สิงห์สองล้อ EP.2 เจาะตลาด 3 ค่ายยักษ์ เปิดทริคขี่บิ๊กไบค์เซฟตี้ชีวิต - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สิงห์สองล้อ EP.2 เจาะตลาด 3 ค่ายยักษ์ เปิดทริคขี่บิ๊กไบค์เซฟตี้ชีวิต

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2559 05:30
44,881 ครั้ง


หลังจากที่ได้นำเสนอปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยเกิดกระแสนิยมในการขี่รถจักรยานยนต์คันใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า 'บิ๊กไบค์' ในตอนที่แล้วนั้น วันนี้ จะขอนำเสนอเรื่องยอดขายของค่ายรถยักษ์ใหญ่ 3 ค่ายดัง ได้แก่ ฮอนด้า ยามาฮ่า และดูคาติ รวมไปถึงมีกูรูเรื่องการขี่รถบิ๊กไบค์มาให้คำแนะนำในการขี่รถอย่างถูกวิธี และในตอนสุดท้ายนี้ สิ่งที่ใครหลายคนอยากเห็นมากที่สุด นั่นคือ ทางออกของการแก้ปัญหาอุบัติเหตุรถบิ๊กไบค์ จะต้องใช้กลยุทธ์ข้อใดบ้างที่จะทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบมาให้...

ยอดจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงเพิ่มมากขึ้น

เปิดยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ 151 ซีซีขึ้นไป

ทีมข่าวฯ ได้ค้นหาสถิติจำนวนรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก โดยความจุกระบอกสูบมากที่สุดที่กรมการขนส่งฯ เก็บสถิติไว้อยู่ในประเภท 151 ซีซีขึ้นไป มีตัวเลขดังนี้

ปี 2556 ได้แก่ ฮอนด้า 44,179 คัน คาวาซากิ 13,014 คัน ดูคาติ 2,367 คัน เอสวายเอ็ม 1,946 คัน เวสป้า 1,358 คัน โดยรวมทั้งหมดจากทุกค่าย 69,787 คัน

ปี 2557 ได้แก่ ฮอนด้า 20,740 คัน คาวาซากิ 12,255 คัน เวสป้า 4,063 คัน ดูคาติ 2,766 คัน คีย์เวย์ 2,691 คัน โดยรวมทั้งหมดจากทุกค่าย 48,716 คัน

ปี 2558 ได้แก่ ฮอนด้า 16,409 คัน คาวาซากิ 12,566 คัน ยามาฮ่า 7,369 คัน เวสป้า 5,337 คัน ดูคาติ 2,984 คัน โดยรวมทั้งหมดจากทุกค่าย 54,475 คัน

สายตาถือเป็นส่วนสำคัญ เวลาเข้าโค้งสายตามองทางไหนรถจะไปทางนั้น

ส่อง 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ แห่งวงการสิงห์สองล้อ

ค่ายปีกนกยักษ์ใหญ่ ที่มียอดขายรถจักรยานยนต์สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ได้เปิดเผยถึงรุ่นยอดนิยม โดย นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ กรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย กล่าวว่า ตระกูล CBR รุ่น CBR-650 ราคาประมาณ 300,000 บาท และ CBR-500 ราคาประมาณ 200,000 บาท เป็นรุ่นยอดนิยมที่สุด ส่วนเหตุผลที่ CBR เป็นที่นิยม เนื่องจากราคาในแบบ 650 ซีซี ซึ่งเครื่องเป็นแบบ 4 สูบเรียง เสียงจะเพราะ สมรรถนะดี ในราคา 3 แสนบาท ถือว่าเป็นรถที่ซื้อแล้วคุ้มค่า รวมถึงดีไซน์ตัวรถและระบบการขาย แบบ 6S คือ Sales, Service, Spare Parts, Second Hand, Safety Riding และ Society ที่ค่อนข้างครบวงจร จึงเป็นจุดขายของค่ายนี้

สำหรับยอดขายบิ๊กไบค์ของค่ายฮอนด้า จะนับตั้งแต่ความจุของเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี ขึ้นไป โดยในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น มียอดขายบิ๊กไบค์อยู่ที่ 6,900 คัน นั่งครองตำแหน่งผู้นำตลาดอันดับหนึ่ง และในปีนี้ คาดว่าจะขายได้ประมาณ 12,000 คัน

ตระกูล CBR ของค่ายฮอนด้า

ขณะที่ ค่ายยักษ์ใหญ่ประเทศเดียวกันอย่างยามาฮ่า ได้เผยถึงยอดขายบิ๊กไบค์ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน โดย นายวีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการส่วนพัฒนาธุรกิจรถจักรยานยนต์นำเข้า ฝ่ายวางแผนการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เผยว่า รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของค่ายยามาฮ่า เป็นรุ่น MT-07 ราคา 299,000 บาท ส่วนสาเหตุที่ได้รับความนิยม เนื่องจากว่า MT-07 ตัวรถค่อนข้างเล็ก กระชับ คล่องตัว และมีน้ำหนักเบา ขณะเดียวกันก็มีกำลังเครื่องสูง โดยรวมทั้งสเปก ขนาด รูปทรง ราคา มีความคุ้มค่าคุ้มราคาจึงเป็นรุ่นยอดนิยม

ส่วนยอดขายบิ๊กไบค์ของค่ายยามาฮ่า จะนับตั้งแต่ความจุของเครื่องยนต์ขนาด 400 ซีซี ขึ้นไป ซึ่งปี 2557 มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 1,150 คัน ส่วนปีล่าสุด 2558 ที่ผ่านมา มียอดขาย 1,555 คัน และคาดว่ายอดขายในปีนี้ตั้งไว้ให้โตประมาณ 30-35% คือ 2,100 คัน

ปี 2558 ที่ผ่านมา ยามาฮ่า มียอดขาย 1,555 คัน

ด้าน สองล้อสัญชาติยุโรปอย่าง ดูคาติ ก็ฮอตไม่แพ้ฝั่งเอเชียเช่นกัน โดย นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือ ดูคาติไทยแลนด์ กล่าวถึงรุ่นยอดนิยมของดูคาติว่า รุ่นที่นิยมที่สุดเป็นรุ่น Monster ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4.8 แสนบาท ส่วนสาเหตุที่นิยมจะเป็นเรื่องของการดีไซน์ รวมทั้งมอนสเตอร์เป็นรถประเภท Naked bike ซึ่งเหมาะสำหรับขี่ในเมือง เข้าถึงได้ง่าย ด้วยความสูงของรถที่ไม่ได้สูงและน้ำหนักรถที่ไม่ได้หนักมาก ทำให้การขับขี่สะดวก

บอสใหญ่แห่งดูคาติไทยแลนด์ เผยถึงตัวเลขการจดทะเบียนจากกรมการขนส่งทางบกปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน และย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 อยู่ที่ประมาณ 2,800 กว่าคัน ส่วนยอดขายในปี 2559 นี้ คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมน่าจะซบเซาลง เนื่องจากโดนพิษเศรษฐกิจ

ปี 2558 รถสัญชาติยุโรปอย่างดูคาติ มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 3,000 คัน

ผู้เชี่ยวชาญ แนะ ทักษะพื้นฐานการขี่บิ๊กไบค์ที่ถูกวิธี

นายสุรชัย พันธ์เพิ่มพูน ผู้ดำเนินรายการทีวีมอเตอร์ไซเคิล และเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการรถสองล้อมาอย่างยาวนาน เปิดเผยถึงทักษะของการขี่บิ๊กไบค์ว่า สายตาถือเป็นส่วนสำคัญ เมื่อรถเข้าโค้งสายตามองทางไหนรถก็จะไปทางนั้น กฎของการเข้าโค้งที่สำคัญที่สุด คือ ห้ามมองออกนอกโค้ง ให้มองเฉพาะในโค้งเท่านั้น และถ้าขี่ทางตรงต้องมองให้ไกล อย่ามองเพียงใกล้ๆ เพราะหากเจอหลุม หิน หรือท่อนไม้จะหลบไม่ทัน ขี่ไปชนอาจทำให้รถพลิกคว่ำได้ อีกทั้งการมองทะลุกระจกรถยนต์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน หากขี่ตามท้ายรถยนต์ที่มีความทึบ อย่างเช่น รถตู้ ผู้ขี่จะมองไม่เห็นด้านหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น ฉะนั้น จึงควรวิ่งอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาของรถยนต์ เพื่อมองเห็นได้ในระยะไกล รวมทั้งทำให้มีระยะในการเบรกมากขึ้น

ถัดมาเป็นเรื่องของการใช้เบรก โดยเบรกหน้าอยู่ที่มือข้างขวา เบรกหลังอยู่ที่เท้าข้างขวา และเบรกเครื่องยนต์ หรือ เอนจิ้นเบรก (Engine Brake) คือ การใช้เกียร์ต่ำช่วยให้หน่วงความเร็วของรถต่ำลง

รถแต่ละประเภทจะมีการใช้เบรกที่แตกต่างกัน รถสปอร์ตที่มีความเร็วสูงจะมีการใช้เบรกหน้าที่มากกว่าเบรกหลัง

นายสุรชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า “เมื่อผู้ขับขี่เจอสถานการณ์ฉุกเฉินข้างหน้าต้องเบรกอย่างกะทันหัน แนะนำให้ใช้วิธีการเบรก ประกอบกับตบเกียร์ลงต่ำ พร้อมกับปล่อยคลัตช์ และจะมีการดูดจากแรงดูดของเครื่องยนต์ ที่เราเรียกกันว่าเบรกจากเครื่องยนต์ เอนจิ้นมากขึ้นระยะเบรกก็จะสั้นลง รถมีความมั่นคงในการขับขี่ ไม่มีการปัดซ้ายปัดขวา เพราะว่าเอนจิ้นเบรกจะเป็นตัวช่วยดึง ช่วยหน่วงให้รถชะลอลงอย่างรวดเร็ว”

ขณะที่ รถแต่ละประเภทจะมีการใช้เบรกที่แตกต่างกัน รถสปอร์ตที่มีความเร็วสูงจะมีการใช้เบรกหน้าที่มากกว่าเบรกหลัง ในอัตราส่วน 80 ต่อ 20 หรือ 70 ต่อ 30 หรือ 60 ต่อ 40 ซึ่งรถแต่ละคันนั้นจะมีการออกแบบเบรกที่ไม่เหมือนกัน

รถบางรุ่นที่มีความเร็วสูงมาก ยึดเบรกหน้าเป็นแบบคู่ หรือมีหัวปั๊มที่บีบการเบรก เพื่อชะลอรถที่เร็วให้ช้าลง และปั๊มที่บีบการเบรกอาจจะมีถึงข้างละสี่ลูกสูบ รวมสองข้างเป็นแปดลูกสูบ ส่วนเบรกหลังมีลูกสูบเดียว หรือสองสูบเท่านั้น จะเห็นได้ว่ารถสปอร์ตที่มีความเร็วสูงจะมีดิสก์เบรกหน้าสองข้าง ข้างละสี่ลูกสูบ ปั๊มการเบรกขนาดใหญ่ แต่เบรกหลังมีเพียงหนึ่งหรือสองลูกสูบและปั๊มเบรกเล็กกว่า เพราะว่ารถสปอร์ตนั้น จะต้องใช้เบรกหน้ามากกว่าเบรกหลัง จะออกแบบเบรกหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

รถประเภทสปอร์ตที่มีความเร็วสูง

ส่วนรถประเภททัวริ่งไบค์ที่ใช้ในการท่องเที่ยว เบรกหน้าเป็นเบรกคู่เช่นเดียวกัน มีลูกสูบที่มากเหมือนเดิม แต่เบรกหลังจะมีลูกสูบใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพเบรกหลังทำได้มากขึ้น ถ้าเป็นทัวริ่งแบบครุยเซอร์ (Touring Cruiser bike) สไตล์อเมริกัน การเบรกหลังจะมีขนาดใหญ่ จำนวนสูบเบรกหลังใหญ่ ประสิทธิภาพดีขึ้น แต่น้ำหนักรถสูง ท่านั่งไม่ได้ก้มขี่ ฉะนั้น รถประเภทนี้จะมีประสิทธิภาพเบรกหลังสูง เพื่อชะลอความเร็วรถได้มากขึ้น อัตราส่วนเบรกหน้ากับหลังใช้เบรกประมาณ 50 ต่อ 50 หรือบางครั้ง 60 ต่อ 40

อีกทักษะหนึ่งคือการนั่งเพื่อเข้าโค้งอย่างถูกวิธี โดยจะมีทั้งหมด 4 แบบหลักๆ ได้แก่

Lean Out ผู้ขับขี่จะเอียงตัวสวนทางกับการเข้าโค้ง รถเอียงไปทางซ้ายผู้ขับขี่จะเอียงตัวไปทางขวา โดยการเข้าโค้งประเภทนี้จะพบมากในการขับขี่รถวิบาก เพราะจะสามารถควบคุมรถเมื่อเกิดการลื่นไถล
Lean With ผู้ขับขี่และรถจะเอียงไปเท่าๆ กันในทิศทางเดียวกัน เป็นการเข้าโค้งแบบปกติที่สามารถเปลี่ยนทิศทางและควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย เป็นท่าเข้าโค้งแบบมาตรฐาน
Lean In ผู้ขับขี่จะเอียงไปในทิศทางเดียวกับโค้ง แต่เอียงมากกว่าตัวรถเล็กน้อย
Hang On เป็นท่าที่ต้องขยับสะโพก ทิ้งน้ำหนักตัวเข้าหาในโค้ง การเข้าโค้งประเภทนี้จะทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถค่อนข้างยาก ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานปกติ ส่วนมากจะใช้ในสนามแข่งรถทางเลียบ

การเข้าโค้ง Lean Out จะพบมากในการขับขี่รถวิบาก เพราะจะสามารถควบคุมรถเมื่อเกิดการลื่นไถล

ทั้ง 4 แบบข้างต้นนี้ มีผลในการเข้าโค้งที่ไม่เหมือนกัน และทักษะทั้งหมดนี้ หากผู้ขับขี่สามารถทำได้ทั้ง 4 แบบ จะสามารถใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์การออกแบบรถจักรยานยนต์ หรือตรงตามการใช้งาน ไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วต่ำ ความเร็วสูง สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด

“โค้งในเขตเมืองส่วนใหญ่จะเป็นโค้งตามสี่แยก จะมีมุมของการเข้าโค้งที่ไม่มากนัก สี่แยกไหนที่ทำมุมฉาก ต้องระมัดระวังในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ฉะนั้นในเขตเมืองมักมีการจราจรที่ติดขัดมากๆ คงไม่ได้ขี่ด้วยความเร็วเท่าไร ในเขตเมืองมีทั้งคนเดินข้ามถนนตรงสี่แยก ต้องระวังมาก ดังนั้นไม่ควรใช้ความเร็วสูงในการเข้าโค้งในเขตเมือง ถ้าความเร็วต่ำๆ ในเขตเมืองเราก็ใช้แค่ท่า Lean With แค่นี้ก็เพียงพอต่อการใช้งาน” ผู้คร่ำหวอดวงการรถสองล้อ ให้คำแนะนำ

เมื่อมีอุปกรณ์ป้องกันครบแล้วนั้น จะต้องเรียนรู้การขี่บิ๊กไบค์ที่ถูกต้องรู้จักสมรรถภาพของรถที่ซื้อ

เมา ทะเลาะกับแฟน ห้ามออกซิ่งเด็ดขาด!

นายชาติชาย แซ่ลิ้ม หรือ อาจารย์โฮ้ อดีตนักแข่งจักรยานยนต์ที่ผันตัวมาเปิดโรงเรียนสอนขี่รถนามว่า Ho Racing School ได้แนะนำพื้นฐานการขี่บิ๊กไบค์ที่ถูกต้องว่า อันดับแรก ผู้ขับขี่จะต้องเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ทั้งหมวกกันน็อกที่สามารถคลุมคางได้ เสื้อคลุม การ์ดศอก การ์ดหลัง การ์ดเข่า ถุงเท้า รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อจะดีกว่ารองเท้าผ้าใบธรรมดา และไม่ควรใส่รองเท้าแตะเด็ดขาด เพราะเมื่อมีเหงื่อออกเท้าจะลื่นออกจากรองเท้า

เมื่อมีอุปกรณ์ป้องกันครบแล้วนั้น จะต้องเรียนรู้การขี่บิ๊กไบค์ที่ถูกต้องรู้จักสมรรถภาพของรถที่ซื้อ โดยส่วนใหญ่เมื่อซื้อรถจากค่ายต่างๆ จะแถมคอร์สเรียนขับขี่ให้ด้วย ฉะนั้น ผู้ขับขี่ควรจะไปเรียนรู้ รู้จักวิธีการขับขี่อย่างปลอดภัย รู้ลิมิตของรถ

“เมื่อก่อนคนอายุ 30 ปีขึ้นไปไม่มาเรียนขี่บิ๊กไบค์กัน เพราะเขาคิดว่าขับได้ แต่ปัจจุบันนี้ คนอายุ 65-70 ปีก็ยังมาเรียน เพราะมีข่าวการเกิดอุบัติเหตุอยู่ทุกวัน ก็ทำให้คนสนใจมาเรียนมากขึ้น นอกจากนี้ ข้อห้ามสำคัญในการขับขี่บิ๊กไบค์คือ การเมา หรือมีปัญหาที่ทำงาน ทะเลาะกับแฟน อย่าขี่เด็ดขาด เป็นอันตรายแน่นอน เพราะจะมัวคิดแต่ปัญหาอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่มีสติไม่มีสมาธิในการขับรถ ฉะนั้น เวลามีปัญหาอะไรให้ทิ้งไว้ที่บ้านอย่าขี่รถ อยากให้ขี่รถอย่างมีความสุขมากกว่า” อาจารย์โฮ้ แนะนำทิ้งท้าย

ค่ายรถต่างๆ จะต้องมีการจัดอบรมให้กับลูกค้าก่อน หากลูกค้ายังไม่เข้าใจระบบรถหรือยังขี่ไม่เป็นต้องส่งไปฝึกอบรมกระทั่งขี่เป็นก่อน จึงจะยอมปล่อยรถให้ลูกค้าได้

เจาะลึก ทางออกแก้ปัญหาอุบัติเหตุ ‘บิ๊กไบค์’

หลังจากรถบิ๊กไบค์มียอดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ด้วยความแรงของรถส่งผลให้สถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน สำหรับการแก้ปัญหาเพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุนั้น ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ม.นเรศวร ได้วิจัยเรื่องใบขับขี่ของรถบิ๊กไบค์ โดย ดร.ทวีศักดิ์ ได้อธิบายถึงเรื่องดังกล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุของบิ๊กไบค์อาจเกิดจากระบบใบขับขี่ที่ไม่ได้แยกตามลักษณะความเสี่ยงเหมือนที่ญี่ปุ่นจะแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ 1. รถขนาดเล็กไม่เกิน 50 ซีซี 2. รถตั้งแต่ 51-125 ซีซี 3. รถตั้งแต่ 126-400 ซีซี และ 4. รถตั้งแต่ 400 ซีซี ขึ้นไป หรืออย่างไต้หวันจะแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. รถที่ต่ำกว่า 50 ซีซี 2. รถตั้งแต่ 50-250 ซีซี และ 3. รถตั้งแต่ 250 ซีซี ขึ้นไป การสอบใบขับขี่ก็จะมีความยากตามประเภทนั้นๆ ตรงกันข้ามกับประเทศไทยที่ไม่ได้แบ่งประเภทไว้ ฉะนั้น เด็กที่มีใบขับขี่ก็สามารถขี่รถบิ๊กไบค์ที่มีซีซีสูงได้ทันที

นอกจากการแก้ไขที่การทำใบขับขี่แล้วนั้น บริษัทหรือค่ายรถต่างๆ จะต้องมีการจัดอบรมให้กับลูกค้าก่อน หากลูกค้ายังไม่เข้าใจระบบรถหรือยังขี่ไม่เป็นต้องส่งไปฝึกอบรมกระทั่งขี่เป็นก่อน จึงจะยอมปล่อยรถให้ลูกค้าได้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถมาซื้อรถได้แม้ว่าเขาจะขี่ไม่เป็นก็ตาม

ดร.ทวีศักดิ์ เสนอทางออกปัญหาอุบัติเหตุว่า “ปัญหาทุกวันนี้ก็คือ เราจะทำอย่างไรให้คนขับขี่บิ๊กไบค์ได้เข้าถึงการอบรมลักษณะนี้ให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีสิ่งที่บังคับเขา จึงทำให้พวกกลุ่มบิ๊กไบค์ไม่ได้รับการเข้าถึงวิธีการขับขี่อย่างปลอดภัย ฉะนั้นอาจจะต้องมีไฟต์บังคับว่าใครที่ขับขี่รถบิ๊กไบค์ จะต้องมีใบขับขี่เฉพาะประเภทของรถ โดยจะต้องมีการจัดอบรมการขับขี่อย่างเหมาะสมด้วย”

อ่านเพิ่ม

สิงห์สองล้อ EP.1 ส่องวิถีไบเกอร์ ไขปมซิ่งชนสนั่นเมือง

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    78.9%
  • ไม่ชอบ
    11.8%
  • สนุก
    2.8%
  • ประหลาดใจ
    1.6%
  • เสียใจ
    0.8%
  • ให้กำลังใจ
    4.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement