ทุกอย่างเริ่มจากตัวเรา...เด็กบ้านนอกก้าวสู่ ผู้ประกาศข่าวชั้นนำของไทย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ทุกอย่างเริ่มจากตัวเรา...เด็กบ้านนอกก้าวสู่ ผู้ประกาศข่าวชั้นนำของไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.พ. 2559 09:30
34,661 ครั้ง


ไม่แคร์ดวง ไม่สนใจโชคชะตา ไม่ต้องให้ใครมาลิขิตชีวิต เพราะเราล้วนเลือกทางเดินชีวิตให้กับตัวเราเองได้ ผู้ประกาศข่าวในเมืองไทยมีมากมาย แต่มีสักกี่คนที่โดดเด่นโดนใจจังๆ ปุ้ย รสริน ประกอบธัญ โดดเด่นมานานแล้ว กับการเป็นผู้ประกาศข่าวทางไทยรัฐทีวี Thairath TV ปุ้ย รสริน ไม่ได้เคยง้อวาสนา เพราะเธอเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ความมุ่งมั่นพยายามจะนำพาเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการได้เอง ชีวิตของ ปุ้ย รสริน จากเด็กสาวบ้านนอก ก้าวมาเป็นประกาศข่าวชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทย แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเส้นทางที่เธอล้วนสร้างขึ้นมาเองด้วยตั้งใจจริงๆ

ชีวิตในกรอบที่หล่อหลอมตัวตน

"อากง อาม่า เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กเป็นคนที่เข้มงวดกับเรามาก ไม่ได้ไปไหนเลย ไปโรงเรียน กลับถึงบ้านมา อ่านหนังสือ ทำการบ้านให้เสร็จ ปุ้ยไม่เก็บกด เพราะส่ิงที่ท่านคอยบอกคอยสอนเรา มันทำแล้วส่งผลให้ชีวิตเราดี อีกอย่างเราเป็นคนชอบเรียน รักดีด้วย คุณพ่อคุณแม่ อากง อาม่า ส่งเสริมให้เรารักการอ่าน รักการเรียน ให้เราอยู่ในกรอบมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ"

ภาคภูมิใจในความเป็นเด็กบ้านนอก

"ตัวปุ้ยเองเป็นเด็กบ้านนอกจากพังงา ปุ้ยเรียนโรงเรียนวัดมาตั้งแต่เด็ก โรงเรียนกับวัดอยู่ติดกัน ก็เลยชื่อโรงเรียนวัดนิโครธาราม อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึง ป.6 เราไม่เคยลืมกำพืดตัวเองนะ ใครถามเราไม่เคยปิดบังว่าจบมาจากโรงเรียนวัด เป็นเด็กบ้านนอก (เน้นเสียงดัง) ได้เกรด 4.00 มาโดยตลอด เราเรียน ป.2 แต่เราเอาหนังสือของ ป.3 มาอ่านเตรียมไว้แล้ว มันคือโรงเรียนวัดก็จริง แต่ปุ้ยก็ภูมิใจมากๆ นะ เพราะเราคิดว่า เป็นหัวสุนัขดีกว่าเป็นหางราชสีห์ (หัวเราะ) ไม่อยากให้คิดน้องๆ คิดว่าเราเป็นเด็กต่างจังหวัดแล้วจะแพ้ เพราะเด็กต่างจังหวัดเก่งๆ ก็มีเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนชื่อดัง หรือต้องมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา"

เริ่มสนใจการพูด

"เราเรียนได้ที่ 1 มาตลอด ตอนอยู่  ป.3 ครูส่งไปแข่งประกวดยอดนักพูดในระดับประเทศมา ได้พูดหัวข้อเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม เราไม่ได้ที่ 1 มาหรอก ได้ท่ี 3 แต่เรามีความรู้สึกว่า เฮ้ย การพูดมันมีเสน่ห์ ตอนไปแข่งเราก็กล้าๆ กลัวๆ แต่ทำไปแล้ว เฮ้ย! เราทำได้นะ ก็เริ่มชอบการพูด แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จุดประกายให้อยากจะเป็นผู้ประกาศข่าว เพราะความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กอยากจะเป็นคุณหมอ แต่จริงๆ เราไม่ได้ชอบการหมอด้วยจิตสำนึก แต่อากง อาม่า อยากให้เป็นหมอ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะได้มีคนดูแล แต่เราก็ไม่ได้ชอบการเป็นหมอ การเป็นคุณหมอดีค่ะ ได้ดูแลคนป่วยได้บุญ แต่ในบางมุมเราก็ไม่ได้เข้มแข็งพอ ปุ้ยรู้สึกหดหู่เวลาเห็นญาติร้องไห้เมื่อมีใครตาย ก็จะรู้สึกอยากจะร้องไห้ตามไปด้วย รู้สึกว่าเราเป็นคนอ่อนไหวง่าย จริงๆ เราไม่เหมาะกับการเป็นหมอ"

ชีวิตใหม่ที่ต้องดูแลตัวเอง

"หลังเรียนจบที่ โรงเรียนวัดนิโครธาราม อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ปุ้ยได้โควตาไปเรียนที่โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยตรัง จังหวัดตรัง ตั้งแต่ ม.1-ม.6 เป็นโรงเรียนประจำ ทำให้เราได้รู้จักตัวเองมากขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น จากเมื่อก่อนเราต้องมีคนบอกคอยเตือน แต่ไปเรียนที่นี้ เราต้องโตด้วยตัวเอง เราต้องเตือนตัวเอง เราต้องขยันด้วยตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่เรา เราต้องกำหนดชีวิตของเราเอง อย่าไปโทษโชคชะตา"

ค้นหาตัวเองที่มหาวิทยาลัย

"พอเรียนจบ ม.6 แล้ว คุณเพื่อนของพ่อบอกว่า ลองเรียนนิเทศศาสตร์ ดูสิ ก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยบูรพา บางเสน ชลบุรี ปุ้ยเลือกลงเอกวาทวิทยา รู้สึกเลยว่าเอกนี้ใช่เลย! ใช่ฉัน! ตอนนั้นบอกตรงๆ นะว่าเราไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะไปทำอะไร แต่เราก็เลือกเรียนนิเทศศาสตร์ เพราะตอนนั้นคิดว่า ไม่เลือกงานไม่ยากจน ทุกอย่างอยู่ที่เราเอง ถ้าเรามีความตั้งใจไขว่คว้า...ตอนเรียนอาจารย์ชวนไปประกวดหนุ่มสาวยิ้มสวย ของภาคตะวันออก จัดโดยโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง การประกวดจะเลือกคนที่ยิ้มสวย และไม่เอาคนที่เคยดัดฟัน ก็มีคนประกวดเยอะนะกว่า 60 คน ก็ได้ที่ 1 มา เฮ้ย! เราก็ทำได้ อเมซิ่งไทยแลนด์ (ยิ้มกว้างมากๆ) ก็ไม่ได้เงินรางวัลอะไรมาหรอกค่ะ ได้บัตรฟอกสีฟันฟรีมา สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือ เรากล้าแสดงออกมากขึ้น ก็กล้าในระดับหนึ่ง จากเดิมที่เราเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก"

สมัครงานที่แรก! ได้เลย!

"พอเรียนจบก็เดินสายสมัครงาน ไม่เคยมีเส้นสาย ไปสมัครที่แรกที่เนชั่นทีวี ท้อมากนั่งรถทัวร์จากชลบุรี มาสมัครที่เนชั่น แถวบางนา สมุทรปราการ โอ้โห!!!!!! คนสมัครเยอะมาก ใบสมัครกองเป็นตั้งเลย ท้อมาก!!!!!! เกือบจะถอดใจแล้วนะ แต่เรายึดมั่นมาตลอดชีวิตว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะมาทำให้ตัวเอง ก็เลยตัดสินใจกรอกใบสมัคร 1 เดือนผ่านไป 2 เดือนผ่านไป นานมากๆ ทำไมไม่ประกาศผล เราเลยปลงคงไม่ได้แล้วมั้ง แต่หลังจากนั้นทางฝ่ายบุคคลก็โทรมาว่า คุณรสรินให้ไปรายงานตัว ให้มาเทสต์หน้ากล้อง (ยิ้ม)"

ถึงเวลาพร้อมกับโอกาสที่ได้

"รอบนี้มี 12 คน คือคนที่ได้เรียกมารอบนี้มีประสบการณ์ทุกคนเลย แต่เราเป็นเด็กเพิ่งจบใหม่ ในคุณสมบัติที่ทางเนชั่นทีวีระบุว่า ถ้ามีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ ปุ้ยกลัวและขยาดคำนี้มาก เพราะรู้สึกว่าคำๆ นี้เป็นการปิดโอกาสสำหรับเด็กใหม่ วันนั้นก็มีคณะกรรมการมาสัมภาษณ์เรา พอเราได้สัมภาษณ์ได้เทสต์หน้ากล้องจบแล้ว ปุ้ยก็เดินไปหา บอกอ (บรรณาธิการ) ที่เป็นกรรมการด้วย หนูขอถามกลับไปบ้างว่า ในใบสมัครจะมีคำที่ระบุว่า ถ้ามีประสบการณ์จะพิจารณาเป็นพิเศษ หนูเป็นเด็กจบใหม่ โอกาสเป็นของคนที่พร้อมเสมอ หนูถามหน่อยถ้าหนูพร้อมแต่ไม่มีโอกาส หนูจะได้ทำงานที่นี่มั้ย หนูจะได้มาพิสูจน์ฝีมือที่นี่มั้ย...อาทิตย์ต่อมาเราก็โดนเรียกว่า ได้ทำงาน เฮ้ย มันเป็นการตอกย้ำความคิดว่า ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

ย้ายที่ทำงานแต่ยังจดจำได้ดี

"ปุ้ยทำงานเป็นนักข่าวที่เนชั่น สายเศรษฐกิจ ทำได้ประมาณปีหนึ่ง แล้วย้ายไปช่อง 7 ก็ยังทำสายเศรษฐกิจอยู่ ทำที่ช่อง 7 ประมาณ 3 ปีกว่า ปุ้ยไม่เคยลืมบุญคุณทุกๆ ที่ ที่เคยทำงานมา เพราะให้วิชาการทำงานเรามา ซึ่งที่เนชั่นและช่อง 7 จุดประกายให้ปุ้ยว่า เราเป็นคนยิ่งถูกใช้ยิ่งแกร่ง ไม่ใช่วัตถุยิ่งใช้ยิ่งเสื่อม อันนี้เรื่องจริงนะ ช่วงนั้นเราทำงานมาหมดเลย ทำทุกอย่าง ตั้งแต่หาภาพมาประกอบข่าว ประสานงาน ลงเสียง เขียนสกู๊ป วิ่งข่าวด้วย บางวันทำงานตั้งแต่ตี 4 ยัน 4 ทุ่ม ก็หนักนะ แต่เราคิดว่าเรายิ่งทำ เราก็ยิ่งได้ประสบการณ์ ก็เลยทำ ซึ่งที่ผ่านมามันหล่อหลอมให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้ มันทำให้เราแกร่งจริงๆ 

"หลังจากทำที่ช่อง 7 ปุ้ยได้ย้ายไปเป็นผู้ประกาศข่าว ที่ช่อง 11 ได้มีโอกาสอ่านข่าวจริงๆ เป็นผู้ประกาศข่าวอ่านข่าวเศรษฐกิจ ก็มีวิ่งไปทำข่าวด้วยบ้าง ที่นี่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับเราเยอะเลยค่ะ ตอนแรกก็ล้มลุกคลุกคลาน ท้อนะเพราะการเป็นผู้ประกาศข่าว ต้องมีสติเยอะมากๆ ต้องมีสติกับสิ่งที่จะพูดออกไป มันยากมาก!!! แต่ปุ้ยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ก็มีผู้ใหญ่ให้กำลังใจเรา และที่สำคัญแม่นี่แหละที่คอยให้กำลังใจ แม่บอกว่าลูกแม่เป็นคนเก่ง แม่เชื่อในศักยภาพของลูก ลูกทำได้ เราก็เลยฮึดใหม่ ตอนแรกๆ กะว่าจะลาออก เฮ้ย รึว่าเราไม่เหมาะกับการเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว แต่พอทำไปเรื่อยๆ มันรู้สึกสนุก (ยิ้ม) พอมันเข้าที่ พอเราจับจุดได้ เราก็อยากจะไปต่อกับการเป็นผู้ประกาศข่าว"

เติมเต็มมากๆ ที่ไทยรัฐทีวี

"ไทยรัฐทีวีประกาศว่า จะรับผู้ประกาศข่าว เราก็มุ่งมั่นมากเลย ถ้าเราอยากจะเติบโตในด้านการข่าว ไทยรัฐก็เป็นอีกหนึ่งที่ ที่น่าจะลอง ก็เลยมาสมัคร โอ้โห!!! แม่เจ้า!!! คนเยอะมากๆ คนมาสมัครเยอะมากๆ มีการคัดเลือกคนข่าวที่ยิ่งใหญ่และจริงจังมากๆ พอประกาศผลรอบแรก โอเค ผ่านมารอบแรกแล้ว จนสุดท้ายเราก็ได้จริงๆ ได้มาทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวการเมือง ก่อนจะได้อ่านข่าวจริงๆ ปุ้ยได้มาเรียนมาอบรม การเป็นผู้ประกาศข่าวที่ดีกับพี่หนิง (สายสวรรค์ ขยันยิ่ง) เรียนแล้วมันทำให้เราดีขึ้นจริงๆ หลังจากที่เมื่อก่อน เราลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง"

"นอกจากอ่านข่าวแล้ว เวลามีข่าวเฉพาะกิจอะไร ปุ้ยก็ไปทำข่าวได้ด้วย ตอนนี้ปรับผังรายการใหม่ ปุ้ยได้โอกาสดีจากผู้ใหญ่ต้องขอบคุณมากๆ คะ ที่มองเห็นความสามารถของเราที่มีอยู่ ปุ้ยอ่านข่าวค่ำช่วง ไทยรัฐนิวส์โชว์ จันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่ 19.00 - 21.30 น. ทุกช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่มอบหมายมาให้ทำงาน ปุ้ยทำด้วยความตั้งใจและทำมันออกมาให้ดีที่สุด (คลิปปุ้ยอ่านข่าว) ปุ้ยไม่คิดว่าการทำงานมันเหนื่อย เพราะมันเป็นงานที่เรารักที่จะทำ ปุ้ยเชื่อเรื่องการทำด้วยตัวเอง เราขยันเราก็จะได้ผลตอบแทนมา เราทำแบบไหนก็จะได้แบบนั้น ถ้าคุณขี้เกียจก็จะไม่ได้อะไรเลย ไม่ใช่ว่าทุกอย่างฟากฟ้าจะประทานมาให้เราหมด แต่ถ้าเก่งแล้วไม่มีโอกาสก็เท่ากับศูนย์"

ยึดมั่นความกตัญญูรู้บุญคุณ

"ปุ้ยคิดว่า...ที่ปุ้ยได้ดีทุกวันนี้ เพราะเป็นคนที่กตัญญูนะ คือปุ้ยกตัญญูต่ออากง อาม่า พ่อแม่ กับสถานศึกษา กับที่ทำงานทุกแห่งที่เราเคยทำมา ปุ้ยไม่เคยลืมผู้มีพระคุณ ไม่เคยลืม!!! คุณครูทุกคนที่เคยสอนมาตั้งแต่ตอนเรียนที่โรงเรียนวัด จนถึงตอนนี้ปุ้ยกำลังเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณครูทุกคนไม่เคยลืม!!! หลายคนมักจะบ่น จะรำคาญเวลาที่ผู้ใหญ่สอนหรือตักเตือน แต่รู้มั้ยว่า สิ่งเหล่านั้นมีค่ามากกว่าเพชรและทองอีก เพราะว่ามันคือส่ิงที่ดี มันคืออนาคต มันคือชีวิตของเรา"

ลูกน้อยฝาแฝดสุดน่ารัก

"ปุ้ยเพิ่งแต่งงานช่วงปลายปีที่แล้ว ชีวิตหลังแต่งงานก็ดีค่ะ (ยิ้ม) เป้าหมายคืออยากจะได้ลูกแฝด ได้แล้ว มีแล้วค่ะ (ยิ้ม) ได้ลูกแฝดเป็นลูกชาย ตอนนี้ลูกโต 10 เดือนแล้วค่ะ (ยิ้ม) น้องธีทัต กับน้องธีภพ ลิ่มสกุล กับสามี (ร้อยเอกเฉลิมพล ลิ่มสกุล ผู้บังคับกองร้อยสนับสนุนการรบ กองพันทหารม้าที่ 3 รักษาพระองค์) เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนอยู่ จุฬาภรณราชวิทยาลัยตรัง จังหวัดตรัง แล้วค่ะ ไม่เคยจีบกันเลย เราเคยเป็นเพื่อนกัน เขาเป็นคนเรียนเก่ง จริงๆ ปุ้ยแอบชอบเขามานานแล้ว เพราะปุ้ยชอบผู้ชายเก่ง (ยิ้มเขิน) หลังจากเรียนจบก็หายจากกันไปเลย...ผ่านไป 17 ปี สุดท้ายก็ได้กลับมาคุยกัน ได้มาเจอกันอีกครั้งที่งานแต่งงานเพื่อน ก็เลยได้คุยกัน คบมาประมาณ 2 ปี ก็แต่งงานกัน มันทำให้ปุ้ยเชื่อเรื่องบุพเพฯ ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าเขาไม่ชอบเรา เพราะเขาเป็นคนเก็บอารมณ์เก่ง เราดูไม่ออก แต่พอเราได้เปิดใจกัน ก็ได้รู้ว่า...ต่างคนต่างชอบกัน (ยิ้มอย่างมีความสุข)".

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    91.6%
  • ไม่ชอบ
    3.1%
  • สนุก
    1.5%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.4%
  • ให้กำลังใจ
    3.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement