดสินใจ ดักคอทุกคนรู้แก่ใจอนาคตอาจเกิดเหตุสะดุด ปธ.กรธ.อ้ำอึ้งยังไม่รู้เขียนข้อเสนอที่ 16 รูปแบบใด แต่ไม่น่าจะมีองค์กรพิเศษ รองนายกฯเหน็บ “ทักษิณ” ไม่ควรระแวงคนอื่น เชื่อข้อเสนอนายกฯคุมเกมช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีเหลือแหล่ คสช.ซัดที่ดิ้นหนักเพราะคดีน้องสาว-ลูกชายใกล้งวด

สปท.วางกรอบล่วงหน้า 20 ปีบอกไม่นาน “กษิต” จวก 2 ปี คสช.ไร้ผลงานแต่จะขออยู่ต่อไม่เหมาะสม ถามนายกฯทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง “นิพิฏฐ์” เลิกหนุนซัดนายใหญ่เอาแต่ได้ ฟันธง คสช. เริ่มไม่มั่นใจจะเอาอยู่ ปชป.เตือน “บิ๊กตู่” อย่าใจอ่อน พท.ขย่ม “บิ๊กตู่” อยู่ยาวปัญหายิ่งดำดิ่ง ยันนายใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง “ปรีชา” ยุส่งอยู่ไปเลยยาวๆ ยูเอ็นเดินเกมพบ “ยิ่งลักษณ์” ถกสถานการณ์ไทย “ประยุทธ์” จี้ นบข.เร่งสางคดีข้าว ฟาดใส่รอยเตอร์พูดจาให้ดีๆ “บิ๊กต๊อก” ไม่ยอมสั่งสอบเพิ่มคดีราชภักดิ์

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงกรอบระยะเวลาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีหลังมีการเลือกตั้ง เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช. ล่าสุด มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมืองทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย

“มีชัย” นัดคุย “วิษณุ” ปมขยักใช้ รธน.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา หมวดหน้าที่ของรัฐ โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมว่า ช่วงเย็นมีนัด กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมายัง กรธ. โดยเฉพาะข้อ16 ที่ ครม.เสนอให้ กรธ.บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลาว่ามีความหมายอย่างไร เมื่อถามว่า กลไกในร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนเพื่อให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงจากอำนาจอย่างสง่างาม ดูเหมือนว่า คสช.ไม่ค่อยพอใจ นายมีชัยตอบว่า “โอ๊ย...ไม่ใช่ เป็นการเข้าใจกันเอาเอง” เมื่อถามย้ำว่าข้อเสนอ ครม.ทำให้ลำบากใจหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า “ไม่ลำบากใจ”

ข้องใจประเด็นเดียวแปลว่าอะไร

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปพบนายวิษณุว่า เบื้องต้นจะสอบถามนายวิษณุว่าเนื้อหาในข้อ 16 ที่ส่งมาให้ กรธ.พิจารณานั้นแปลว่าอะไรเพียงประเด็นเดียว เมื่อถามว่า หลังการหารือจะสามารถเปิดเผยรายละเอียดได้หรือไม่ นายมีชัยตอบสั้นๆว่า “ถ้าอย่างไรก็ให้ไปถามกับนายวิษณุ เพราะรัฐบาลเป็นคนส่งมาจะดีกว่า” เมื่อถามว่า การไปถามคำว่า “แปลว่าอะไร” หมายถึงเงื่อนเวลาและวิธีการใช่หรือไม่ นายมีชัยตอบว่าไม่รู้ต้องรอไปคุยกับนายวิษณุก่อน ที่ทำเนียบฯ เมื่อนักข่าวแจ้งว่า นายวิษณุออกจากทำเนียบฯไปที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว นายมีชัยกล่าวว่า “งั้นตามเขาไปที่กฤษฎีกา”

“วิษณุ” กล่อม กรธ.เปิดช่องระบาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม. อยากให้เอาเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 มาดูว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ทำอยู่แก้ปัญหาเหล่านั้นได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ช่วยคิดวิธีการที่จะแก้ให้ได้ กรธ.อาจคิดแล้ว แต่ ครม.เห็นว่ายังมีข้อทักท้วงหลายประเด็น ทั้งที่มา ส.ว. จำนวนบัตรเลือกตั้ง การเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีก่อนเลือกตั้ง นายกฯคนนอก อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ และความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้า กรธ.แก้ได้ก็แก้ไป หากแก้ไม่ได้เพราะเปลี่ยนหลักการสำคัญจะทำอย่างไร ส่วนตัวมองว่าถึงอย่างไรก็ไม่ควรจะแก้ไม่ได้ตลอดไป มันต้องมีช่วงเวลา เช่น ช่วงแรกอาจกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลหรือกฎหมายลูก บางเรื่องที่ กรธ.ถอยไม่ได้ ก็ให้ถอยไม่ได้ในช่วงแรก สั้นๆ กี่ปีก็แล้วแต่ เช่น ส.ว.สรรหาที่อาจจำเป็นในช่วงต้น

ชี้ทุกคนรู้แก่ใจอาจเกิดเหตุสะดุด

นายวิษณุกล่าวอีกว่า เรื่องนายกฯคนนอก ถ้ากรธ.คิดว่าจำเป็นก็ใช้ในช่วงระยะแรก จากนั้นจึงเข้าสู่อีกภาวะ คือมาจาก ส.ส. เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำยากอาจรักษาไว้ในช่วงแรก จากนั้นให้แก้โดยไม่ยากนัก ยืนยันไม่มีอะไรไปถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ส่วนบทเฉพาะกาลมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตลอด เราต้องการเอารัฐธรรมนูญมาวางให้รู้ว่า 1-2 ปีแรกเป็นอย่างไร หลังจากนั้นเป็นอย่างไร ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วทุกอย่างสงบก็ไม่มีอะไรต้องพูดกัน แต่ถ้าไม่แน่ใจยังห่วงเหตุการณ์ว่าจะมีอะไรสะดุดขึ้นมา คิดว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามีโอกาสเกิด หากเกิดแล้วจะทำอย่างไร ที่ กรธ.เขียนไว้แก้ปัญหาได้พอสมควร ถ้า กรธ.ยืนยันว่าพอแล้วก็ไม่ว่ากัน คุณรับผิดชอบเมื่อถึงเวลาอีกหนึ่งปีข้างหน้าถ้ามีเหตุการณ์รุนแรง

เหน็บ “ทักษิณ” ก็ไม่ควรระแวงคนอื่น

นายวิษณุกล่าวว่า ส่วนกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่า อย่าระแวงตัวเขานั้น เป็นคำพูดที่ดี ไม่ควรมีใครระแวงใครในประเทศไทย เพราะการระแวงเป็นรากฐานของความไม่ไว้วางใจ สุดท้ายทำอะไรไม่ได้เลย จึงระวังได้แต่อย่าระแวง ส่วนช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านที่นายกฯระบุว่า อาจใช้เวลาถึง 5 ปีนั้นเหลือแหล่ แต่มาตรการช่วงหัวเลี้ยว หัวต่อเป็นเพียงช่วงหนึ่ง ปัญหาความขัดแย้งถึงวันหนึ่งต้องจบลง หวังว่าเมื่อมีรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะแก้สิ่งที่เป็นจุดอ่อนในเวลานี้ได้ วันเวลาทำอะไรให้ดีขึ้นได้เพราะบรรยากาศเป็นใจ ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ในประเด็นประชามตินั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาใกล้เสร็จแล้ว รายงานมาว่า มีแก้อยู่ 2-3 มาตรา แต่ไม่เกี่ยวกับบทลงโทษที่จะไปอยู่ในกฎหมายลูก ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งถึงตนแล้ว ถ้าออกเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช.คงไม่สู้ดีนัก ออกเป็น พ.ร.ก.อาจเร็วกว่า พ.ร.บ. หากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาคิดว่าตรวจดีแล้ว

สองผู้ยิ่งใหญ่ปิดห้องคุยสองชั่วโมง

ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายวิษณุ เครืองาม ได้ร่วมหารือกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ถึงประเด็นข้อเสนอแนะ ครม.ต่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขานุการกรธ. ร่วมด้วยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กระทั่งเวลา 18.15 น. นายวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์ว่า นายมีชัยสอบถามถึงความประสงค์และเจตนาข้อ 16 คืออะไร ได้ตอบไปว่าเป็นคำแนะนำว่าถ้ายุ่งมาก ทำไมไม่ลองทำแบบนี้ แต่ถ้าคิดว่าไม่ยุ่งก็ไม่ต้องลอง ถ้าคิดว่าตอบโจทย์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 หมดก็จบ ส่วน กรธ.ยอมเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่ จบเช่นเดียวกัน ส่วนความหมายให้มีช่วงระยะเวลาที่ไม่สามารถแก้ในบทถาวรได้ ให้ยืดหยุ่นด้วยการเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล เพราะเรื่องใหญ่ไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกไม่ได้ เมื่อพูดถึงว่าต้องใส่ไว้บทเฉพาะกาล คนมักไปนึกถึง คปป.ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องกลไกดังกล่าว

เชื่อ “มีชัย” รู้แล้วว่าเข้าใจถูกหรือผิด

นายวิษณุกล่าวต่อว่า ได้ยกตัวอย่างที่จะกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล เช่น สนช.เสนอให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่ในร่างฯ กรธ.เขียนให้เลือกตั้งทางอ้อม แต่ถ้านายมีชัยยืนยันให้เลือกตั้งทางอ้อมก็แล้วไป แต่ถ้ายอมผ่อนลงมาก็ใช้ระบบอื่นในช่วงแรกได้ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้แก้ไขได้ยากนั้น ถ้ากำหนดแก้ยากในช่วงแรก และต่อไปแก้ได้ น่าจะผ่อนได้บ้าง วันนี้นายมีชัยรู้แล้วว่าสิ่งที่ท่านเข้าใจถูกหรือผิด แล้วจะนำไปอธิบาย กรธ.คนอื่น ส่วน กรธ.จะแก้ไขหรือไม่ ก็แล้วแต่ เมื่อถามว่าในบทเฉพาะกาลเป้าหมายไม่ต้องการกลไกพิเศษ แต่จะเป็นลักษณะเช่น ส.ว.ชุดแรกมาจากสรรหาทั้งหมดก่อนใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ก็ สนช.เสนออย่างนั้นไม่ใช่หรือ แต่คิดจะเอาอย่างนั้นอย่าไปเขียนในบทถาวร ต้องเขียนในบทเฉพาะกาล

ปัดไม่ได้กดดัน กรธ.ต้องรับผิดชอบ

นายวิษณุกล่าวว่า ตามหลักบทเฉพาะกาลพิจารณาเป็นเรื่องสุดท้ายอยู่แล้ว หากเคลือบแคลงอะไรให้รออีกสักพัก อีก 30 วันร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ตอนนั้นได้เห็นเป็นอย่างไร และขอปฏิเสธไม่ได้พูดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น กรธ.ต้องรับผิดชอบ เพียงแต่บอกว่าให้ตอบโจทย์ให้ได้ ถ้าตอบโจทย์แล้วเกิดอะไรขึ้นภายหลังเขาจะมาโทษ กรธ.ได้ในแง่ตัวกฎหมาย ท่านก็เข้าใจ เมื่อถามว่านายมีชัยได้ฟังคำอธิบายแล้วโอนอ่อนบ้างหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ต่างฝ่ายต่างโอนอ่อนเข้าหากัน และวันที่ 25 ก.พ. ได้เชิญ กกต.มาหารือเป็นการส่วนตัวที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง กกต.ส่งร่างกฎหมายประชามติมา มีเรื่องสอบถามความชัดเจน และแนวทางที่จะเดินหน้าต่อ ในส่วนของ พ.ร.บ.ประชามติ รวมถึงเรื่องที่ต้องแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนให้ได้ครบ 80 เปอร์เซ็นต์ จะทำอย่างไร

ปธ.กรธ.ยันไม่มีประชาธิปไตยครึ่งใบ

ด้านนายมีชัยกล่าวว่า ไม่มีอะไร เพียงแต่บอกว่าอะไรที่แก้ไขไม่ได้ ส่วนแนวโน้มจะปรับตามที่ ครม.เสนอหรือไม่ ขณะนี้ กรธ.ยังพิจารณาไปไม่ถึง รวมถึงยังไม่ได้พูดคุยกลไกจะออกมาในรูปแบบอย่างไร เพียงแต่คุยร่างในแบบที่ทุกคนอยากได้ อะไรใส่ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อยู่ในบทเฉพาะกาล เมื่อถามว่ามั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้สังคมไม่แคลบแคลง นายมีชัยตอบว่า รอดูเมื่อร่างเสร็จก็จะเห็น เมื่อถามว่าข้อเสนอรัฐบาลหลายข้อมองเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ นายมีชัยตอบว่า ไม่มี ที่เขาเสนอมาเรากำลังไล่ดูของทุกคนอยู่ ดูว่าเสนอคล้ายกัน ไม่ได้มองอะไรของใคร เมื่อถามย้ำว่ากดดันหรือไม่ เพราะมองว่า กรธ.เหมือนถูกบังคับให้ปรับแก้ นายมีชัยตอบว่า ไม่มี เขาไม่ได้สั่งอะไร เหมือนเวลาเขียนบทความเสร็จ ถ้าลืมไปก็เขียนไว้ในย่อหน้าสุดท้าย อย่าไปกังวลกันมาก

ยังไม่รู้ใส่ข้อเสนอที่ 16 รูปแบบใด

เมื่อถามว่าข้อเสนอข้อที่ 16 ควรออกมาในรูปแบบใด นายมีชัยตอบว่า ยังไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าเลือกตั้งเสร็จแล้ว คสช.จะมีอำนาจเหนือรัฐบาลหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ไม่มี ทุกคนต้องไปหมด เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าในบทเฉพาะกาลจะไม่มาในรูปแบบองค์กรพิเศษหรือรูปแบบคณะกรรมการ นายมีชัยตอบว่า ไม่น่าจะมี

โฆษก กรธ.เชื่อทุกภาคส่วนเข้าใจ

นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวโจมตีร่างรัฐธรรมนูญผ่านสื่อต่างชาติว่า กรธ.คงไม่ตอบโต้อะไร เชื่อว่าทุกภาคส่วนคงเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อยู่ในช่วงของการปรับแก้เพื่อให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย ยืนยันว่า กรธ.จะทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ และคนไทยทุกคน และการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญจะเสร็จภายในวันที่ 29 มี.ค.ตามกำหนดเดิมแน่นอน จากนั้นจะเร่งสรุปเป็นเอกสารเผยแพร่ รวมถึงอาจทำเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นแจกจ่ายให้กับประชาชนและทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น

ลดแรงต้านแก้ยุทธศาสตร์ชาติ

ที่รัฐสภา พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลการปรับปรุงรายงานการศึกษากฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติว่า กมธ.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่แก้ไขปรับปรุงเสร็จไปให้ประธาน สปท. เพื่อส่งต่อไปยัง ครม.แล้ว โดยแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาบางส่วน เช่น การบังคับให้ปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติทุก 5 ปี หรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักของยุทธศาสตร์ชาติ จากร่างเดิมที่ใช้คำว่าอาจพิจารณาทบทวนทุก 5 ปี และปรับปรุงกระบวนการพิจารณายุทธศาสตร์ชาติ ที่เสนอโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติต่อรัฐสภา หากเห็นไม่ตรงกันให้ตั้ง กมธ.ร่วมกันพิจารณา หากยังเห็นไม่ตรงกันอีกให้เสนอรัฐสภาพิจารณา โดยรัฐสภามีมติอย่างใดให้ดำเนินการตามนั้น รวมทั้งให้สำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเป็นนิติบุคคล ปราศจากการครอบงำทางการเมือง

วางกรอบล่วงหน้า 20 ปีไม่นาน

พ.ต.ต.ยงยุทธกล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่ สปท.ปรับปรุงแก้ไข ยังไม่ใช่เนื้อหาสุดท้าย ยังมีขั้นตอนที่ ครม. และ สนช. สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ การกำหนดกรอบเวลายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไม่ถือว่านานเกินไป เพราะเป็นแค่การวางกรอบกว้างๆให้รัฐบาลดำเนินการตาม และเปิดช่องให้ต้องปรับปรุงทุก 5 ปี ซึ่งทุกประเทศที่กำลังพัฒนาล้วนแต่มีแผนพัฒนายุทธศาสตร์ชาติในระยะยาวทั้งนั้น อาทิ มาเลเซีย มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 30 ปี ส่วนการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้สรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติชุดแรกในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน ไม่ใช่การวางแผนสืบทอดอำนาจ แต่เชื่อว่า สนช.มีดุลพินิจพิจารณาคนที่เหมาะสมได้

“กษิต” จวกแรง 2 ปี คสช.ไร้ผลงาน

นายกษิต ภิรมย์ สปท. กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ระบุว่า ควรมีรัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี ตามข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม.นั้น คสช.เข้ามาโดยมีภารกิจวางรากฐานประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างและสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ปราบทุจริตเอาคนผิดมาดำเนินคดี เป็นรัฐบาลเปลี่ยนผ่านก่อนมีการเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามโรดแม็ปก่อนกลับเข้าสู่กรมกอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่ คสช.ทำ ยังไม่ตอบโจทย์สักข้อ ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น การปฏิรูปไม่มีอะไรคืบหน้า คดีจำนำข้าวก็ยื้อกันไปมา อยู่ดีๆจะมาขอต่ออายุอีก 5 ปี ช่วงจะลาจากเวที ทั้งที่อยู่มา 2 ปีไม่มีผลงาน จึงเป็นเรื่องไม่มีเหตุผล รัฐบาลต้องบอกประชาชนให้ได้ว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง แล้วจากนี้จนถึงปลายปี 60 จะทำอะไร มีอะไรค้างอยู่อีกหรือไม่ ถ้าประชาชนเห็นด้วยเขาก็ให้อยู่ต่อ แต่ถ้าไม่มีเหตุผลก็ไม่สมควรอยู่ต่อไป

ถามนายกฯทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง

นายกษิตกล่าวอีกว่า การร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ต้องรับฟังว่า มวลชนทั้ง กปปส. และ นปช.เขาต้องการอะไร ไม่ใช่ทำตามความต้องการของตนเอง กำหนดเนื้อหาให้ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนเป็นใหญ่ ดังนั้น ทุกอย่างต้องชัดเจนไม่คลุมเครือเหมือนร่างรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะสุดท้ายอะไรที่ไม่สนองต่อประชาชนส่วนใหญ่ รับรองว่าไปไม่รอด ต้องถามว่านายกฯอยากทำเพื่อชาติหรือเพื่อตัวเอง

“สมพงษ์” บอกผลประชามติวัดชะตา

นายสมพงษ์ สระกวี สปท. กล่าวว่า ประเด็นที่นายกฯชี้แจงกรอบเวลาช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ยังเป็นคนละชุดความคิดกัน ฟากรัฐบาลมองว่าการสานต่อภาระหน้าที่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี จะทำให้สร้างความเจริญต่อเนื่อง ประชาชนกินดีอยู่ดีได้ แต่อีกฟากมองว่าควรคืนการเลือกตั้ง แล้วพวกเขาจะเลือกตัวแทนมาแก้ปัญหาเอง ทั้งหมดต้องรอตัดสินกันในช่วงลงประชามติกลางปี ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นแบบไหน ประเด็นการขอใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยักมีผลต่อการลงประชามติแน่นอน

“วุฒิสาร” หวัง กรธ.เงี่ยหูฟังเสียงท้วง

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ สถาบันพระปกเกล้าจัดสัมมนาเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการปฏิรูปประเทศ” ครั้งที่ 1 เรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน สถาบันการเมือง ศาล และการตรวจสอบ โดยนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การทบทวนร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังยกร่างอยู่นี้ หากมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากวิชาการจะเป็นเรื่องที่ดีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยสถาบันพระปกเกล้ากำหนดจัดสัมมนาเพื่อระดมความเห็นจากนักวิชาการ ภาคการเมือง สถาบันการศึกษาต่างๆ รวม 3 ครั้ง หวังว่าจะเป็นการสัมมนาที่สร้างสรรค์ และหวังว่า กรธ.จะฟังอย่างได้ยิน

รธน.ฉบับลงประชามติยาวกว่าเดิม

จากนั้นนายธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังและสรุปความคิดเห็นที่มีผู้เสนอแนะ กรธ. กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า จากการรับฟังความเห็น พบว่าประชาชนขาดความเชื่อถือในรัฐบาล และมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันระหว่างคำว่ารัฐและรัฐบาล ด้วยความไม่ไว้ใจรัฐบาลจึงทำให้ขาดความเข้าใจแนวทางที่ กรธ.นำเสนอ คือการนำสิทธิเสรีภาพไปบัญญัติไว้ในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้นำกลับมาไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพตามเดิม ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อุปมาอุปมัยไว้ว่า แต่เดิมคนที่อยู่ภาคเหนือหน้าหนาวมีผ้าห่มขจัดความหนาวให้ แต่พอรัฐไปทำเครื่องทำความร้อนให้ ประชาชนรู้สึกว่าดีแต่ไม่อุ่นใจ เพราะถ้าไฟฟ้าดับประชาชนจะไม่หนาวหรือ แม้จะมีเครื่องทำความร้อน แต่ประชาชนยังอยากได้ผ้าห่ม เมื่อประชาชนรู้สึกว่าขาดหายก็นำกลับมาใส่ตามเดิม สิ่งที่เกิดตามมาคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ จะมีความยาวมากขึ้น

“บรรเจิด” เตือนระวังวิกฤตศาล รธน.

นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ความสำคัญกับภาครัฐและองค์กรต่างๆมาก ทำให้ขาดดุลยภาพระหว่างประชาชนกับรัฐ ดุลยภาพระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ไม่ก้าวหน้าเรื่องการกระจายอำนาจ เมื่อเกิดปัญหาจะกลับมาสู่ส่วนกลางเหมือนเดิม จึงเป็นข้อพิจารณาของ กรธ.ในการสร้างดุลยภาพทั้งหมด หากเป็นอย่างนี้อยู่จะส่งผลกระทบมากทำให้เสียศูนย์ เหมือนรถยนต์ที่เสียศูนย์ ส่วนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่มอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากไม่เห็นคอนเซปต์ว่าเพิ่มขึ้นมาเพื่ออะไร สุดท้ายผลที่ตามมาคือไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล ก็จะไป ที่ศาลเอาปัญหา 108 ของบ้านเมืองไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด ในอนาคตจะเกิดปัญหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกิดวิกฤตศาลรัฐธรรมนูญเหมือนในปี 2549 อีก กลายเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์

อดีต สปช.หนุนใช้ รธน.สองขยัก

นายอุดม ทุมโฆษิต อดีตสมาชิก สปช. ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอข้อที่ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ส่งถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ที่จะให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ขยัก เพราะประเทศอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เหมือนคนเพิ่งหายป่วยต้องพักฟื้นให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตปกติ จึงควรมีกลไกขึ้นมาในช่วงเปลี่ยนผ่าน และต้องเป็นกลไกที่เหมาะสม แต่ถ้าการเปลี่ยนผ่านมุ่งสืบทอดอำนาจ มีเลศนัยก็จะเพิ่มวิกฤติมากขึ้น ดังนั้น ต้องดูว่ากลไกของการเปลี่ยนผ่านจะเป็นไปโดยสุจริตใจแค่ไหน นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. มุ่งเน้นการตรวจสอบทุจริตทางการเมืองอย่างเข้มข้น แต่ความเข้มข้นมากอาจเหนี่ยวรั้งการบริหารราชการแผ่นดินได้ ดังนั้น ควรดูให้เกิดความสมดุลกันระหว่างระบบกับกระบวนการปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินด้วย

เหล่าทัพร่วมวางยุทธศาสตร์ชาติ

ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผบ.ทหารสูงสุด แถลงภายหลังการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ถึงการพูดคุยเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า กองบัญชาการกองทัพไทยจะรวบรวมแผนยุทธศาสตร์ของทุกเหล่าทัพ มาทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพไทย 20 ปี เราได้พูดคุยร่วมกันว่าอีก 20 ปีข้างหน้า กองทัพต้องดำเนินการกับภัยคุกคามข้ามชาติอย่างไร เรามีหน้าที่ดูแลป้องกันรักษาอธิปไตยของชาติ รักษาผลประโยชน์และทรัพยากรของชาติให้ได้ อีก 20 ปีข้างหน้าทรัพยากรชาติอาจเหลือน้อยลง อาจเกิดการแย่งชิงทรัพยากรกันสูง ฉะนั้นกองทัพต้องพร้อมรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งเราเตรียมการหมดแล้ว รวมถึงการรับมือกับภัยก่อการร้าย ขอย้ำว่าเราไม่ประมาท และมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

ทบ.ลุยรณรงค์ใช้สิทธิ์ประชามติ

ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมและควรศึกษารายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การใช้สิทธิ์ลงประชามติ ที่ผ่านมา คสช.ใช้กลไกของฝ่ายปกครอง กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ตำรวจ สร้างการรับรู้ในข้อมูลพื้นฐาน โดยมี รด.จิตอาสาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่พบปะประชาชน ซึ่งบังเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีการตอบรับที่ดี จึงได้กำชับให้ทุกส่วนราชการร่วมกันลงพื้นที่พบปะประชาชนต่อเนื่องในทุกวาระ ทุกโอกาส ทุกชุมชน พร้อมเผยแพร่สาระสำคัญของร่าง รธน.ให้ประชาชนเข้าใจง่าย เพื่อเป็นพื้นฐานความรู้ให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจใช้สิทธิ์ลงประชามติ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศตามโรดแม็ปของ คสช.

ซัดดิ้นหนักเพราะคดีน้อง-ลูกใกล้งวด

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า การแสดงความเห็นของนายทักษิณไม่สามารถรับฟังได้ เจ้าหน้าที่ของรัฐและ คสช. เคารพต่อกฎหมาย จะไม่เจรจาต่อรองกับนายทักษิณจนกว่านายทักษิณจะกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของไทย ทำไมนายทักษิณถึงไม่แสดงความคิดเห็นกับสื่อไทย ทำไมให้เกียรติกับสื่อต่างประเทศมากกว่าสื่อไทย ขอชี้แจงว่า คสช.ไม่มีหน้าที่ไปต่อปากต่อคำกับใคร แต่เราเน้นการทำความเข้าใจมากกว่า ส่วนการที่นายทักษิณและพวก ออกมาโจมตีรัฐบาลและ กรธ.ช่วงนี้อย่างต่อเนื่อง อาจเกี่ยวข้องกับคดีความหลายคดี และมีกำหนดการสืบพยานในคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายพานทองแท้ ชินวัตร ในเร็วๆนี้

“นิพิฏฐ์” ถอดรหัสคำพูดคนแดนไกล

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โจมตีการทำงานของรัฐบาลและ คสช. ว่า ฟังดูประโยคที่พูดว่าพร้อมจะเจรจาเพื่อช่วยเหลือแก้ไขปัญหากับรัฐบาลก็ดูดี แต่ประโยคหลังๆเป็นการโจมตีตำหนิรัฐบาลไทย ไม่เป็นผลดีต่อตัวนายทักษิณเอง ทั้งที่นายทักษิณไม่ได้เป็นศัตรูกับคนไทย หรือเป็นศัตรูกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลายเป็นว่านายทักษิณเป็นศัตรูกับรัฐไทย กฎหมายไทย การพูดครั้งนี้ยังทำลายหลักการเจรจาที่ไม่ควรเอาคำตอบมาจากบ้าน ที่ตนเคยสนับสนุนการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจา ถึงเวลานี้ไม่ขอสนับสนุน เพราะคำพูดของนายทักษิณมีวาระซ่อนเร้น ที่นายทักษิณบอกการทำรัฐประหารเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงยิ่งกว่าคนต้องคดีนั้น ยิ่งสะท้อนให้สังคมโลกเห็นว่าเขาไม่ได้มาเพื่อลดความขัดแย้ง แต่กำลังจะเปิดช่องเจรจาเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตนเองมากกว่า

ฟันธง คสช.เริ่มไม่มั่นใจจะเอาอยู่

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงการพบกันระหว่างนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่า คสช.กำลังไม่มั่นใจว่าหลังเลือกตั้งเเล้วบ้านเมืองจะสงบจริงหรือไม่ เลยคิดมีอำนาจพิเศษ เป็นอำนาจพิเศษนอกเหนืออำนาจตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาล แต่พยายามพูดว่าเป็นอำนาจช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เมื่อไม่ใช่อำนาจตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่น่าจะส่งผลดี มีลักษณะคล้ายกับอำนาจของ คปป. ที่เคยถูกคัดค้านหนัก การปรองดอง สมานฉันท์ วันนี้ไม่คืบหน้า เป็นเรื่องที่ คสช.ล้มเหลว เดินหน้าไม่ได้ถอยหลังก็ไม่ได้ ต้องหันมาทำให้มีจุดร่วมเดียวกัน คนยังนับถือพระเจ้าคนละพระองค์ มีสวรรค์คนละชั้น บ้านใครบ้านมันกันอยู่ พอเลือกตั้งก็มีปัญหาอีกเเน่ ส่วนการทำประชามติ ไม่เเน่ใจว่าจะพ่วงคำถามอื่นได้หรือไม่ แต่เเนะนำว่าถามเรื่องรัฐธรรมนูญก็พอ ถ้าให้พ่วงคำถามอื่นได้ จะเกิดข้อถกเถียงขัดเเย้ง เดี๋ยวก็มีพวกอยากเอาใจมาชงตั้งคำถามเหมือนคราวที่เเล้วอีก

“วัชระ” เตือน “บิ๊กตู่” อย่าใจอ่อน

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อต่อรองรักษาผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก อ้างว่าเป็นห่วงเศรษฐกิจบังหน้า ทั้งที่ระบบเศรษฐกิจที่เจ๊งทุกวันนี้ เริ่มจากระบอบทักษิณ ถ้าไม่โกงประเทศคงไม่บอบช้ำเช่นทุกวันนี้จริงหรือไม่ ที่ออกมาโจมตีประเทศไทยบ่อยครั้ง เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีอาญา ข้อหาฟอกเงินกับนายพานทองแท้ ชินวัตร กรณีรับเงินปากถุงธนาคารกรุงไทย จึงออกอาการใช่หรือไม่ การวิจารณ์ของนายทักษิณ ไร้ผลต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล เสมือนการผายลมในต่างแดน พูดได้อย่างไรว่าการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าคนมีคดีติดตัว นายกฯจึงต้องเด็ดขาด อย่าใจอ่อนต่อระบอบทักษิณ และเสียสมาธิกับลิ่วล้อ

พท.ซัดอยู่ยาวปัญหายิ่งถลำลึก

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาบริหารประเทศด้วยอำนาจพิเศษ เห็นได้ชัดว่าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะผ่านการยอมรับจากสากล การแก้ปัญหาขัดแย้ง สร้างความปรองดอง ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม หากยังคิดอยู่ต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี จะอยู่กันอย่างไร ปัญหาทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ยิ่งดำดิ่งจนยากจะแก้ไข จากที่ได้พูดคุยกับหลายฝ่ายรวมทั้งตัวแทนจากองค์การสหประชาชาติหรือยูเอ็น ที่ติดตามสถานการณ์การเมือง รวมทั้งสอบถามถึงการเลือกตั้งตามโรดแม็ป เขาแสดงความห่วงใยว่าอยากให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย เดินหน้าสู่การเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องรีบคืนประชาธิปไตยโดยเร็ว

ยันนายใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร กับสื่อต่างชาติว่า เป็นการพูดเพื่อให้สติกับผู้มีอำนาจว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน จะสร้างปัญหาตามมาอีก นายทักษิณไม่ได้พูดเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง แต่เพราะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นปัญหาจริงๆ หาก กรธ.ไม่รับฟังเสียงคัดค้านจากทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชน ประเทศก็ไปไม่ได้ ปมของนายทักษิณก็ตรงกันกับทุกฝ่าย ว่าการมีประชาธิปไตยจะเป็นทางออกของประเทศ การพัฒนาจะเกิดขึ้น ที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกว่ายึดกฎหมาย ต้องให้กฎหมายเดินไปตามกระบวนการ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ใครหรืออะไรมาอยู่เหนือกฎหมาย

จวก “สมเจตน์” ชูคอได้เพราะรปห.

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ที่กล่าวหาพรรคเพื่อไทยทำลายประชาธิปไตยว่าคนอย่าง พล.อ.สมเจตน์ไม่รู้เรื่องประชาธิปไตย คนแบบนี้เข้าไปนั่งชูคอในสภาฯก็เฉพาะมีการยึดอำนาจเท่านั้น ประเภทยกตนข่มท่านด่ากราดคนอื่นเลวหมด ตนเองกับพวกดีหมด กล่าวหานักการเมืองเลว สร้างความวุ่นวายจนเกิดการยึดอำนาจ แล้วใครกันที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวาย ใครที่เป็นกำลังให้คนที่ปิด กทม. อย่าแกล้งโง่เลย เราแค่ต้องการกติกาที่เป็นธรรม ให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงบ้าง และการสนับสนุนให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด เป็นการสะท้อนความคิดของคนที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว

แขวะ คสช.อยู่ต่อเศรษฐกิจยิ่งทรุด

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานมาก เศรษฐกิจจะทรุดไปอีกนานแน่ เพราะแค่บริหารประเทศช่วงปี 58 ยังทำให้การลงทุนหาย การส่งออกทรุดหนัก หากปล่อยให้เศรษฐกิจยังตกอยู่ในสภาพนี้และมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะทำให้อนาคตแรงงานไทย นักศึกษาไทยที่จบการศึกษาอาจต้องไปขายแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน แรงงานต่างด้าวก็คงแห่ย้ายกลับไปอยู่ประเทศของตัวเอง ดังนั้นทางออกที่ดีรัฐบาลควรเร่งฟื้นฟูการลงทุน การส่งออก และร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นสากล

“ปรีชา” ยุส่ง คสช.–รัฐบาลอยู่ยาว 8 ปี

ด้านนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ขอให้รัฐบาล และ คสช. ประเมินว่าหาก กรธ.ปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วอาจไม่ผ่านประชามติ ก็ไม่จำเป็นต้องทำประชามติ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ให้อำนาจ คสช.ประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้น และถ้าเป็นรัฐธรรมนูญดีจริงขอให้ คสช.และรัฐบาลอยู่บริหารประเทศต่อไปอีก 4 ปีโดยไม่ต้องมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เพื่อโชว์ให้เห็นว่าหากบริหารประเทศดีจริง เศรษฐกิจฟื้น เชื่อว่าประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นรัฐบาลต่ออีกสมัย แต่ถ้า คสช.และรัฐบาลประเมินแล้วรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติยังเดินหน้าทำ จะทำให้เสียเวลาและงบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท ขอให้นำงบประมาณส่วนนี้ไปช่วยเหลือเกษตรกรดีกว่า

ยูเอ็นพบ “ยิ่งลักษณ์” ถกการเมืองไทย

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ทำการพรรคเพื่อไทยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ให้การต้อนรับตัวแทนจากสหประชาชาติ 6 คน นำโดย H.E. Miroslav Jenca ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติฝ่ายการเมือง H.E. Luc Stevens ผู้ประสานงานสหประชาชาติและผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย การพัฒนาประชาธิปไตย และกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยประชาคมโลกต้องการเห็นประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับหลักสากล คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว โดยใช้เวลาพูดคุย 2 ชั่วโมง

“ประยุทธ์” ถก นบข.เร่งสางคดีข้าว

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 1/2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในที่ประชุมว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือคือ การบริหารจัดการข้าว ทั้งข้าวเก่าและข้าวใหม่ ราคาข้าว และคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าวเก่า จึงจำเป็นต้องมี มาตรการที่ชัดเจน ซึ่งมีข้อกฎหมายที่กำกับเกี่ยวกับการระบายข้าวอยู่แล้ว มั่นใจว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์ดีว่าเราต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ โดยไม่มีผลกระทบกับข้าวในฤดูกาลใหม่ และขายข้าวเก่าให้ได้ราคามากที่สุด ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย จะใช้เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น ต้องไม่มีผลกระทบกับคดีที่ค้างอยู่ ต้องระมัดระวังเรื่องการระบายข้าว และราคาที่ระบายออกไป

กล่อมชาวนาเว้นวรรคปลูกข้าว

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นหลักที่ต้องการให้ทราบคือ การทำแผนข้าวแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกจนถึงกระบวนการบริหารจัดการไปสู่การตลาด โดยจะวางเป็นยุทธศาสตร์ข้าวเป็นเวลา 20 ปี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2560 ทั้งหมดจะอยู่ในแผนการปฏิรูปให้รัฐบาลชุดต่อไปเดินหน้าต่อ และจะให้ทำต่อในเรื่องยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย โดยแผนงานต้องสอดคล้องกับการบริหารจัดการน้ำที่มีต้นทุนจำกัด และพื้นที่แตกต่างกัน นอกจากนี้เรายังสนับสนุนผู้ที่ปรับเปลี่ยนการปลูกพืช เพราะรัฐบาลต้องการลดปริมาณการผลิตข้าว ปีนี้ต้องผลิตข้าวอยู่ที่ 25 ล้านตัน จากที่ผ่านมาอยู่ที่ 30 ล้านตัน ต้องหามาตรการสร้างแรงจูงใจ แต่รัฐบาลไม่ได้บังคับ

ฟาดใส่รอยเตอร์ฝากพูดจาให้ดี

ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการสรุปตัวเลขความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ต้องออกเป็นคำสั่งความรับผิดทางละเมิดเพื่อให้ชดเชยค่าเสียหายจากโครงการดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังไม่สรุป ซึ่งคณะกรรมการฯจะเป็นผู้สรุปเอง ทำไม มันต้องเอาให้ได้ใช่ไหม คุณไปบอกรอยเตอร์เมื่อวานนี้ พูดให้ดีด้วย จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ยุติการสัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

หวังปั้นสหกรณ์เทียบชั้นธนาคาร

ต่อมา ที่ตึกสันติไมตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2559 ในโอกาสครบรอบ 100 ปีสหกรณ์ไทย ว่า วันนี้เราจะพูดถึง 100 ปีข้างหน้าสหกรณ์จะเจริญเติบโตไปถึงไหน รัฐบาล และ คสช. 2 ปีกว่านี้ทำไปแล้วหลายเรื่อง การที่รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็เพื่อเยาวชนคนรุ่นหลัง ช่วงนี้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวทั้งโลก เราต้องรักษาระดับการเจริญเติบโตของจีดีพี วันนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากติดลบมาเป็น 1 กว่าๆ ปีหน้าคาดว่าจะถึง 3 ถ้าไม่มีอะไรเป็นเหตุสุดวิสัย ทุกคนต้องเข้าใจว่าประเทศเราเดินหน้าด้วยอะไร ถ้าไม่เข้าใจจะกลายเป็นเครื่องมือให้คนมาหาผลประโยชน์ ให้คนที่มือนิ่มมาเอาผลประโยชน์จากพวกท่านที่มือหยาบกร้าน อยากเสนอให้สหกรณ์ปรับปรุงรูปแบบยกระดับเป็นธนาคารสหกรณ์เกษตรได้หรือไม่ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งขึ้น

มี ม.44 แต่สั่งไม่ได้เหมือนสังคมนิยม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า อยากให้มองการแก้ปัญหาลักษณะนี้ ประเทศไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย ทุนนิยมแบบเสรี ลงทุนมากก็ต้องได้มากเป็นธรรมดา เพราะไม่ได้สั่งคนได้แบบประเทศสังคมนิยม ขนาดมีมาตรา 44 อยู่ในมือยังสั่งคนไม่ได้เลย อยากยกตัวอย่างเกี่ยวกับปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ผ่านมาทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ต้องแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้เรียบร้อย ไม่อยากเห็นสหกรณ์อ่อนแอลง ต้องเริ่มจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะทำอะไรต้องมีเหตุมีผล รู้จักประมาณตน วันนี้รัฐบาลได้เริ่มโครงการตลาดประชารัฐเพื่อหาวิธีการสร้างรายได้ให้กับประชาชน ให้คนมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น “มีคนถามว่าทำไมไม่เห็นใจ คสช. ก็มีคำตอบว่า คสช.เป็นทหารจึงไม่ต้องเห็นใจ เพราะอดทนอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรท่านก็ไม่สามารถมาไล่ผมตอนนี้ได้อยู่แล้ว”

“บิ๊กต๊อก” ไม่ยอมสั่งสอบเพิ่มราชภักดิ์

ที่กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงผลการสอบเพิ่มเติมคดีอุทยานราชภักดิ์ ว่า ได้รับรายงานจาก ศอตช.ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เป็นที่พอใจ ข้อมูลที่ได้มายังไม่พอตอบคำถามของสื่อ และสังคมได้หมดทุกแง่มุม หากตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดหน่วยงานใดอยากจะแถลงข่าวก็เป็นสิทธิของหน่วยงานนั้น ตนไปบังคับและก้าวก่ายใครไม่ได้ แต่ถ้าให้แถลงข่าวต้องตอบคำถามที่ถามไปทั้งหมด เพราะยังมีประเด็นที่สื่อ และสังคมสงสัยอยู่ประมาณ 2-3 ประเด็น จึงสั่งให้ ศอตช.ไปตรวจสอบประเด็นที่เหลือให้เสร็จ ตนถามไป 2-3 ประเด็น เพื่อให้ได้รายละเอียดเพียงพอก่อน แต่ความจริงอาจมีมากกว่านั้นที่ระบบครอบคลุมตรวจสอบก็เป็นได้ ขอพูดเท่านี้คงพอจะเข้าใจ แต่ถ้าหน่วยงานต่างๆไม่ตอบคำถาม ตนก็ไม่มีสิทธิจะไปจี้ใครได้ ยืนยันในคำพูดทุกคำที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ว่าที่มาที่ไป ต้องดำเนินการกับคนทุจริตคดีราชภักดิ์ ยังยืนยันตามนั้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนความคิด

ห่วงตอบสังคมไม่ได้บางเรื่อง

“ศอตช.เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบทุจริตทั้งระบบ จึงไม่ทราบจุดไหนบ้างที่ควรตรวจสอบ เพราะมันเป็นเทคนิคการตรวจสอบ ในกระบวนการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินต้องใช้เทคนิค ผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่เทคนิคที่มีความชำนาญในการตรวจสอบ จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตรวจสอบไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องรอให้ ศอตช.ตรวจสอบเสร็จก่อน เป็นห่วงว่าจะไม่ตอบสังคมในบางเรื่อง อาทิ ยังไม่เคยตอบว่ามีใครทุจริตคดีดังกล่าวจริงหรือไม่ และในวันที่ 25 ก.พ. จะถามในที่ประชุม ศอตช. เพื่อให้เร่งรัดคดีดังกล่าว” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

แอมเนสตี้จี้เลิกปิดปากคนเห็นต่าง

อีกเรื่อง ที่โรงแรมสุโกศล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก แถลงข่าว เปิดรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2558-2559 พร้อมยื่นข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนผ่านตัวแทนรัฐบาลไทย โดยนายชำนาญ จันทร์เรือง ประธานกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า จากรายงานของแอมเนสตี้ มีการจับกุมผู้จัดกิจกรรมประท้วงอย่างสงบ เกิดความเพิกเฉยของรัฐบาลทหาร ต่อเสียงเรียกร้องนานาชาติ ให้ยุติการสืบทอดอำนาจ ยุติการจำกัดสิทธิและปิดปากผู้เห็นต่างโดยอ้างความมั่นคง จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยเรื่องการปราบปรามผู้เห็นต่าง ยุติการจับกุมตัวโดยพลการ พร้อมรับรองว่าผู้ถูกควบคุมตัว ต้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนจากคณะตุลาการที่เป็นอิสระ ยุติการใช้ศาลทหารไต่สวนคดีพลเรือน ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ไม่ลงโทษผู้ใช้สิทธิ ที่รวมไปถึงการกดไลค์ และการแชร์ข้อมูลออนไลน์ด้วย ขอเสนอให้ฟื้นฟูกฎหมายการแสดงออกและชุมนุมโดยสงบ แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ ตลอดจนถอนข้อหาของบุคคลใดๆที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้สิทธิในการแสดงออก และปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังจากข้อหาดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข

กต.โต้แอมเนสตี้ยังไม่เข้าใจไทย

ขณะที่นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอบโต้การจัดทำรายงานขององค์กร Amnesty International (AI) ประจำปี 2558-2559 ว่า รายงานดังกล่าวมิได้คำนึงถึงบริบทที่ท้าทายในประเทศไทย ซึ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมและการแสดงออก กับความจำเป็นที่ต้องป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองหวนคืนมาอีก จึงถือว่ารายงานนี้ขาดความสมดุล ไม่คำนึงถึงบริบทเฉพาะ และไม่สะท้อนถึงพัฒนาการเชิงบวกอันเป็นผลจากการดำเนินการอย่างจริงจังของรัฐบาลในหลายประการ อาทิ การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ส่วนประเด็นเรื่องเสรีภาพของประชาชน ยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญและเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล ดังเห็นได้ว่าสื่อหลายสำนักสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเสรี

คนยังไว้ใจในอุดมการณ์นายกฯ

อีกเรื่อง นิด้าโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “1 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พบว่าร้อยละ 29.68 ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก ร้อยละ 49.92 ระบุว่าค่อนข้างดี ร้อยละ 11.60 ระบุว่าไม่ค่อยดี ร้อยละ 7.84 ระบุว่าไม่ดีเลย เมื่อเทียบกับผลสำรวจช่วงครบรอบ 1 ปีมีคะแนนลดลง แต่ส่วนใหญ่ยังมองว่า พล.อ.ประยุทธ์มีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน กล้าตัดสินใจในประเด็นสำคัญ ส่วน ครม. 5 อันดับแรกที่ประทับใจ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เปิดโผ 5 รัฐมนตรีที่โลกลืม

สำหรับ 5 อันดับที่ประชาชนไม่ประทับใจ คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม โดยรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จัก 5 อันดับแรก คือนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข และนายอุตตม สาวนายน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    19.2%
  • ไม่ชอบ
    51.0%
  • สนุก
    23.6%
  • ประหลาดใจ
    1.8%
  • เสียใจ
    2.6%
  • ให้กำลังใจ
    1.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement