เปิดใจ 'หมอตุ่ย' รพ.อุ้มผาง รับเตียงคนไข้ไม่พอ ต้องปูเสื่อให้นอนตามสภาพ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เปิดใจ 'หมอตุ่ย' รพ.อุ้มผาง รับเตียงคนไข้ไม่พอ ต้องปูเสื่อให้นอนตามสภาพ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.พ. 2559 08:50
16,817 ครั้ง


เปิดใจ 'หมอตุ่ย' รพ.อุ้มผาง เจียดเงินเดือนส่วนหนึ่ง เป็นค่ารักษาสำหรับคนไร้สัญชาติ-ยากจน เผยมีเตียงคนไข้เพียง 60 เตียง ต้องปูเสื่อให้คนป่วยนอนตามสภาพ โชคดีได้เอกชน-ผู้ใจบุญ ช่วยบริจาคเงิน-ยา มาให้ ลุยแก้หนี้กว่า 50 ล้าน เมื่อ 3 ปีก่อน จนเหลือ 10 ล้าน...

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2559 ภายหลังหนุ่มเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอุ้มผาง พื้นที่ตำบลอุ้มผาง อ.อุ้มผาง จังหวัดตาก ซึ่งใช้นามว่า "ไม่มีอะไรที่มันจะยืนยาว เท่าความผันเปลี่ยน" ได้โพสต์ในโซเชียลมีเดีย ขอรับบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนมากจนต้องใช้เทปกาวปิดแผลคนไข้ไปก่อน นอกจากนั้น ยังบอกด้วยว่าโรงพยาบาลขาดเตียงคนไข้ จนต้องมาปูเสื่อนอน กระทั่งมีการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวไปแล้วนั้น

ขณะที่นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือหมอตุ่ย วีรบุรุษของคนไร้สัญชาติบริเวณชายแดนไทย ที่ใช้เวลาครึ่งชีวิตไปกับการช่วยเหลือคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรด้านสาธารณสุขในถิ่นทุรกันดารมานาน 25 ปี ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง เปิดเผยว่า อ.อุ้มผาง มีประชากรทั้งหมด 67,638 คน มีประชาชนที่มีสิทธิ์ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำนวน 28,518 คน ที่เหลืออีก 39,120 คน ไม่มีสิทธ์ เนื่องจากไม่มีบัตรประจำตัว 13 หลัก

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมคนไข้ชาวเมียนมาที่เข้ามารักษาอีกมากมายเหมือนเป็นโรงพยาบาลสองแผ่นดิน โดยต่อปีมีผู้ใช้บริการที่แผนกผู้ป่วยนอก 75,000-90,000 ครั้ง โดยร้อยละ 58 ของผู้ป่วยใน และร้อยละ 33 ของผู้ป่วยนอกรพ.อุ้มผาง เป็นคนกลุ่มไร้สิทธิ์ ค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์ของ รพ.อุ้มผาง 3 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยกว่า 30 ล้านบาท ทำให้สถานะทางการเงินบำรุงของโรงพยาบาลอยู่ในระดับวิกฤติ จนมีหนี้สินกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการช่วยเหลือในเรื่องหนี้สินจนขณะนี้หนี้สินต่างๆ ลดลงมาคงติดลบอีกประมาณ 10 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ทางโรงพยาบาลได้ลงทุนพัฒนาคุณภาพบริการดูแลรักษาผู้ป่วยให้สูงขึ้น เนื่องจากความจำเป็นเพราะเป็นพื้นที่ที่การคมนาคมยากลำบาก บางพื้นที่ต้องเดินทางใช้เวลาตั้งแต่ 8-22 ชั่วโมง เพื่อรักษาชีวิตและเป็นที่พึ่งของประชาชนทุกคน เช่น การจัดหอดูแลผู้ป่วยหนัก มีเตียงไอซียู เด็กและผู้ใหญ่ 7 เตียงและมีหน่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2 เครื่องมีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังสุดท้ายฟอกไตประจำ 7 ราย และมีธนาคารเลือดใช้ทำผ่าตัดได้ทั้งการผ่าครรภ์คลอด ไส้ติ่งอักเสบซึ่งใช้เลือดเดือนละประมาณ 150 ถุง

"โรงพยาบาลอุ้มผางมีเตียงตามมาตรฐานคือ 60 เตียง คนไข้นอนพื้นมีเกินกว่าจำนวนเตียง เพราะฉะนั้นมันก็เป็นไปตามสภาพ ถ้าหน้าร้อนหน้าแล้งหน้าหนาว ฝนไม่ตก โรคระบาดจะน้อยอาจจะมีคนไข้ไม่ต้องนอนพื้นมากแต่ถ้าหน้าฝนมีโรคติดเชื้อ มีมาลาเรีย ไข้รากสาดใหญ่ มีโรคปอดติดเชื้อมากเด็กปอดอักเสบเยอะ ก็อาจจะมีนอนพื้น เพราะฉะนั้นหน้าฝนจะมีคนไข้ที่นอนโรงพยาบาลเกินกว่าบางทีเป็นร้อยก็มี ยิ่งตอนนี้มีผ่าตัดตาเกินไป 120 ก็มีหรือบางครั้งกว่า 200 รายก็มี ตอนนั้นต้องเปิดตึกชั้น 3 ชั้น 4 เอาเสื่อปูพื้นให้คนไข้นอนโดยยืมมาจากวัด มีคนไข้มานอนกันเป็นร้อยคน ดังนั้นการนอนพื้นจึงเป็นเรื่องธรรมดา" หมอตุ่ย กล่าว 

ส่วนการขอรับบริจาคที่ผ่านมา ได้มีผู้บริจาคจำนวนมาก ยกตัวอย่างบริษัทเอกชนอย่างดัชมิลล์ บริจาค 2-3 ปี
มากถึง 6-7 ล้านบาททั้งบริจาคซื้อยา บริจาคเงินจ้างพนักงานสุขศาลาบริจาคเครื่องมือแพทย์ บริจาคเกลือไอโอดีนให้หญิงตั้งครรภ์ และบ้านที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี บริจาคนมให้หญิงตั้งครรภ์ด้วย รวมทั้งบริจาคชุดทำคลอดให้หมอตำแย นอกจากนี้ ยังมีโอสถสภาก็ให้บริจาคเงินช่วยในงานสาธารณสุขที่จำเป็นอีกจำนวนมาก รวมทั้งยังมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคยาส่งพัสดุมาให้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุกวันนี้หมอตุ่ย อยู่ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาล ไม่ได้ออกตรวจคนไข้ แต่เป็นผู้ผลักดันอยู่เบื้องหลังเพื่อให้คนเบื้องหน้าทำงานได้ง่ายขึ้น แม้บทบาทหน้าที่เปลี่ยนไป แต่ความมุ่งหวังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำและยังมีคนอีกมากที่ต้องการความช่วยเหลือ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ความคาดหวังของสังคมอาจบังคับให้เรามุ่งหน้าไปหาความสำเร็จ แต่แท้ที่จริงแล้วสาระสำคัญของชีวิตอาจจะอยู่ที่การเงยหน้าขึ้นมามองไปรอบๆ เพื่อซึมซับความเจ็บปวดของเพื่อนมนุษย์และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เป็นที่พึ่งของผู้อื่นดูบ้าง

ล่าสุดหมอตุ่ย ยังต้องเดินทางไปดูแลโรงพยาบาลวังเจ้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหม่ใกล้จังหวัดเพิ่งเปิดได้ไม่นานโดยจะต้องเดินทางข้ามดอยข้ามห้วยไม่รู้กี่ลูก นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงพยาบาลทราบกันดีว่าเงินเดือนของหมอตุ่ยส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งเป็นค่ารักษาพยาบาลสำหรับคนไร้สัญชาติและคนยากจน ใครจะปฏิเสธได้ว่านี่ไม่ใช่คุณสมบัติของผู้เสียสละ แม้เจ้าตัวจะไม่ยอมรับก็ตาม จะมีสักกี่คนที่ยินดีสละเวลาและรายได้ที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองให้
กับคนแปลกหน้าเป็นประจำทุกๆ เดือน ไม่เว้นแม้กระทั่งชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนฝั่งเมียนมาเพียงเพราะ
ว่าพวกเขาต่างก็เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    48.8%
  • ไม่ชอบ
    2.6%
  • สนุก
    0.5%
  • ประหลาดใจ
    0.3%
  • เสียใจ
    0.5%
  • ให้กำลังใจ
    47.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement