'มาร์ค' ติงข้อเสนอที่ 16 ชงใช้ รธน. 2 ขยัก แค่ข้ออ้างยื้อเวลา - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'มาร์ค' ติงข้อเสนอที่ 16 ชงใช้ รธน. 2 ขยัก แค่ข้ออ้างยื้อเวลา

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 19:17
1,509 ครั้ง


"อภิสิทธิ์" ไม่มั่นใจเนื้อหาร่างฯ แก้ปัญหาชาติได้ ข้องใจไม่มีคำตอบว่าทำไมต้องแบ่งใช้ รธน. เป็น 2 ช่วง ลั่นสังคมไทยไม่สุดโต่ง ต้องคืนอำนาจวันนี้-พรุ่งนี้ แต่ถือคำมั่นสัญญาเป็นสำคัญ

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 59 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการร่างรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า เรื่องสิทธิชุมชน สิทธิประชาชน ดูเหมือน กรธ. จะยอมรับฟังเสียงภาคประชาชนนั้นเป็นเรื่องที่ดี ที่ กรธ. แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีเสียงทักท้วง ท้วงติงเสียงวิจารณ์ก็รับฟัง และเชื่อว่าการรับฟังตรงนี้คงจะมีไปเรื่อยๆ สำหรับกรณีมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปไว้ในมาตรา 207 เป็นเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แค่ตอนนี้ กรธ. บอกว่าจะย้ายกลับมาอยู่ในหมวดทั่วไปตนก็ไม่ค่อยติดใจ เนื่องจากสิ่งที่มาตรานี้มีไว้เพื่อที่จะบอกว่า ในบางสถานการณ์มีการโต้เถียงกันว่าจะต้องทำอย่างไร ตนจึงคิดว่าสิ่งที่กรธ. พยายามทำคือความชัดเจนขึ้นว่า คนที่จะมาชี้ขาดกรณีวิกฤตินั้นคือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะอยู่หมวดใดก็ตาม ตนจึงเห็นว่าไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า ตอนนี้มีกระบวนการที่มารองรับชัดเจน ขณะเดียวกัน กรธ. ควรสร้างความมั่นใจ เพราะมีบางฝ่ายที่กังวล โดยต้องเขียนให้ชัดว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีบทบาทตรงนี้ คือ ต้องเกิดปัญหาที่ไม่มีข้อยุติ และสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาให้ข้อยุตินั้น คือ ข้อยุติทางกฎหมาย ไม่ใช่มาบอกว่า การเมืองต้องเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้

ส่วนกรณีที่ นายบวรศักดิ์  อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เสนอว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญควรจะมีทางเลือกให้ประชาชน 3 ทาง คือ 1. เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ 2. เอาร่างรัฐธรรมนูญของ นายบวรศักดิ์ และ 3. นำรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาปรับปรุง เพื่อจะได้ไม่เสียของและเพื่อให้ คสช. จะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นคนแรกๆ ที่เสนอว่าการลงประชามติควรจะมีทางเลือกระหว่างฉบับหนึ่งกับอีกฉบับหนึ่ง เพียงแต่คิดว่าถ้าเลือกหลากหลายเกินไป ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน เพราะว่าร่างที่ชนะก็อาจจะไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ก็จะถกเถียงกันอีก และเกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ตนคิดว่าง่ายที่สุดคือเอาฉบับที่เสนอกับฉบับที่ใช้ก่อนรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มีการแก้ไขแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับที่บังคับใช้อยู่ก่อน 22 พ.ค. 57 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ และคิดว่าเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งตนไม่ได้ชอบร่างนั้นมากที่สุด แต่เห็นว่ามีเหตุมีผลที่ตอบกับสังคมทั้งภายในประเทศและกับโลกได้ และจะไม่ไปเป็นปัญหาถ้าร่างรัฐธรรมนูญเกิดผ่านหรือไม่ผ่านแล้วจะเกิดอะไรตามมา และถ้านำรัฐธรรมนูญปี 50 มาใช้ใหม่อีกครั้งก็ต้องมีการเขียนบทเฉพาะกาลเพิ่มขึ้นในเรื่องอำนาจของ คสช. ซึ่งนั้นเป็นเรื่องในทางเทคนิค แต่โดยสาระสำคัญหมายความว่า ระหว่างระบบที่เคยใช้อยู่ก่อนกับระบบใหม่ที่เสนอนี้ ประชาชนอยากได้อะไร

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับข้อเสนอของ ครม. ที่ส่งให้ กรธ. โดยเฉพาะในข้อ 16 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อนี้แม้แต่ตัวผู้ร่างฯ ได้รับความเห็นแล้วก็นึกไม่ออกว่าจะให้ทำอะไร ตนมีความรู้สึกว่าไม่สบายใจที่เห็นแต่จะไม่ไปวิจารณ์เรื่องว่าครึ่งใบ เต็มใบ สืบทอดอำนาจหรือไม่ แต่มองในมุมที่ว่าสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของ ครม. ต่อสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ เราคาดหวังให้ คสช. ได้จัดทำระบบสร้างสภาวะแวดล้อม เพื่อให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากสภาพปัญหาเดิม มาถึงวันนี้กลายเป็นว่า ครม. เองยังไม่มั่นใจว่าที่ทำมาทั้งหมด และที่กำลังร่างอยู่นี้แก้ปัญหาได้ จึงพยายามพูดว่าจะทำอย่างไร เหมือนกับประวิงเวลาหรือยืดเวลาของบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งตนก็มีความรู้สึกว่านอกจากสะท้อนความไม่มั่นใจแล้ว เสมือนกับว่าเรายังไม่มีคำตอบ ตนเป็นห่วงตรงนี้

"ข้อ 16 คือโจทย์สำหรับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ สนช. สปท. ครม. และ คสช. มาตั้งแต่ต้นไม่ใช่หรือ ในภาพรวมท่านเข้ามาแล้วบอกจะมาแก้อันนี้ มาถึงวันนี้เหมือนกับท่านกำลังบอกว่า ที่ กรธ. เขาเขียนมาทั้งหมด ท่านยังไม่ค่อยแน่ใจว่าได้แก้สิ่งที่ท่านจะเข้ามาแก้หรือไม่ และวิธีแก้ที่ถูกต้องคืออะไร ไม่ใช่มาบอกว่าการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา และคำถามผมคือถ้าแบ่งเป็น 2 ช่วง จากช่วงที่เพิ่มเข้ามากับช่วงต่อไป อะไรคือความแตกต่าง จบเวลาช่วงนั้นแล้วทำไมถึงตอนนั้นแล้วมั่นใจว่าจะไม่ยุ่งอีก เพราะการจะมั่นใจได้ต้องมีคำตอบว่า สิ่งที่จะทำให้ไม่ยุ่งนั้นคืออะไรวันนี้ผมยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน จึงอยากจะย้ำว่าพอเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 2 ปี รู้สึกว่าบางทีความจำเราจะสั้นกันหรือเปล่า ผมเห็นมาพูดกันทำนองว่า เลือกตั้งแล้วมันวุ่นวายเพราะว่าไม่ยอมกัน  ผมพูดมาตลอดว่า เหตุที่เกิดปี 57 ไม่ได้เกิดจากการที่มีเลือกตั้ง หรือมีประชาธิปไตยมากไป แต่มาจากเวลาเลือกตั้งแล้ว คนที่ชนะการเลือกตั้งไม่เป็นประชาธิปไตย เอาอำนาจนั้นไปเพิ่มอำนาจตัวเอง ล้มล้างกฎหมาย รูปธรรมที่สุดคือกฎหมายนิรโทษกรรม จนเกิดการชุมนุมประท้วง ถ้าบอกว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญหรือ คสช. ทำได้ไปแก้ปัญหาเหล่านั้น คือกำลังป้องกันไม่ให้คนที่มาจากการเลือกตั้ง สามารถไปใช้อำนาจอย่างนั้นได้อีก ก็บอกมาว่ามาตรการคืออะไร ซึ่งผมยังไม่เข้าใจว่าพอบอกว่าทำอย่างนี้แล้ว ทำไมถึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้นสมมติยืดไปอีก 2 ปี แล้วทำไมปีที่ 3 จะแก้ได้ การพยายามตีโจทย์ว่าปัญหาเกิดจากการเลือกตั้งนั้นคิดว่าเป็นการวิเคราะห์ที่ผิด" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า อยากจะบอกกับทุกๆ คนว่า สังคมไทยไม่ได้สุดโต่ง ที่จะมาคาดคั้นว่าท่านจะต้อง คืนอำนาจวันนี้ พรุ่งนี้ แล้วคาดคั้นว่าทุกอย่างจะต้อง 100 เปอร์เซ็นต์เป๊ะ อย่างที่มีการเรียกร้องกัน แต่ขณะเดียวกันสังคมไทยก็ถือว่า คำพูด คำมั่นสัญญา  อะไรก็ตามที่ทำให้นายกฯ หัวหน้า คสช. ต้องเสียหายเพราะเหมือนกับไม่เป็นไปตามโรดแม็ป ต้องระมัดระวัง เพราะไม่เหมือนกัน คำพูดที่บอกว่า ประคับประคองก็เราเข้าใจมาตลอด สังคมไทยก็บอกว่าคุณก็ขอมาประคับประคอง 2 ปี 3 ปี ก็ไม่ได้มีใครว่าอะไร ก็เปิดโอกาสให้ดำเนินการเต็มที่ แต่ถ้าไม่จบไม่สิ้นตนว่ามันเป็นอีกกรณีหนึ่ง และอะไรที่ท่านเห็นเป็นความจำเป็น ขอให้ตรงไปตรงมา อย่าให้มีใครไปหยิบ หรือจุดประเด็นขึ้นมาให้เกิดความหวาดระแวง ในเรื่องการสืบทอดอำนาจ ทั้งนี้ตนเชื่อนายกฯ ท่านพูดแล้วพูดอีกว่า ไม่ได้ต้องการที่จะเข้ามาเพื่อตัวเอง แต่คนรอบๆ ชอบทำให้อะไรไปเสื่อมเสียถึงท่าน ทำให้ท่านทำงานยากขึ้น วันนี้สังคมให้ความเชื่อถือที่จะให้นายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆ อย่าไปทำอะไรให้ลดทอนความเชื่อถือของนายกฯ ควรจะพยายามเพิ่มกำลังให้ท่านแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จให้ได้ ก่อนที่จะกลับไปสู่การเลือกตั้ง.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    64.4%
  • ไม่ชอบ
    13.8%
  • สนุก
    18.4%
  • ประหลาดใจ
    3.4%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement