'ดีเอสไอ'สอบ สมเด็จช่วง พร้อม'หลวงพี่แป๊ะ' คดีรถเบนซ์โบราณ - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

'ดีเอสไอ'สอบ สมเด็จช่วง พร้อม'หลวงพี่แป๊ะ' คดีรถเบนซ์โบราณ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2559 05:05
4,783 ครั้ง


ดีเอสไอเตรียมทำหนังสือถึง “สมเด็จช่วง” และหลวงพี่แป๊ะ ขอเข้าไปสอบปากคำและขอหลักฐานเพิ่ม ส่วนผู้เกี่ยวข้องการจดทะเบียนรถเบนซ์โบราณยังไม่เข้าให้การอีก 3 คน เตรียมออกหมายเรียกซ้ำ ไม่มาจะออกหมายจับ ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำโต้ข่าว สมเด็จช่วงไม่ประสงค์จะรับรถเบนซ์ไว้แล้ว ไม่เป็นความจริง ยันเป็นเพียงข่าวลือ ถ้าส่งรถปัญหาให้ดีเอสไอโดยที่ไม่ได้ร้องขอ ไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ เสวนาทิศทางพระพุทธศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบัน อัดกลุ่มต้านแต่งตั้งสมเด็จช่วงเป็นสมเด็จพระสังฆราช เร่งรัฐบาลรีบแก้ปัญหาด่วนก่อนแตกแยก นิด้าโพล เผยผลสำรวจเรื่องการปฏิรูปพุทธศาสนา ประชาชนส่วนใหญ่ 44.25% ระบุเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน

กรณี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ แถลงผลการตรวจสอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ โบราณสีไข่ไก่ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พบว่า เป็นรถที่นำเข้าผิดกฎหมายทุกขั้นตอน ต่อมานายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของบริษัทแอนซีทรานสฟอร์เมอร์ จำกัด เลขที่ 70/9 ถนนเพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นอู่ที่ประกอบรถเบนซ์โบราณคันดังกล่าว และนางกาญจนา มากเหมือน อายุ 69 ปี เจ้าของอู่ N.P.การาจ ที่โดนปลอมลายเซ็นไปจด ประกอบรถ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของบริษัทแอนซีทรานสฟอร์เมอร์ จำกัด เข้าให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพิ่มเติมมีประโยชน์กับรูปคดีว่า พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ หรือพระธนกิจ สุภาโว (ศรีอุ่นเรือน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และนายอ๊อด (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) ลูกน้องนายพิชัย วีระสิทธิกุล เจ้าของ หจก.อ๊อด89 เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทเซ้งเชียงฮวด มาพบ ตกลงกันว่า จะเป็นผู้นำเครื่องยนต์ ตัวถังและอะไหล่ทั้งหมดมาให้อู่นายวิชาญเป็นผู้ประกอบใช้เวลา 9 เดือน นอกจากนี้ ยังดัดแปลงตัวถังรถคือ ตัดหลังคาเดิมออกและใส่หลังคาผ้าใบสีแดงแบบเปิดประทุนเข้าไปแทน ซึ่งรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น 300บี ผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีประมาณ 100 คันทั่วโลกเท่านั้น และไม่มีรุ่นเปิดประทุน

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอยังจัดกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีส่วนร่วมกับรถโบราณคันนี้เป็น 4 กลุ่ม 1.กลุ่มผู้นำเข้าเครื่องยนต์ ตัวถังและอะไหล่ทั้งหมด มีนายพิชัย วีระสิทธิกุล นายอ๊อด (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) นายวิฑูรย์ วรนาถโสภิต นายยงยุทธ์ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) และนายวสุ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) ทั้งหมดเป็นลูกน้องนายพิชัย 2.กลุ่มนำรถไปประกอบขึ้นใหม่ มีนายวิชาญ นายพิชัยและหลวงพี่แป๊ะ 3.กลุ่มนำเอกสารไปจดกับกรมสรรพสามิต มีนายชลัส นิติฐิติวงษ์ เป็นผู้ไปหลอกให้นางกาญจนา มากเหมือน เจ้าของอู่ N.P.การาจ ทำใบอนุญาตจดประกอบ ก่อนเอาเอกสารไปดำเนินการต่อที่กรมสรรพสามิต 4.กลุ่มนำเอกสารไปจด ทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีนายสมนึก บุญ–ประไพ เป็นผู้ปลอมลายเซ็นนางกาญจนานำเอกสารปลอมไปดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์หน้าพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์และพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เพื่อขอเข้าสอบปากคำและขอเอกสารเพิ่มเติม คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน ก.พ.นี้ ส่วนผู้ที่มาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนก่อนหน้านี้แล้วมี 1.นายสมนึก บุญประไพ 2.นายวสุ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) 3.นายวิชาญ รัษฐปานะ 4.หลวงพี่แป๊ะ 5.นางกาญจนา มากเหมือน ผู้ถูกปลอมลายเซ็น ส่วนที่ยังไม่เข้ามาให้ปากคำคือ 1.นายพิชัย วีระสิทธิกุล หรือนายอ๊อด 2.นายวิฑูรย์ วรนาถโสภิต 3.นายยงยุทธ์ (ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง) พนักงานสอบสวนดีเอสไอกำลังประสานผู้ต้องสงสัยทั้งหมดที่ยังไม่เข้าพบมาให้ปากคำ หากยังไม่เข้ามาจะออกหมายเรียก สุดท้ายหากมีพฤติกรรมหลบหนีจะดำเนินการออกหมายจับตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ด้านนายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กล่าวว่า กรณีมีกระแสข่าวสมเด็จช่วง เปรยกับคนใกล้ชิดว่า ไม่ประสงค์จะรับรถยนต์ไว้อีกแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง ขณะนี้ยืนยันว่าเป็นเพียงข่าวลือ ทราบมาว่าในการแถลงข่าวของดีเอสไอบอกว่า ผลการสอบออกมาถูกหรือไม่ถูก จะมาพบสมเด็จช่วงเพื่อสอบปากคำที่วัดปากน้ำเอง ดังนั้นฝ่ายกฎหมายของวัดฯจะรอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นฝ่ายติดต่อมา รวมถึงเรื่องรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ด้วย ต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นมาว่าจะให้เราปฏิบัติอย่างไร ทางวัดฯจะดำเนินการไปตามนั้น ทั้งนี้ยืนยันว่า เราไม่มีปัญหาที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาวัดปากน้ำยืนยันมาตลอดว่า สมเด็จช่วงครอบครองรถโดยไม่รู้ว่าเป็นรถผิดกฎหมาย วัดปากน้ำจะไม่ส่ง มอบรถให้ดีเอสไอก่อนที่จะติดต่อมาว่า ให้ดำเนินการอย่างไร เพราะมองว่าไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสมเด็จช่วง แต่ถ้าคืนรถคันดังกล่าวให้ดีเอสไอก่อนแจ้งเป็นทางการ ยิ่งเท่ากับยอมรับว่าทำผิด ทั้งที่ท่านไม่ได้มีความผิด

ที่หอประชุมอาคารสุชีพ ปุญญานุภาพ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) ศาลายา จ.นครปฐม มีการจัดเสวนาทิศทางพระพุทธศาสนาในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยพระเทพวิสุทธิกวี ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจะมาระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคณะสงฆ์ขณะนี้ มาจากความขัดแย้งของคณะสงฆ์นั้นไม่ใช่เรื่องจริง คณะสงฆ์ทั้งหมดไม่ได้ขัดแย้ง ที่ขัดแย้งกับคนอื่นไปทั่วมีเพียงพระ 1 รูป ฆราวาส 1 คนเท่านั้น รัฐบาลควรแก้ปัญหา และวิธีแก้ปัญหาก็แค่ไปบอกให้พระ 1 รูป ฆราวาส 1 คนหยุดทุกอย่างก็จะสงบ

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กล่าวว่า การโยงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์กับวัดพระธรรมกาย กล่าวหาต่างๆเพื่อให้มีมลทิน ขึ้นสู่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไม่ได้มากเกินไปหรือไม่ สถานะมหาเถรสมาคม (มส.) ขณะนี้ทำไมถึงถูกดูหมิ่นดูแคลนเหลือเกิน มส.มีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราช กลับมีคน 2-3 คนมาต้าน กลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก การเล่นงานสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เปรียบได้กับการตียอดเจดีย์ให้หัก ชาติถูกตีให้แตกแยกเป็นสีมาแล้ว ศาสนากำลังถูกทุบยอด กรณีการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้ว อีกกรณีที่สังคมต้องศึกษาคือ กรณีเมื่อปี2500 พระพิมลธรรมถูกกลั่นแกล้งจนเข้าคุก จับสึก ถอดสมณศักดิ์ ตอนหลังผู้มีอำนาจขณะนั้นมารู้ที่หลังว่า พระพิมลธรรมถูกกลั่นแกล้งจึงคืนตำแหน่งต่างๆให้ เมื่อกลับมาดูเหตุการณ์ปัจจุบัน อยากให้คิดดูว่าคนที่ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชกลับทำอะไรไม่ผิดเลย พูดอะไรไม่ผิด แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่เป็นคนถือหอกด้ามนี้

ด้านนายสุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ให้สัมภาษณ์ว่า การออกมาเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์ เพราะเป็นห่วงเรื่องการเสนอรายชื่อ สมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพราะชาวพุทธทั่วโลกต่างยกย่องประเทศไทยว่าเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก ดังนั้นสมเด็จพระสังฆราชไทยจึงเปรียบได้กับสมเด็จพระสังฆราชของชาวพุทธทั่วโลก ที่สำคัญ มส.มีมติเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว แต่รัฐบาลกลับยังไม่ดำเนินการต่อ รัฐบาลควรแจ้งด้วยว่าติดขัดเรื่องอะไร เรื่องกฎหมายหรือเรื่องพระธรรมวินัย เรื่องนี้รัฐบาลต้องกระจ่าง อย่าปล่อยให้แต่ละฝ่ายออกมาพูดกันไปเรื่อย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ท่านมีความรู้เรื่องกฎหมายคณะสงฆ์เป็นอย่างดี และมส.ก็ยอมรับ ควรออกมาพูดข้อขัดข้องเรื่องกฎหมายให้ชัดเจน หากเป็นเรื่องพระธรรมวินัยควรหาระดับราชบัณฑิตด้านพระพุทธศาสนามาพูดให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าขั้นตอนติดขัดเรื่องใดกันแน่

ส่วนกรณีเรื่องรถโบราณของวัดปากน้ำฯ ที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ หลังจากผลการตรวจสอบเบื้องต้นของดีเอสไอพบว่ามีความผิดหลายขั้นตอนนั้น นายศุภภัทร์พจน์ นิติศศธร ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญกล่าวว่า สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังไม่ได้พูดอะไรเรื่องนี้ ยังคงปฏิบัติศาสนกิจตามปกติ แต่เท่าที่ทราบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เข้ามาเกี่ยวข้องเพียงขั้นตอนเดียวคือการที่ท่านเซ็นชื่อฐานะผู้รับโอนลอยเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการจดทะเบียนและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับรถเป็นการดำเนินการของอู่วิชาญ หากดีเอสไอประสานเข้ามาทางวัดพร้อมให้ข้อมูลและเอกสารเพิ่มเติม

นิด้าโพลเผยผลการสำรวจเรื่องการปฏิรูปพุทธศาสนา สำรวจเมื่อวันที่ 17-18 ก.พ. จำนวน 1,252 หน่วย จากตัวอย่างทั่วประเทศพบว่าความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการปฏิรูปพุทธศาสนาทั้งระบบพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 44.25 ระบุว่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน รองลงมาร้อยละ 30.35 ระบุว่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการแต่ไม่เร่งด่วน ร้อยละ 21.96 ระบุว่า ไม่มีความจำเป็นในการปฏิรูปพุทธศาสนาเลย เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในปี 2558 พบว่าลดลง โดยปี 2558 มีร้อยละ 52.60 ระบุว่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน รองลงมา ร้อยละ 24.34 ระบุว่า เป็นเรื่องไม่เร่งด่วน ร้อยละ 19.30 ระบุว่า ไม่มีความจำเป็นเลย

ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อประสิทธิภาพในการทำงานของมหาเถรสมาคม (มส.) ในการดำเนินงานเพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและปกครองคณะสงฆ์พบว่าประชาชนร้อยละ 10.62 ระบุว่า มหาเถรสมาคมมีประสิทธิภาพสูง ร้อยละ 27.48 ระบุว่า ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ส่วนใหญ่ร้อยละ 34.83 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และร้อยละ 16.29 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในปี 2558 ที่ผ่านมา ร้อยละ 10.49 ระบุว่า มหาเถรสมาคมมีประสิทธิภาพสูง ร้อยละ 25.30 ระบุว่า ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.87 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 19.13 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย

เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อสาเหตุและปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาของพุทธศาสนาในปัจจุบันพบว่าประชาชนร้อยละ 46.33 ระบุว่า พระสงฆ์ตัดไม่ขาดจากทางโลกแต่มาออกบวช ร้อยละ 30.83 ระบุว่า การปกครองภายในวัดไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีข่าวฉาวเป็นประจำ เช่น พระสงฆ์เสพยาบ้า ดื่มสุรา ยุ่งสีกา ร้อยละ 29.63 ระบุว่า พระสงฆ์หลงในวัตถุนิยม หรือบริโภคนิยม ร้อยละ 24.36 ระบุว่า พระสงฆ์ยุ่งการเมืองและเลือกข้าง ร้อยละ 18.45 ระบุว่า พระสงฆ์หลงในลาภยศสรรเสริญและตำแหน่งทางสงฆ์

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    29.2%
  • ไม่ชอบ
    33.8%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    14.3%
  • เสียใจ
    18.5%
  • ให้กำลังใจ
    4.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement