เร่งตรวจคัดกรองตาบอดสีใน นร. - แนะแนวศึกษาต่อผู้บกพร่อง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

เร่งตรวจคัดกรองตาบอดสีใน นร. - แนะแนวศึกษาต่อผู้บกพร่อง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2559 20:10
820 ครั้ง


คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา เสนอ ศธ.ตรวจคัดกรองตาบอดสีในนักเรียน เตรียมหาแนวทางศึกษาต่อแก่ผู้บกพร่องตั้งแต่แรก พร้อม เสนอออกเกณฑ์การรับนักเรียนที่มีอาการตาบอดสีเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ...

วันที่ 23 ก.พ. 59 นางฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยถึง โครงการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เรื่อง "การศึกษาและตาบอดสี" ว่า อาการตาบอดสี ที่จริงแล้วเป็นอาการบกพร่องความสามารถในการมองเห็นสี หรือที่เรียกให้ถูกต้องคือ อาการตาพร่องสี ผู้ที่มีอาการตาพร่องสีจะมองเห็นสีไม่เหมือนคนปกติ ซึ่งจากการสำรวจพบในผู้ชาย 7.5-8.0% พบในผู้หญิง 0.5 % ส่วนใหญ่เป็นตาพร่องสีแดงและสีเขียว ส่วนน้อยเป็นตาพร่องสีน้ำเงิน ส่วนตาพร่องสีทุกสีพบน้อยมาก คือ พบ 1:33,000

สำหรับผู้ที่มีอาการตาพร่องสี สามารถมองเห็นและดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติ แต่ไม่สามารถศึกษาต่อและประกอบอาชีพ ที่ต้องใช้ความสามารถในการมองเห็นสี เช่น นักบิน ทหาร ตำรวจ แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ช่างไฟฟ้า ช่างอิเล็กทรอนิกส์ และ คนขับรถขนส่งสาธารณะ เป็นต้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาสิทธิมนุษยชนเรื่อง "การศึกษาและตาบอดสี" เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเด็กนักเรียนที่สมัครสอบเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง สามารถผ่านการสอบข้อเขียน แต่ตรวจร่างกายไม่ผ่านเกณฑ์ความสามารถในการมองเห็นสี ทำให้เกิดการสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ, สังคม, โอกาส, เวลา และกระทบกระเทือนต่อจิตใจของเด็กนักเรียนอย่างรุนแรง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีการตรวจคัดกรองหาอาการตาพร่องสีในเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมทางการศึกษาให้เด็กนักเรียนตั้งแต่แรก

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการด้านสิทธิเด็กและการศึกษา จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการตรวจคัดกรองหาเด็กนักเรียน ที่มีอาการตาพร่องสีตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา โดยให้ครูเป็นผู้ตรวจคัดกรองเด็กนักเรียนในโรงเรียน และใช้วิธีทดสอบแบบ ISHIHARA’s Test ชนิด 38 แผ่น ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2010 ให้เด็กนักเรียนอ่านแบบทดสอบ 21 แผ่นแรก ถ้าเด็กนักเรียนสามารถอ่านได้ถูกต้อง 17 แผ่น หรือมากกว่า แสดงว่าไม่มีตาพร่องสี ส่วนเด็กนักเรียนที่อ่านได้น้อยกว่า 17 แผ่น จะส่งไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด เพื่อให้จักษุแพทย์ ตรวจวินิจฉัยต่อไป

เด็กนักเรียนที่มีอาการตาพร่องสี จะได้รับการแนะนำแนวทางในการศึกษาต่อที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ และถือเป็นความลับไม่ให้คนอื่นรู้ ให้รู้เฉพาะผู้ปกครองและเด็กนักเรียนเท่านั้น

ขณะที่ ปัญหาที่สองที่จะดำเนินการต่อ คือ สถาบันการศึกษาทุกแห่งที่รับเด็กนักเรียนในสาขาวิชาเดียวกัน ต้องออกเกณฑ์ในการรับนักเรียนที่มีอาการตาพร่องสีที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และมีการตรวจหาอาการตาพร่องสี ที่ใช้วิธีตรวจเหมือนกัน ไม่ใช้ดุลพินิจ มีการประกาศอย่างชัดเจนและเปิดเผย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติต่อเด็กนักเรียน.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    66.7%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    11.1%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    22.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement