อัดสินเชื่อเกษตร 8.5 หมื่นล้าน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อัดสินเชื่อเกษตร 8.5 หมื่นล้าน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.พ. 2559 06:01
1,540 ครั้ง


รัฐจัดเงินกู้เพิ่ม ธ.ก.ส.-ออมสินรับหน้าเสื่อ

“สมคิด” เผย คลังชงโครงการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากเพิ่มเติมเข้า ครม.สัปดาห์หน้าวงเงินรวม 85,000 ล้านบาท โครงการแรก ธ.ก.ส.ให้วงเงิน 15,000 ล้านบาท ให้เกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการปลูกพืชชนิดอื่น และโครงการที่ 2 ธ.ก.ส.–ออมสินร่วมปล่อยสินเชื่ออีก 60,000–70,000 ล้านบาท สร้างเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ” ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการและเปิดปฏิบัติการ โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยมีสมาชิกของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเข้าร่วม 11,000 คน ว่า ตั้งแต่วันที่มารับตำแหน่งตนเองและคณะมีภารกิจ 2 ประการคือ ประการแรกพยายามประคองไม่ให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวลงตามเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา โดยตระหนักและสำนึกตลอดเวลาว่าต้องอยู่ในความไม่ประมาท จึงขอให้พี่น้องคนไทยวางใจและมั่นใจได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง คอยช่วยดูแลพวกท่านอยู่

สำหรับประการต่อมา เราต้องการปฏิรูปประเทศ หลายสิ่งหลายอย่างต้องการปฏิรูป การให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ประเทศจะต้องมีความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งตนเองและคณะกำลังทำเรื่องนี้อยู่และ ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาอุตสาหกรรมหรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือการเน้นการขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม แต่นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในเศรษฐกิจฐานราก หาวิธีการทำให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนามีรายได้มากขึ้นและเปลี่ยนเกษตรกรจากคนจนให้เป็นเกษตรกรที่เข้มแข็งยืนหยัดเท่าเทียมคนอื่นด้วย


“ผมได้หารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเกษตรกรลำบากมาก ขอให้ให้สินเชื่อให้กู้ยืมไปพัฒนาตัวเองซึ่งท่านนายกฯไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว จะมีมาตรการให้สินเชื่อ 60,000 ล้านบาท ผ่านกองทุนหมู่บ้านเมื่อเดือนกันยายน 2558 จากนั้นมาก็เห็นว่าการให้สินเชื่อยังไม่เพียงพอหรือไม่ยั่งยืน ผมจึงเรียนนายกฯให้มีการช่วยในครั้งที่ 2 แต่ครั้งนี้ หมู่บ้านคิดร่วมกันว่าต้องการอะไร รัฐบาลจึงอนุมัติงบให้อีก 35,000 ล้านบาทเพื่อให้ไปดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต้องจัดการชีวิตและอนาคตด้วยตัวเอง ถึงจะทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ใช่พูดทุกวันว่าประชาธิปไตยต้องมาแต่ไม่รู้สึกถึงหน้าที่และการบริหารจัดการ การดำเนินงานของรัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์”

ทั้งนี้ นอกจากประเด็นข้างต้นแล้วในการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 23 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอ โครงการที่เน้นการปฏิรูปภาคการเกษตรโดยเฉพาะ โดยโครงการแรกเป็นการปรับโครงสร้างการผลิตของเกษตรกรไทย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า การปลูกสินค้าอย่างเดียวเช่นยางพารา เมื่อมีปัญหาราคาตกก็ส่งผลให้เกิดความลำบากต่อการยังชีพ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงต้องการทำให้เกษตรกรได้ปลูกพืชตามสิ่งที่ในหลวงตรัสไว้คือการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหลากหลายชนิด เพื่อให้หล่อเลี้ยงครอบครัวได้

ดังนั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเสนอการใช้แนวทางให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งหมายถึงกลุ่มลูกค้าของ ธ.ก.ส.ที่เป็นกลุ่มอาชีพกลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ปลูกพืชชนิดอื่น นอกเหนือจากที่เคยปลูกอยู่ประจำ โดยให้ชุมชนบริหารจัดการตนเอง ขณะที่ทาง ธ.ก.ส. พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด หอการค้าจังหวัด จะชี้เป้าให้ว่าแต่ละชุมชนควรปลูกพืชชนิดใด โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อกับเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ไม่ได้เป็นการบังคับ วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการเริ่มต้นนำร่องโดยจะใช้ในช่วงที่จะเกิดวิกฤติภัยแล้งให้เป็นโอกาส ในกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองรวม 26 จังหวัด ครอบคลุมเกษตรกรประมาณ 100,000 คน ทั้งนี้ ชุมชนจะเป็นผู้บอกว่าจะปลูกพืชอะไรต้องเช่าที่ดินหรือไม่ ต้องจ้างงานหรือไม่ ต้องซื้อปัจจัยการผลิตจากที่ไหน ในส่วนนี้ให้บริหารกันเอง ขณะที่ ธ.ก.ส. กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด จะช่วยหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรที่ปลูกให้เมื่อเกษตรกรผลิตและขายได้กำไรก็จะให้ชุมชนแบ่งปันกันเอง

สำหรับโครงการที่ 2 เป็นการยกระดับ การผลิต การแปรรูป การเพิ่มมูลค่า การบริหารจัดการ ของเกษตรกรเพื่อให้เป็นผู้ประกอบการ โดย ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย จะร่วมมือกันสรรหาและคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในแต่ละตำบลขึ้นมา โดยโครงการนี้มีวงเงินสินเชื่อ 60,000-70,000 ล้านบาท ที่จะลงไปสู่ชุมชนเพื่อจะทำให้เกิดการสร้างเครือข่าย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคเกษตร หรือพูดง่ายๆจะคัดเลือกเกษตรกรที่จะเป็นผู้ประกอบการในอนาคตได้ให้เป็นตัวแทนในการปรับปรุงการผลิต และยกคุณภาพของสินค้าขึ้นมา ขณะที่รัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องความรู้และการตลาด.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    32.4%
  • ไม่ชอบ
    29.7%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    10.8%
  • เสียใจ
    16.2%
  • ให้กำลังใจ
    10.8%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement