ตามรอยบาทพระศาสดาสู่ดินแดนพุทธภูมิ "แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน" : สานศรัทธา "พระพุทธศาสนา" ยั่งยืน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

ตามรอยบาทพระศาสดาสู่ดินแดนพุทธภูมิ "แสวงบุญ 4 สังเวชนียสถาน" : สานศรัทธา "พระพุทธศาสนา" ยั่งยืน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2559 05:15
542 ครั้ง


“ดูกรอานนท์” สังเวชนียสถาน 4 แห่งเหล่านี้ เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา คือสถานที่ตถาคตประสูติ ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แสดงปฐมเทศนาคือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และสถานที่ที่ตถาคตดับขันธปรินิพพาน...”

ข้อความที่ปรากฏอยู่ใน พระไตรปิฎก ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงสังเวชนียสถาน คือสถานที่ทั้ง 4 อันควรสังเวช ไว้ในมหาปรินิพพานสูตร เมื่อภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาจาริกไป มีจิตเลื่อมใสและตายลง ก็จะเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์
จึงเป็นสถานที่สำคัญอันเป็นยอดปรารถนาของชาวพุทธ ทั้งเหล่าพระสงฆ์ผู้เป็น ศากยบุตร และพุทธศาสนิกชน ถวิลหาโอกาสที่จะไปกราบสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 สักครั้งในชีวิต

กรมการศาสนา โดย กองทุนส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนา เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมให้พระสงฆ์และพุทธบริษัท ไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศอินเดียและเนปาล จึงได้ถือกำเนิดโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกเดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ขึ้น พร้อมจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกผู้ไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบลขึ้นถึง 9 ศูนย์ เมื่อปี 2558 เพื่ออำนวยความสะดวกให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยให้ไปปฏิบัติศาสนกิจได้ถูกต้องตามหลักของพุทธศาสนา

สำหรับในปีงบประมาณ 2559 กรมการศาสนาได้อาราธนาพระสงฆ์ที่เป็นเครือข่าย อาทิ พระธรรมวิทยากร ผอ.ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ผู้นำศาสนสถานลานธรรม ลานวิถีไทย รวมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา จำนวน 270 รูป/คน แบ่งเป็น 2 รุ่นรุ่นละ 135 รูป/คน เดินทางไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถาน 4 ตำบล

“ทีมข่าวศาสนา” ได้มีโอกาสติดตามคณะสงฆ์ ผู้บริหารกรมการศาสนา นำโดย นายสุเทพ เกษมพรมณี รองอธิบดีกรมการศาสนา และพุทธศาสนิกชนไปร่วมแสวงบุญในครั้งนี้ ซึ่งนอกจากความปลื้มปีติที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ไปพร้อมๆ กับการปลงธรรมสังเวชแล้ว เรายังตระหนักชัดแจ้งว่าการได้ปฏิบัติศาสนกิจในครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงขอนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาถ่ายทอดต่อสาธารณชน อันจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา

การจาริกแสวงบุญในครั้งนี้ไม่ได้ เรียงตามสังเวชนียสถานทั้ง 4 เนื่องจากมีความจำเป็นในเรื่องของเส้นทาง ที่ต้องบินตรงสู่เมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย และเริ่มด้วยการนั่งเรือล่องแม่น้ำคงคา สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่เผาศพของศาสนาฮินดูมานานกว่า 4,000 ปี และยังคงมีให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้ พระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล ซึ่งรับหน้าที่เป็นพระธรรม วิทยากร เล่าให้ฟังว่าเป็นสถานที่ที่คนเป็นและคนตาย รวมทั้งสัตว์ทั้งหลายใช้ดื่มและอาบร่วมกัน ขณะที่ล่องเรือเราจะมองเห็นการเผาศพอยู่ริมแม่น้ำ โดยเฉพาะที่ท่ามณีกรรณิการ์ ซึ่งผู้คนมีความเชื่อว่าพระศิวะมาทำตุ้มหูหล่นที่นี่ จึงทำให้คนนิยมมาเผาศพ เพราะจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ โดยมีแม่น้ำคงคาเป็นตัวเชื่อม

จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่สารนาถ เมืองอันเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาฮินดู ซึ่งปัจจุบันคืออุตตรประเทศ ของรัฐบาลอินเดีย มุ่งตรงสู่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็น สังเวชนียสถานที่พระศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนา ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์ การแสดงธรรมในครั้งนั้นส่งผลให้ พระโกณฑัญญะ ได้ “ดวงตาเห็น ธรรม” บรรลุเป็นพระโสดาบัน และอุปสมบทเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้มีพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบสมบูรณ์ครั้งแรกในโลก คณะได้นมัสการ “คันธกุฎี” ซึ่งเป็นกุฎีหลังแรกที่พระพุทธเจ้าจำพรรษา พร้อมด้วย ธัมเมกขสถูป พระสถูปรูปทรงกลมที่มีช่องทั้ง 8 ล้อมรอบองค์พระสถูป เป็นสัญลักษณ์ของ “ธรรมจักร”หมายถึงกงล้อแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้าเคลื่อนออกไปโปรดเวไนยสัตว์

สังเวชนียสถานที่ 2 ที่คณะได้เดินทางไปเยือน คือ สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลลุมพินีวัน ในสมัยพุทธกาล ลุมพินีวันอยู่ในประเทศอินเดีย บริเวณฝั่งแม่น้ำโรหิณี เขตสักกะ ซึ่งเป็นกึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะกับกรุงเทวทหะ ปัจจุบันเรียกว่า “ลุม-มินเด” อยู่ที่ปาเคเรีย ในเขตประเทศเนปาล ได้นมัสการสถานที่ประสูติพร้อมหินสลักภาพประสูติ และรอยพระบาทเล็กๆ ที่มีการสร้างกรอบกระจกครอบไว้ อยู่ภายในวิหารมายาเทวีตั้งอยู่ใกล้เสาศิลาจารึกของพระเจ้า อโศกมหาราช

ต่อจากสังเวชนียสถานลุมพินีวัน คณะได้เดินทางไปยัง สังเวชนียสถานที่ 3 สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา โดยได้สักการะ องค์ปรินิพพานสถูป และ ปรินิพพานวิหาร ภายในมี พระพุทธรูปปางไสยาสน์เสด็จดับขันธปรินิพพาน และ มกุฏพันธเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธองค์ ซึ่งทำให้เกิดธรรมสังเวชถึงความไม่เที่ยงของสังขาร

สังเวชนียสถานสุดท้าย คือ พุทธคยา สถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งเราได้กราบนมัสการ พระมหาเจดีย์พุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และ พระแท่นวัชรอาสน์ ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้อนุตรสัมโพธิญาณ ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย ซึ่งสิ่งที่ตรัสรู้คือ อริยสัจสี่ ความจริงอันประเสริฐ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

และนอกจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งแล้ว คณะยังได้มีโอกาสนมัสการสถานที่สำคัญอีกหลายแห่ง อาทิ เขาคิชฌกูฏ นมัสการพระคันธกุฎิของพระพุทธเจ้า ถ้ำสุกรขาตา ที่พระสารีบุตรบรรลุพระอรหันต์ วัดเวฬุวนาราม วัดแห่งแรกของโลกที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวาย เชตวันมหาวิหาร สถานที่ที่พระพุทธเข้าประทับอยู่นานที่สุด และบ้านนางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาส ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นข้าวมื้อสำคัญที่สุดก่อนตรัสรู้

ตลอดการเดินทางในเส้นทางแสวงบุญ บนดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ คณะของเราได้ประกอบศาสนกิจที่สำคัญทั้งการทำวัตรเช้า-เย็น พร้อมๆกับการสวดเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ผู้ร่วมคณะ การนั่งสมาธิ การสมาทานศีล และร่วมทอดผ้าป่าถวายวัดไทยในอินเดียถึง 7 วัด ได้แก่ วัดไทยเชตวันมหาวิหาร วัดไทยนวราชรัตนาราม วัดไทยลุมพินี วัดไทยนวราชรัตนาราม 960 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ วัดไทยพุทธคยา และพุทธสถานธรรมิกราช

จากการที่ ทีมข่าวศาสนา ได้ร่วมคณะครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักว่าการได้เห็นสถานที่อันเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตาของตัวเอง ก่อให้เกิดความซาบซึ้งและเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธศาสนา อันจะเป็นแสงสว่างทำให้เกิดแนวทางในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้แพร่ หลายมากยิ่งขึ้น

และนั่นหมายถึงการสานศรัทธาในพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืนสถาพรสืบไป !!!

ทีมข่าวศาสนา

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    100.0%
  • ไม่ชอบ
    0.0%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement