อ้างนับล้าน ต่อต้าน สมเด็จช่วง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559
advertisement

อ้างนับล้าน ต่อต้าน สมเด็จช่วง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2559 08:05
18,470 ครั้ง


‘ผู้ใหญ่’ร่วมด้วย ระบุสุวพันธุ์พูด วงประชุมป.ธ.9

นายกสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค แฉผล หารือ “สุวพันธุ์” รมต.ประจำสำนักนายกฯ รับ ปาก พร้อมทำตามมติ มส.เสนอชื่อสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่อ้างมีผู้ใหญ่-ฝ่ายต้านร่วมล้านคน เกรงจะเกิดความวุ่นวาย ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ โวยตำรวจประกาศออกหมายเรียกพระที่ไปชุมนุมที่พุทธมณฑล เหมือนถูกหักหลังอย่างแรง เพราะจะกลายเป็นผู้ต้องหาเต็มตัว ขอให้รัฐบาลมีสติไตร่ตรอง หวั่นกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ส่วนการตรวจสอบรถโบราณสมเด็จช่วง สามีภรรยาเจ้าของ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท โร่พบ จนท.ดีเอสไอ ไม่เคยรู้จักคนที่มีรายชื่ออยู่ในขบวนการ พร้อมนำหลักฐานใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีตัวจริงมายืนยัน โอดปกติทำธุรกิจนำเข้าเครื่องรถจักรยานยนต์และจักรยานจากญี่ปุ่น ไม่เคยรับประกอบรถยนต์ แถมปิดกิจการไป 2 ปีแล้ว

กรณีความขัดแย้งเกี่ยวกับการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ หลังที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) มีการประชุมลับเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไปตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. หลังจากนั้นมีกระแสสนับสนุนและคัดค้านออกมาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นความขัดแย้งในสังคม จนรัฐบาลชะลอการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบรถโบราณยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ สีไข่ไก่ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่จอดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่วัดปากน้ำว่าเป็นรถที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เบื้องต้นดีเอสไอตรวจสอบพบว่าเป็นรถนำเข้าผิดกฎหมาย แต่รายละเอียดอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อหาดำเนินคดีกับใคร

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ พศ.กำลังรวบรวมข้อมูล ทั้งการรับฟังความคิดเห็นว่า คณะสงฆ์มีความคิดเห็นอย่างไร รวมถึงเรื่องความรู้สึกของกลุ่มต่างๆเกี่ยวกับประเด็นปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเพื่อเสนอต่อรัฐบาล แต่ พศ.คงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ เพราะต้องรอรายงานให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล พศ.รับทราบก่อน ส่วนประเด็นรถเบนซ์โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชที่ถูกดีเอสไอตรวจสอบ พศ.เข้าไปดูในเรื่องของข้อมูล แต่ในส่วนการดำเนินการด้านกฎหมาย ทางวัดปากน้ำมีฝ่ายกฎหมายดูแลอยู่ ส่วนจะเกี่ยวกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่หรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมอง

ด้านนายรักสยาม นามานุภาพ นายกสมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยคกล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายสุวพันธุ์เชิญกลุ่มนักวิชาการเปรียญธรรม (ป.ธ.) 9 ประโยค 9 คนเข้าหารือที่พุทธมณฑล เกี่ยวกับประเด็นการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และแนวทางปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ตามการมอบหมายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถามความเห็นต่อนักวิชาการ ป.ธ.9 ดังนี้ 1.ทำไมสภาพความแตกแยกของคณะสงฆ์จึงเกิดปัญหามากขนาดนี้ 2.สาเหตุปัญหาคณะสงฆ์เกิดจากอะไร 3. ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น และ 4. มีวิธีการแก้ไขอย่างไร ซึ่งนักวิชาการ ป.ธ.9 ตอบไปว่า คณะสงฆ์ไม่ได้แตกแยกกันเลย ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด เพียงแต่มีกลุ่มสงฆ์บางรูปและบุคคลบางกลุ่มที่มีแนวคิดทางกฎหมายและพระธรรมวินัยที่แตกต่าง ทำให้ถูกมองว่าคณะสงฆ์เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ขอยืนยันไปว่า รัฐบาลต้องกล้าเสนอนามแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติไปแล้ว

นายรักสยามกล่าวต่อไปว่า นายสุวพันธุ์ชี้แจงต่อกลุ่มนักวิชาการ ป.ธ.9 ว่า รัฐบาลไม่ได้ก้าวก่ายกิจการคณะสงฆ์ รัฐบาลยังสนับสนุน มส.อย่างเต็มที่ รัฐบาลไม่ได้เปลี่ยนนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในการเสนอทูลเกล้าฯเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพียงแต่รัฐบาลได้รับข้อมูลว่า ฝ่ายผู้ใหญ่และสังคมบางส่วนกังวลว่าหากเสนอตั้งขึ้นไปแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยร่วม 1 ล้านคนจะเกิดอะไรขึ้น จะเกิดความวุ่นวายหรือไม่ รวมทั้งยังมีเรื่องค้างคาใจประชาชนทั้งเรื่องกรณีรถเบนซ์ และเรื่องที่ มส.ไปอุ้มวัดใดวัดหนึ่งอยู่ วัดนั้นทำความผิดทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง กลุ่มนักวิชาการ ป.ธ.9 ตอบนายสุวพันธุ์ไปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องพูดกันด้วยหลักการ จะยึดตามพระธรรมวินัย กฎหมาย หรือทำตามความรู้สึก ถ้าทำตามพระธรรมวินัยอธิกรณ์ที่จบไปแล้วนำเรื่องเดิมรื้อฟื้นมาไม่ได้ หากรื้อฟื้นพระจะต้องอาบัติ มส.เองก็ต้องอาบัติทันที ที่สำคัญ มส.จะถูกฟ้องร้องมาตรา 157 ว่า ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายและพระธรรมวินัย หากทำตามความรู้สึกปัญหาไม่จบ

นายรักสยามกล่าวด้วยว่า ขอให้รัฐบาลใช้หลักการยึดพระธรรมวินัยและกฎหมายในทุกเรื่อง ในประเทศไทยไม่ว่าเป็นวัดไหน นำพระธรรมวินัยและกฎหมายมาเป็นตัวตั้งทุกอย่างจะคลี่คลาย นอกจากนี้ฝ่ายรัฐบาลถามกลับมายังกลุ่มนักวิชาการ ป.ธ.9 ว่า แล้วเรื่องศรัทธาจะทำเช่นไร รัฐบาลอยากให้ มส.สร้างศรัทธาให้กลับมาสู่พุทธศาสนิกชน ตอบไปว่า เรื่องศรัทธาต้องใช้เวลา และต้องให้ความรู้ชาวพุทธให้เข้าใจหลักพระธรรมวินัย ที่สำคัญต้องยอมรับว่า กลุ่มที่มีมิจฉาทิฐิจะทำให้เขาศรัทธาเป็นเรื่องยาก บางคนมีความคิดเช่นนั้นแล้ว 1,000 ปีก็แก้ให้เขาศรัทธาไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำ

ขณะที่พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (ผบช.ภ.7) ให้สัมภาษณ์ว่า จะมีหมายเรียกกรณีเหตุการณ์ที่พุทธมณฑลเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ให้พนักงานสอบสวนสรุปส่งภายในวันที่ 27 ก.พ. เรื่องดังกล่าวขอยืนยันว่า การมาของพระสงฆ์ทั้งประเทศ เป็นการมาโดยชอบ เพราะทนไม่ได้ต่อกรณีที่รัฐบาลปล่อยให้กลุ่มบุคคลเพียงหยิบมือสร้างเรื่องสร้างเหตุการณ์ เพื่อขัดขวางการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และถือโอกาสด่าทอจาบจ้วงพระมหาเถระผู้ใหญ่และ มส.อย่างไร้หิริโอตตัปปะ การที่พระสงฆ์จำนวนมากออกมาเจริญพระพุทธมนต์ด้วยสันติ ยื่นข้อเสนอปกป้องคณะสงฆ์และยินยอมเดินทางกลับด้วยความสงบเรียบร้อย ส่วนของรัฐบาลก็ออกมารับข้อเรียกร้องและรับปากว่าจะดำเนินการให้โดยไม่มีกรอบเวลาเป็นเครื่องผูกมัด เอาความเหมาะสมพอสมควรเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์ทั้งหมดน่าจะเดินไปได้ด้วยดี

พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวอีกว่า แต่บัดนี้ปรากฏเสมือนว่าคณะสงฆ์ในวันนั้นถูกหักหลังอย่างรุนแรง เพราะกลายเป็นว่าต่อจากนี้จะได้เป็นผู้ต้องหาอย่างเต็มตัว มีข้อกล่าวหาตามมายาวเป็นหางว่าว หากกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ประเทศชาติปกติ และกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ พร้อมอำนวยความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย ไม่เลือกข้างก็ยังพอไหว แต่ทุกวันนี้สถานการณ์ในกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างไร พึ่งได้หรือไม่ ผู้คนก็พอมองเห็น ทั้งนี้ การออกมาข่มขู่ คุกคามและจะเล่นงานด้วยวิธีการแบบที่กำลังทำกันอยู่ปัจจุบัน ไม่สามารถหยุดยั้งพระสงฆ์กลุ่มใหญ่ในประเทศได้ ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มไฟให้กระพือโหมไหม้ให้วายวอดมากยิ่งขึ้น พระสงฆ์จำนวนมากที่เดินทางไปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ที่พุทธมณฑลได้แสดงเจตจำนงมาเป็นจำนวนมากว่า ถ้ามีหมายเรียกเมื่อใด ทุกรูปจะขอไปแสดงตนให้ล้นโรงพักพุทธมณฑล ได้แต่หวังว่า รัฐบาลจะมีสติไตร่ตรองใคร่ครวญมองอะไรให้รอบคอบ เพื่อจะได้ไม่กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวไปในที่สุด

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบรถโบราณที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 13.30 น. นายวีระชัย อินทร์ประเสริฐ อายุ 48 ปี และ น.ส.พรทิพย์ รุ่งรัตน์ธวัชชัย อายุ 47 ปี สามีภรรยาเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดเอช ที วาย ออโต้พาร์ท เลขที่ 27 พุทธมณฑลสาย 2 ซอย 10 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. เข้าพบ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รอง ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ หลังถูกปลอมใบเสร็จรับเงินว่า เป็นสถานที่ประกอบรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานครของสมเด็จช่วง ทั้งนี้ นายวีระชัยนำเอกสารใบเสร็จรับเงินของจริงและของปลอมมามอบให้ ร.ต.อ.สุรวุฒิ ไว้เป็นหลักฐาน

นายวีระชัยเผยว่า หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท ของตนประกอบธุรกิจนำเข้าเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์และรถจักรยานจากประเทศญี่ปุ่น แต่ปิดกิจการมา 2 ปีแล้ว เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ที่มาพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพราะถูกโยงไปเกี่ยวข้องเรื่องการจดประกอบรถเบนซ์คันที่เป็นข่าว โดยใบกำกับภาษีนำชื่อ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท ของตนมาใช้ อีกทั้งยังมีชื่อนางกาญจนา มากเหมือน เป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างประกอบ รถยนต์ ทั้งที่ตนไม่รู้จักนางกาญจนาหรือคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งสิ้น

ด้าน น.ส.พรทิพย์เผยว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอโทรศัพท์มาแจ้งตนว่า บริษัทตนเกี่ยวข้องกับคดีรถเบนซ์สมเด็จช่วง หัวกระดาษใบเสร็จรับเงินเป็น หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท ให้เข้ามาพบที่ดีเอสไอพร้อมแนะนำให้แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.สามีตนเลยไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.หลักสอง เรื่องการโดนปลอมเอกสารใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีค่าประกอบรถยนต์ ทั้งที่บริษัทตนไม่ได้ทำธุรกิจประกอบรถยนต์เลย วันนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเลยให้เข้ามาพบ นำเอกสารมาแจ้งความลงบันทึกกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใบเสร็จรับเงินและกำกับภาษีของจริงเป็นชื่อ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เลขที่ 27 พุทธมณฑลสาย 2 ซอย 10 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 3012106258 ส่วนใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีของปลอมเป็นชื่อ หจก.เอช ที วาย ออโต้พาร์ท เช่นกันแต่อยู่เลขที่ 14/19 หมู่ 6 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. ซึ่งเลขที่อยู่ไม่ตรงกับของจริง ซึ่งมีชื่อผู้ซื้อนางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของอู่ N.P.การาจ ถูกนำชื่ออู่ไปจดประกอบรถยนต์และนำชื่อนางกาญจนาไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ลงวันที่ ซื้อวันที่ 16 ส.ค.54 รายละเอียดระบุว่า ค่าแรงประกอบรถยนต์ เลขตัวถัง 18601400042/53 เลขเครื่องยนต์ 1869204500552 รวมเป็นเงิน 50,000 บาท แบ่งเป็นค่าแรงและบริการ 46,500 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,500 บาท

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า หลังจากดีเอสไอแถลงเรื่องการตรวจสอบรถโบราณของสมเด็จช่วงและรับเป็นคดีพิเศษแล้ว กฎหมายไทยเป็นระบบกล่าวหา พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคือ สำนักคดีภาษีอากรจะรับสำนวนไปดำเนินการสอบสวนต่อ ข้อปฏิบัติหลักได้แก่ 1.สำนักคดีเทคโนโลยีเป็นหน่วยงานทำหน้าที่สืบสวนชั้นต้น จะมีคำกล่าวโทษชี้ประเด็นในการสืบสวนว่า พบความผิดในประเด็นเรื่องอะไร บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง พร้อมส่งสำนวนพยานหลักฐานไปให้สำนักคดีภาษีอากร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานตามคำกล่าวหา ถ้าตรวจสอบเห็นว่ามีความผิดเพียงพอจะแจ้งข้อกล่าวหา ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิ์นำพยานหลักฐานที่คิดว่าบริสุทธิ์มาหักล้างในชั้นสอบสวน ผลเป็นอย่างไรพนักงานสอบสวนจะพิจารณาหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย และมีความเห็นทางคดีส่งอัยการดำเนินการต่อไป คาดว่าใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน

พ.ต.ต.วรณันกล่าวด้วยว่า ส่วนที่ทนายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ บอกว่า มีการประสานให้ข้อมูลเพิ่มเติม ตนไม่มั่นใจว่า ติดต่อพนักงานสอบสวนมาหรือไม่ เพราะว่าสุดท้ายเมื่อคดีโอนไปสำนักภาษีอากรแล้ว จะต้องไปตรวจสอบแล้วเชิญพยานที่เกี่ยวข้องมาสอบเช่นกัน สัปดาห์นี้จะเรียกสมเด็จช่วงมาให้ปากคำหรือไม่ต้องรอพนักงานสอบสวน วางแผนดำเนินการอย่างไร คงจะกำหนดระยะเวลาไม่ได้ ส่วนกรณีวัดปากน้ำภาษีเจริญคืนรถให้ดีเอสไอหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีความคิดเห็นจากคณะพนักงานสอบสวน จนกว่าจะได้เห็นพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนก่อน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    8.4%
  • ไม่ชอบ
    82.0%
  • สนุก
    3.0%
  • ประหลาดใจ
    3.1%
  • เสียใจ
    3.3%
  • ให้กำลังใจ
    0.3%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement