‘บิ๊กตู่’กำหนดชัด เวลา‘5ปี’ ช่วงเปลี่ยนผ่าน! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

‘บิ๊กตู่’กำหนดชัด เวลา‘5ปี’ ช่วงเปลี่ยนผ่าน!

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2559 06:04
12,278 ครั้ง


ในบทเฉพาะกาล-เพื่อการปฏิรูป ทักษิณอัดคสช.อีกดอก‘อ่อนศก.’ จวกรธน.เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมี

“บิ๊กตู่” แจงเองข้อเสนอ ครม. 16 ข้อต่อร่าง รธน. ระบุ 2 ช่วง เขียนในบท เฉพาะกาล ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านมีเงื่อนไขต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นกรอบที่ทุกรัฐบาลต้องมีไว้ในสารบบ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ไม่ให้หลงทิศ อึ้งอาจมี คปป.กำกับคัดท้ายห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ถ้าดีขึ้นค่อยๆผ่อนผันสู่กลไกปกติ “มาร์ค” เหน็บเจ็บข้อเสนอ ครม.สะท้อนความไม่มั่นใจสิ่งที่ทำมาเองกับมือ “ทักษิณ” กระแทกอีกดอก อัดรัฐบาล คสช.อ่อนเชิงเศรษฐกิจ ขาดวิสัยทัศน์อัตคัดฝีมือ ยิ่งอยู่ยาวยิ่งเจ๊ง ย้ำไม่เคยซุ่มซ่อนต่อรองกับทหาร เชื่อสักวันได้กลับประเทศแน่ แต่ไม่ขอกลับไปสู้คดีที่ถูกยัดเยียด ถล่มอีก รธน.ฉบับ กรธ. เลวร้ายสุดเท่าที่เคยมีมา “บิ๊กตู่” โต้นิ่มๆ ขอพูดด้วยกฎหมาย พร้อมสั่งเครือข่ายทีมงานอย่าต่อปากต่อคำ ผบ.ทบ.ก็ยักไหล่ไร้เสียงตวาด พรรคเพื่อไทยฉุนกุข่าวเหลวไหล นายใหญ่เคลื่อนไหวต่อรองแลกยึดทรัพย์ ปชป.ดิ้นจี้บัวแก้วแอ็กชั่นแฉมุมมืดกลับคืนบ้าง

สืบเนื่องจากกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ 16 ข้อ ไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และมีการเผยแพร่สู่สาธารณะจนเป็นที่ฮือฮาในประเด็นการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ช่วง ถูกตั้งคำถามว่า เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบนั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นคนออกมาเฉลยด้วยตัวเอง ถึงความจำเป็นในการกำหนดเงื่อนไขบางอย่างในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศในอนาคต เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช.

“บิ๊กตู่” ชี้เหตุจำเป็นยัดเงื่อนไขใส่ รธน.

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 2 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีที่ ครม.ส่งข้อเสนอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยประเด็นที่ต้องการให้แบ่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2ขยักว่า ถ้าใช้คำพูดว่าเป็นขยัก อาจจะผิด อาจจะทำให้งง ไม่ใช่มีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ รัฐธรรมนูญก็คือ รัฐธรรมนูญ ทั้งหมด คือรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 200 กว่ามาตรา แต่ความหมายตรงนี้คือบทเฉพาะกาล คือถ้าทุกคนคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปในช่วงระยะเวลาแรกที่เปลี่ยนผ่าน ควรจะต้องมีระยะเวลาหรือไม่ บทนั้นบทนี้ยกเว้นเป็นกาลชั่วคราวได้หรือไม่เพื่อให้เกิดการปฏิรูป ไม่อย่างนั้นก็ทำไม่ได้หมด เพราะในรัฐธรรมนูญก็ต้องพูดถึงกระบวนการทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา แล้วมันก็เกิดปัญหา

ปรับบางอย่างเฉพาะช่วงเวลาหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในช่วงแรกจะสร้างความเข้าใจว่าวาระประเทศชาติจะมั่นคงแข็งแรงภายในรัฐบาลหน้า โดยช่วงนี้ต้องปรับวิธีการบริหารราชการ แต่ไม่ได้ปรับทั้งหมด เช่น เรื่อง ส.ว.จำเป็นหรือไม่เพื่อให้เกิดการคานอำนาจในช่วงนี้ เรื่องยุทธ-ศาสตร์ชาติ 20 ปี 6 ยุทธศาสตร์ ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การบริหารทรัพยากรมนุษย์ มันสั่งไม่ได้ อันนี้ เป็นกรอบงานกว้างๆ ส่วนการจะไปทำอย่างไรเพื่อให้ลงไปสู่วิธีการปฏิบัติ โดยเฉพาะการนำเข้าไปอยู่ในแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5ปีก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำตามนั้นกัน ต่อไปเป็นเรื่องแผนการปฏิรูป 5 ปีก็ไม่ได้เขียนว่าจะต้องทำนั่นทำนี่

ทุกรัฐบาลเดินตามยุทธศาสตร์ 20 ปี

นายกฯกล่าวอีกว่า วันนี้เรามองระยะยาวให้ 20 ปี แผนปฏิรูปครั้งละ 5 ปี แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลหน้าจะทำอย่างไรก็ทำไป แต่ต้องทำตามนี้ด้วยส่วนหนึ่งนอกจากนโยบายพรรค เพราะบางทีไม่มีไกด์ ตรงนี้ก็เดินไปซ้ายขวาแล้วแต่สถานการณ์ทางการเมือง และการต่อสู้ทางการเมืองก็วุ่นไปหมด

แย้มอาจตั้งคณะกรรมการกำกับ

“ถ้าเดิน 2 ทางเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า การเมืองก็เดินคู่ขนานกันไป แต่ถามว่า มันต้องมีมาตรการอะไรหรือไม่ ก็ต้องมีเพื่อที่จะควบคุมให้ตรงนั้นเป็นไปตามนี้ ซึ่งก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคณะอะไรขึ้นมาใหม่หรือจะเป็น ส.ว.หรือใครก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลไกที่จะประเมินเท่านั้นเอง ถ้ามันไม่ได้ขึ้นมาทั้ง 2 สภาก็คุยกัน จะเป็นไปได้หรือไม่ เปิดอภิปรายกันได้หรือไม่ว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำแล้วจะแก้ไขกันอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกัน ถ้าได้ก็ได้ไม่ได้ก็ต้องมีคนตัดสินจะไปศาลรัฐธรรมนูญได้หรือเปล่า ตนก็ไม่รู้เข้าใจหรือยัง มันไม่ใช่ 2 ขยัก 3 ขยักหรอก ขยักเดียวนั่นแหละเพียงแต่ช่วงนี้จะยกเว้นบางส่วนก่อนได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาสถานการณ์ปกติก็กลับมาทั้งหมดจะกลับเข้าที่เดิมหมด ส.ว.ก็เลือกตั้งใหม่ทั้งหมดก็ได้ เพียงแต่รัฐบาลหน้ามันต้องเกิดความมั่นใจให้เรา ไม่ใช่เพื่อตนแต่เพื่อทุกคนเข้าใจหรือยัง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ประกาศห้วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการเลือกตั้งรัฐบาลนี้จะยังอยู่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า หลังเลือกตั้ง ตนจะอยู่ได้อย่างไร ก็ไม่รู้เป็นเรื่องที่จะต้องไปพิจารณามา คิดว่าตนก็ทำไว้ให้เยอะแล้ว ไปคิดกันมาบ้าง ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ภายใน 5 ปี ถ้ามันดีขึ้นทุกปีๆก็ผ่อนผันลดลงไปเข้ากลไกปกติ ทำไปตามที่เราวางไว้ไม่เห็นจะยาก ถ้ามันดีและถ้าเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล จะง่ายกว่าตรงที่จะกลับมาเป็นปกติ เมื่อสถานการณ์พร้อม แต่ถ้าใส่ในรัฐธรรมนูญก็ลำบาก นี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของตน

ให้อยู่ต่อหรือไปช่วยคิดด้วย

เมื่อถามอีกว่า ขอความชัดเจนว่าในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 4-5 ปีนั้น หมายถึง คสช.จะยังอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนจะอยู่ไปทำไม จะมีวิธีการอื่น แต่หากอยู่ด้วยกลไกปกติก็อยู่ไป ถึงได้บอกว่าจะมีคณะ จะไม่มีหรือจะมีวิธีการไหนก็ไปว่ามา ไม่ใช่ว่าตนจะต้องอยู่หรือไม่อยู่ ไม่ต้องมายุ่งสนใจมากนัก ตนมีหน้าที่ทำให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ก็คิดกันต่อจะเอาอย่างไร และอย่ามาโทษตน ว่าทำไม่เรียบร้อยไม่สำเร็จ อย่ามาโทษแบบนั้น อยากให้เป็นอย่างไรอยู่ที่ท่านกำหนดของท่านเองทั้งนั้น

“มีชัย” นัดคุย “วิษณุ” ใช้ รธน. 2 ช่วง

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุมวาระพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา หมวดแนว นโยบายแห่งรัฐ นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่า ยังไม่ได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายก-รัฐมนตรีเกี่ยวกับความเห็นและข้อเสนอแนะของ ครม. ต่อร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายวิษณุอยู่ระหว่างปฏิบัติราชการที่ประเทศกัมพูชา คงต้องรอให้นายวิษณุเดินทางกลับมาก่อนจึงจะนัดหมายวันเวลาในการหารือสอบถามเพิ่มเติมถึงประเด็นในข้อ 16 ที่ ครม.เสนอให้ กรธ.เขียนบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลาว่ามีความหมายอย่างไร

กรธ.ปรับสิทธิชุมชนตาม รธน.40-50

ภายหลังการประชุม นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ.แถลงความคืบหน้าในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า กรธ.ได้พิจารณาในเรื่องสิทธิชุมชน โดยได้ปรับเนื้อหาตามความต้องการของภาคประชาชนสังคม เอ็นจีโอ นักวิชาการและสื่อมวลชน โดยเนื้อหาดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 กรธ.พร้อมยืนยันในหลักการใหม่ เรื่องหน้าที่ของรัฐใส่เข้าไปด้วย หมายถึงหากรัฐไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องรัฐได้ โดย กรธ. ปรับเปลี่ยนและเพิ่มเนื้อหาหมวดนี้ให้ชัดเจนขึ้น

“มาร์ค” ชี้ข้อเสนอ ครม.ประจานตัวเอง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อ กรธ. ที่ให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ช่วงว่า รู้สึกเป็นห่วงไม่สบายใจข้อเสนอนี้ เพราะ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของ ครม.ต่อสิ่งที่กำลังดำเนินการ เราคาดหวังให้ คสช. รวมถึงองค์กรต่างๆที่มาจาก คสช. จัดทำระบบสร้างสภาวะแวดล้อมให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากสภาพปัญหาเดิม แต่วันนี้กลายเป็นว่า ครม.เองยังไม่มั่นใจว่าที่ทำมาทั้งหมด และกติกาที่กำลังร่างอยู่นี้จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ และเกิดคำถามว่าถ้าแบ่งเป็น 2 ช่วง เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว สาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความมั่นใจ สิ่งที่ ครม.เสนอคือให้ กรธ.ไปดูว่าช่วงเวลาเฉพาะกิจนั้นจะนานแค่ไหน ที่จะมั่นใจว่าจะไม่กลับไปสู่วังวนเหมือนเหตุการณ์เมื่อ พ.ค.57

วอนอย่าคิดทุกอย่างฝ่ายเดียว

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มีความพยายามตีโจทย์ว่าปัญหาเกิดจากการเลือกตั้ง ฉะนั้นเลือกตั้งไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดปัญหาอีกหรือไม่ ตรงนี้คิดว่าเป็นการวิเคราะห์ปัญหาที่ผิด เมื่อถามว่า กรธ.กำหนดให้มีช่วงเฉพาะกิจ หรือเฉพาะกาลนี้ และกำหนดระยะเวลา 2 ปี ให้มีการตรวจสอบเพื่อประคับประคองบ้านเมืองให้เดินไปได้ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จะประคับประคองหรือจะเกิดความขัดแย้ง ไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจฝ่ายเดียวที่จะคิด ถ้าทำแล้วมีความขัดแย้ง ถามว่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

สนช.ชงย้ำ ส.ว.สรรหาล้วน

ที่รัฐสภา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ข้อเสนอจำนวนมากที่ส่งถึง กรธ. คิดว่านายมีชัยจะนำวิธีการทั้งหมดไปสังเคราะห์เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุด ส่วนข้อเสนอให้มี ส.ว.สรรหาทั้งหมดเป็นข้อเสนอจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.หาวิธีใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ยังไม่ทราบว่าดีหรือไม่ ดังนั้นเมื่อของเดิมดีอยู่แล้ว แต่มีข้อเสียอยู่บ้างก็ควรนำรูปแบบเดิมมาปรับปรุงข้อเสียให้ดีขึ้น จะเป็นผลดีกว่าหาวิธีการใหม่ๆที่ยังไม่ทราบผลว่าจะดีหรือไม่ ส่วนข้อเสนอ ครม.ที่ต้องทำการเมืองให้สมดุลช่วงเปลี่ยนผ่านนั้น ถือเป็นความคิดหนึ่งที่ว่าในที่สุดเรามีการเลือกตั้งจะกลับไปสู่สถานการณ์เดิมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 หรือไม่ หากเราไม่อยากให้กลับไปสู่ความขัดแย้ง นักการเมืองเลวร้ายและนำมาสู่วัฏจักรการปฏิวัติอีก ต้องจัดการให้เบ็ดเสร็จ ให้ได้นักการเมืองที่ดีๆ มาให้ได้

แก้ รธน.ชั่วคราวใกล้สะเด็ดน้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 เกี่ยวกับประเด็นประชามติ หลังสำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกาได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ยกร่างว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวจากที่ประชุม ครม.มาแล้ว โดยได้ปรับแก้การนับคะแนนให้เกิดความชัดเจน ซึ่งเป็นไปตามข้อเสนอ ครม.ที่ให้ยึดเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ รวมถึงนำข้อเสนอจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และบทลงโทษ มาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประชุมอีก 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนส่งกลับเข้าที่ประชุม ครม. คาดว่าใช้เวลาอีกไม่นาน โดยต้องส่งก่อนที่ กรธ.จะปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะให้แล้วเสร็จวันที่ 29 มี.ค. ผู้สื่อข่าวถามว่า การกำหนดบทลงโทษกับผู้ที่กระทำผิดการออกเสียงประชามติ ใช้ช่องทางไหนในการออก กฎหมาย นายดิสทัตตอบว่า ลองไปดูการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 50 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าใช้กฎหมายรูปแบบไหน

“ทักษิณ” ซัดอีกดอก คสช.อ่อนเชิง ศก.

ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์โจมตีการทำงานของรัฐบาล คสช. รวมทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผ่านสำนักข่าวต่างประเทศวอลสตรีทเจอร์นัล และไฟแนนเชียล ไทม์สนั้น วันเดียวกัน ที่ประเทศสิงคโปร์ นายทักษิณให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ถึงการเมืองในประเทศไทยว่า การที่คณะนายทหารหรือ คสช.อยู่ในอำนาจยาวนานเท่าใด มีแต่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยย่ำแย่ลงเท่านั้น รัฐบาล คสช.ขาดวิสัยทัศน์และความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังสับสนอลหม่าน เป็นรัฐบาลที่ไร้เสรีภาพและขาดกลุ่มบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถที่จะขับดันเศรษฐกิจ นายทักษิณยังปฏิเสธรายงานที่มีมานานแล้วว่า ตนบรรลุข้อตกลงแบบลับๆกับทหาร ไม่ให้แตะต้องผลประโยชน์ส่วนตัวของตนกับครอบครัว เพื่อแลกกับการถอนตัวจากการเมือง โดยระบุว่า ไม่มีการพูดคุยกัน ตนไม่เคยโทรศัพท์หาใคร ตนไม่รู้ว่าทำไมต้องติดต่อกับพวกเขา และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ลั่นไม่กลับไปสู้คดีที่โดนยัดเยียด

นายทักษิณระบุว่า กรณีที่รัฐบาล คสช.ปฏิเสธข้อเสนอเจรจากันอย่างเป็นทางการในเรื่องอนาคตทางการเมือง โดยอ้างว่าไม่เจรจาเพราะตนต้องคดีอยู่ แต่การก่อรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงยิ่งกว่า ตนใช้เวลาไปพบปะกับเพื่อนเก่าๆ รวมทั้งอดีตประมุขประเทศ เดินทางด้วยเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวไปยังที่ต่างๆ เฉลี่ย 120 ครั้งต่อปี ปรับตัวกับชีวิตเร่ร่อนได้ เชื่อว่าจะกลับประเทศไทยในสักวันหนึ่ง แต่จะไม่กลับไปเผชิญกับข้อกล่าวหา หรือใช้ชีวิตอยู่แบบถูกกักบริเวณในบ้านพัก เพราะก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามลอบสังหารตน มั่นใจว่าจะได้กลับประเทศไทย ตนไม่ใช่คนเลว แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเลว

อัด รธน.เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมี

ขณะเดียวกัน นายทักษิณยังให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอัลจาซีราและสื่ออีกหลายสำนักในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่เปิดเผยด้วยว่า เห็นประเทศไทยกำลังถอยหลังมากกว่าเดินหน้า ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเราจึงเริ่มเป็นห่วง และเมื่อถูกถามถึงร่างรัฐธรรมนูญ นายทักษิณระบุว่า นี่เป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดที่เคยมีมา พร้อมยกเปรียบเทียบกับบางสิ่งบางอย่างที่ถูกเขียนขึ้นในเกาหลีเหนือ “ตนคิดว่าสถานการณ์จะไม่อำนวยให้พวกเขา (รัฐบาล) อยู่ดีมีสุขในอำนาจมากนักอันเป็นเพราะแนวทางที่พวกเขาบริหารประเทศ รัฐบาลใดก็ตามที่ไม่เอาใจใส่ประชาชนจะอยู่ได้ไม่นาน” นายทักษิณกล่าวและว่า ฝ่ายทหารเอาแต่เรียกร้องว่าต้องการความปรองดอง ต้องการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า แต่นี่มันผ่านมาหนึ่งปีกับอีกหกเดือนแล้ว ยังไม่มีสัญญาณปรองดอง ตรงกันข้ามพวกเขากลับอยู่กับฝ่ายหนึ่งแล้วมากดดันอีกฝ่าย

“บิ๊กตู่” ขอคุย “ทักษิณ” ด้วยกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.ถึงความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า ไม่ได้มองจุดประสงค์อะไร มองทำไม เมื่อถามว่าจะมีการเจรจาต่อรองอะไรกับนายทักษิณหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบเพียงสั้นๆว่า “ก็เขาพูดไปแล้วนี่ กฎหมาย พูดด้วยกฎหมาย”

สั่งอย่าประสานงาต่อปากต่อคำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการเน้นย้ำให้ทุกคนลดการให้สัมภาษณ์เชิงประสานงา ต่อปากต่อคำ ให้พูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น การแถลงข่าวขอให้เป็นเพียงการชี้แจงนโยบายรัฐบาลที่กำลังดำเนินการ เพราะเห็นว่าการเจรจาทางการเมืองเป็นไปไม่ได้

ผบ.ทบ.เชิดใส่คำสัมภาษณ์

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เรียกร้อง คสช.เปิดเจราจากลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยว่า จะพูดอะไรของเขาก็ให้พูดไป อย่าไปให้ความสนใจมาก เราไปพูดเรื่องอื่นดีกว่า ตอนนี้ประชาชนของเราเดือดร้อน ไปช่วยกันดูแลเรื่องภัยแล้งจะดีกว่า เมื่อถามถึงข้อเสนอข้อที่ 16 ของ ครม.ที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ธีรชัยตอบว่า เป็นเรื่องของ ครม. ตนไม่ใช่ ครม.

พท.ปัดหวังต่อรองยึดทรัพย์

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่มีสื่อเสนอข่าวว่าแหล่งข่าวในพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์ว่ากรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเคลื่อนไหวเจรจากับรัฐบาลในช่วงนี้ เพื่อหวังต่อรองรัฐบาลทหารที่จะไม่ยึดทรัพย์ในคดีจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ วงเงินกว่า 2 แสน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อแลกกับตระกูลชินวัตรยุติบทบาททางการเมืองนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องเหลวไหลโดยสิ้นเชิง เชื่อว่าน่าจะเป็นการปฏิบัติการทางการข่าวหรือไอโอที่คนบางกลุ่มทำขึ้นเพื่อใส่ร้ายอดีตนายกฯทั้ง 2 คน ขอยืนยันว่านายทักษิณเสนอให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกันเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง เนื่องจากท่านเป็นห่วงอนาคตของประเทศ และกระบวนการสร้างความปรองดองและสร้างความไว้วางใจของคนในชาติจะเกิดได้ก็จากการพูดคุยกัน ไม่มีเงื่อนไขหรือประโยชน์เพื่อตนเองทั้งสิ้น ถ้ามีเงื่อนไขจริงสังคมก็ต้องรู้เพราะไม่อาจปกปิดได้

สวนพวกอีแอบโกงอันตรายกว่า

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมากล่าวหาว่าคนโกงไม่ควรร่วมเขียนกฎกติกาในรัฐธรรมนูญและนำไปเปรียบเทียบกับการแข่งขันฟุตบอลนั้น ความเลวร้ายที่สุดในเกมฟุตบอลคือกรรมการผู้ตัดสินลงมาโกงหรือเล่นด้วย และที่น่าเป็นห่วงและเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองคือพวกอีแอบโกงต่างหาก อ้างตัวเองเป็นคนไม่โกงเป็นคนดีจนน้ำลายหก ส่วนที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเตือนให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกัน เป็นการเตือนด้วยความหวังดี รู้สึกเป็นห่วงประเทศอาจเกิดวิกฤติในอนาคต แต่พวกที่อวดเก่งอวดฉลาดรีบฉวยโอกาสบอกว่าจะไม่พูดคุยกับนายทักษิณ เพราะมีคดีติดตัว ขอย้ำอีกครั้งว่านายทักษิณไม่ได้ต้องการมาร่วมพูดคุย แต่เป็นเรื่องของพวกท่านว่าจะหันหน้าเพื่อหาทางออกร่วมกันหรือต่างฝ่ายต่างดันทุรัง ถึงขนาดวางแผนอนาคตไว้ได้ถึง 20 ปี ให้ทุกรัฐบาลต้องเดินตาม สงสัยเหมือนกันว่าฉลาดมาจากไหน หรือเป็นอัจฉริยะมาแต่กำเนิด หรือท่านเลี้ยงลูกเทพไว้กระซิบบอก

ฟังสิ่งแสลงหูดีกว่าคำสอพลอ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีนายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ เพราะมองการบริหารประเทศหลังยึดอำนาจประสบปัญหา จึงออกมาเตือนในฐานะคนเคยบริหารประเทศประสบความสำเร็จ ส่วนการกล่าวหาเรื่องคดี ก็ไม่ใช่คดีโกง ดังนั้นอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง วันนี้รัฐบาลต้องฟังคำพูดนายทักษิณ อย่าฟังแต่พวกเดียวกัน พวกประสบสอพลอระรื่นหูจะทำให้ประเทศเสียหาย ส่วนกรณีให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งเดินตามคณะยุทธศาสตร์ทำนโยบาย 20 ปีนั้น สังคมโลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน แต่กลับต้องทำตามความต้องการของผู้ยึดอำนาจไปอีก 20 ปี ทำให้ไทยล้าหลังไป 20 ปี ขนาดมีอำนาจยังทำได้แย่ขนาดนี้ ถ้าให้คนอื่นมาทำตามไม่แย่ไปกว่านี้หรือ ถ้าเป็นเช่นนั้นขอให้ คสช.บริหารลากยาวไปอีก 20 ปี ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง เพราะเป็นแค่ฉากบังหน้า สร้างภาพหลอกลวงชาวโลก หลังฉากไม่ได้ให้อำนาจอะไรกับประชาชน

ปชป.จี้ “บัวแก้ว” แจงมุมมืด “ทักษิณ”

ขณะที่นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่นายทักษิณส่งสัญญาณการเจรจามาตลอด แต่ไม่เคยสำเร็จ ที่สำคัญคือทั้งคนกลาง หรือคู่เจรจาไม่สามารถมั่นใจในสิ่งที่นายทักษิณรับปากว่าจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะมีตัวอย่างหลายครั้งแล้ว ที่ผ่านมานายทักษิณใช้คำว่าประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหว ครั้งนี้ เมื่อเคลื่อนไหวไม่สำเร็จเขาก็จะขยายผลในต่างประเทศอีก แต่สังคมไทยรู้ดีว่าสิ่งที่นายทักษิณต้องการคือการนิรโทษกรรม ซึ่งประเทศไทยให้ไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่ประเทศไทยยอมจะเท่ากับว่าละทิ้งหลักกฎหมาย ความถูกต้อง และละเมิดข้อตกลงกับสหประชาชาติที่ไทยเป็นภาคี ภาพพจน์ของไทยจะไม่เหลือในสังคมโลก ปัญหาส่วนตัวของนายทักษิณต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย คดีใดที่ชนะเขายอมรับแต่คดีที่แพ้กลับไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ดังนั้น กระทรวงการต่างประเทศควรต้องทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงของคดีความต่างๆของนายทักษิณให้สังคมโลกเข้าใจดีกว่าปล่อยให้ถูกนำไปสร้างความเข้าใจผิดเช่นนี้

นายกฯมั่นใจยังประคอง ศก.ได้

เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ในที่ประชุม ครม.หารือถึงการทำงานถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบ ขณะนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถประคับประคองสถานการณ์ไปได้ แต่ในอนาคตระยะยาวจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการผลิตให้แก่เกษตรกร ส่วนการอัดฉีดงบประมาณลงในพื้นที่ผ่านโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่นั้น วันนี้ดีใจที่หลายจังหวัด หลายพื้นที่ที่มีโครงการและประสบความสำเร็จ มีการรายงานขอบคุณมาที่นายกฯ

สั่งเตรียมพร้อมรับมือมั่นคง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเด็นเรื่องของความมั่นคงมีความอ่อนไหว ประชาคมโลกมีความเสี่ยงมากขึ้นจากความขัดแย้ง ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อม ได้สั่งการให้หน่วยงานฝ่ายความมั่นคง จัดหาเครื่องมือที่มีความทันสมัยเพิ่มเติมในการตรวจสอบคนเข้า-ออกประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศมากขึ้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ส่วนการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆ รัฐบาลได้วางแผนเตรียมพร้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งกำหนดพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น สนามบิน ท่าเรือ ท่ารถ แม้วันนี้จะมีคำเตือนเรื่องของความปลอดภัย แต่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ทุกประเทศทั่วโลกมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นต้องเตรียมความพร้อมตลาดเวลา ปรับสถานการณ์ สมมติฐานให้ได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือประชาชนทุกคนต้องช่วยกันดูแล ไม่ควรโทษกันไปมา หรือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของใครเพียงคนเดียว เพราะทุกสายตาย่อมดีกว่าสายตาของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว

เป๊ะ 4 คำถามตัดบทนักข่าวทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ หลังการประชุม ครม.ใช้เวลาเพียง 10 นาที และผู้สื่อข่าวได้ถามได้เพียง 4 ข้อ โดยไม่รวมการชี้แจงรายละเอียดการประชุม ครม.ทั้งนี้ระหว่างการตอบข้อซักถาม พล.อ.ประยุทธ์จะคอยเตือนว่าผ่านไปกี่คำถามแล้ว พอตอบ 4 คำถามเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ตัดบทสวัสดีและขอบคุณก่อน เดินไปยังตึกไทยคู่ฟ้าทันที ถือเป็นการให้ผู้สื่อข่าวตั้งคำถาม 4 ข้อตามที่ทีมโฆษกประจำสำนักนายกฯเคยตีกรอบเอาไว้ก่อนหน้านี้

“บิ๊กป๊อก” ฮึ่มฟันตุกติกงบตำบล 5 ล้าน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว ป.ป.ช.ตรวจสอบพบการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ในระดับตำบล (ตำบลละ 5 ล้าน) อาจมีการทุจริตในพื้นที่ 3 จังหวัดว่า ยืนยันถ้ามีการทุจริตต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการทั้งหมด 130,000 กว่าโครงการ เท่าที่ติดตามทุกคนดำเนินการด้วยความระมัดระวัง พยายามรัดกุมมากที่สุด

ผลสอบอีเวนต์รับนายกฯโปร่งใส

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้า การตรวจสอบใช้งบ 1.8 ล้านบาท จัดประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าว่า คณะกรรมการตรวจสอบที่มีนายพชร อนันตศิลป์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน ได้สอบไปแล้วสองครั้งพบว่า การจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบของสำนักนายกฯ ในแง่ของการทำงานถูกต้องตามขั้นตอน พร้อมได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติของกระทรวงว่านับจากนี้ไปการใช้งบประมาณ จะต้องเข้มงวดและประหยัดที่สุด การจัดงานต่างๆ ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ต้องขอโทษที่ทำให้เกิดข้อไม่สบายใจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำหน่วยงานต้องกลับไปดูว่า เมื่อก่อนเราอาจจะมีคนไม่พอทำให้ต้องไปจ้างออแกไนเซอร์ที่มีราคาแพง หากทบทวนจ้างคนมาช่วยงานชั่วคราวจะคุ้มค่ามากกว่าหรือไม่ แต่หากมีความจำเป็นเพื่อสร้างความประทับใจก็ต้องเข้าใจ

ครม.ตั้ง “สังศิต–สุทธิพล” นั่ง ปปง.

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุมคณะ ครม.ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ อาทิ นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกฯ น.ส.วรรณสิริ โมรากุล รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งนายปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แทน นายสมพร ใช้บางยาง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ และ ครม.ยังเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ประกอบด้วยนายสุวัฒน์เทพอารักษ์ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายอุดม รัฐอมฤต พล.ต.ต.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช นายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม นายสุทธิพล ทวีชัยการ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ สนช.ให้ความเห็นชอบ

“จตุพร” ขู่ฟ้องกลับดีเอสไอ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวในรายการมองไกล ผ่านทางยูทบ ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะยื่นถอนประกันตัวในคดีก่อการร้าย หลังจากออกมาวิจารณ์ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และการร่างรัฐธรรมนูญว่า จะดูว่ารอดจากการถูกถอนประกันหรือไม่ สิ่งสำคัญคือศาลเคยระบุว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจ เพราะการถอนประกันเป็นหน้าที่ของอัยการ ถ้าดีเอสไอจะมายื่นต่อศาล จะฟ้องกลับ ไม่ใช่เป็นคนที่กลัวจนหัวหดลนลาน แต่ยึดหลักว่าเมื่อไม่ผิดใครมาล้มล้างดาบนี้จะคืนสนอง นับจากวันนี้อิสรภาพของตนจะเหลือกี่วันไม่ทราบ แต่ทุกเวลาที่ยังมีอิสรภาพอยู่ จะพูดในหลักการไม่ให้บ้านเมืองไปสู่วิกฤติ ไม่มีวันทรยศประชาชน

บี้ สปท.ดัน สคบ.ภาคประชาชน

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค นำโดย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยื่นหนังสือต่อนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และนายศิริชัย ไม้งาม สปท. เพื่อขอให้เร่งออกกฎหมายองค์กรผู้บริโภคเป็นองค์กรอิสระ โดย น.ส.บุญยืนกล่าวว่า ที่ผ่านมาร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ผ่านการพิจารณาจาก สปช.และวุฒิสภามาแล้ว แต่สำนักงานคณะกรรมาการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว เพราะซ้ำซ้อนกับภารกิจ สคบ. ดังนั้นจึงขอให้ สปท.นำร่างกฎหมายฉบับนี้ไปขับเคลื่อนเป็นแนวทางปฏิรูปประเทศต่อไป และในวันที่ 24 ก.พ.นี้ เครือข่ายฯจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าว ยื่นต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เพื่อให้ ครม.พิจารณาข้อเสนอดังกล่าวด้วย

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    19.2%
  • ไม่ชอบ
    63.3%
  • สนุก
    12.2%
  • ประหลาดใจ
    0.9%
  • เสียใจ
    3.0%
  • ให้กำลังใจ
    1.4%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement