ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ ว.วชิรเมธี วันที่ตั้งใจตกจากจุดสูงสุด - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ชีวิตสงฆ์ควรปราศจาก ยศ ทรัพย์ อำนาจ ว.วชิรเมธี วันที่ตั้งใจตกจากจุดสูงสุด

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 มี.ค. 2559 06:01
94,133 ครั้ง


'เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมกับท่าน ว.วชิรเมธี คุยกันในรถตู้' ระหว่างท่านกำลังเดินทางไปงานต่อ ดูก็รู้ว่าไม่ว่าอยู่ที่ไหนกรุงเทพฯ หรือ ไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย กระทั่งอยู่ไกลสุดสายตา

พูดเป็นภาษาเข้าการตลาดแบรนด์ ว.วชิรเมธี ยังฮอตฮิตติดตลาดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่จุดศูนย์กลางของประเทศ หรือ อยู่ ณ ที่ไหน

ในวันที่วงการสงฆ์ เต็มไปด้วยเรื่อง ยศ ทรัพย์ อำนาจ สั่นคลอนศรัทธา ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาส พูดคุยกับ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี หลังจากที่คนมองว่าหนีหายไปจากหน้าสื่อกระแสหลักหลายปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้หน้าสื่อเต็มไปด้วยทัศนะและการวิพากษ์วิจารณ์ของท่านมากมาย  

เราถามมากกว่า 'การหายไปไหน' แพ้พ่าย หนีหาย เพราะแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้คนกรุงเทพฯใช่ไหม มากกว่านั้นการที่ขึ้นจุดสูงสุดแล้วลงมาอย่างกะทันหันแบบนี้ เตรียมรับมืออย่างไร? และคำถามที่แทงใจ (ทั้งๆ ที่คุยเรื่องชีวิตท่าน ไม่ได้ตั้งใจหรือคิดว่าอนาคตจะมีเรื่องสงครามสงฆ์) เข้ากับสถานการณ์ 'สงครามช่วงชิงอำนาจ' กับความหมายของ 'พระสงฆ์' ที่ดีคืออะไร!! 

และนี่เป็นที่มาของวรรคทองที่ยิ่งฟัง ยิ่งเสียดแทงหัวใจบนสถานการณ์ที่ว่า ชีวิตสงฆ์ ควร ปราศจาก ยศ ทรัพย์และอำนาจ คำนี้วนอยู่ในหัวผมซ้ำๆ ขณะรถตู้สีดำที่เรานั่งกำลังวิ่งไปข้างหน้า แต่หลายคำตอบที่ได้ราวกับว่า 'วงการสงฆ์' กำลังถอยหลังเข้าคลอง 

Q : การหายออกจากหน้าสื่อ เป็นความตั้งใจใช่ไหม สรุปท่านหายไปไหนมา? 

เป็นความตั้งใจ เพราะคิดว่าเป็นเวลานับเป็นสิบปีแล้วที่อาตมาอยู่หน้าสื่อมาก ใครนิมนต์ไปไหนก็ไปให้เกือบทั้งหมด ด้วยความสงสารและเอ็นดูญาติโยม แต่สิ่งหนึ่งที่หายไป ก็คือ ความลุ่มลึกและสุขภาพในตัวเอง รู้สึกว่าจะเหนื่อยง่ายขึ้นมาก พอได้บทสรุปแบบนี้ หลังอายุ 35 ปี จึงคิดว่าคงต้องกลับมาใส่ใจในรายละเอียดการใช้ชีวิตให้มากขึ้น และเน้นการฝึกสมาธิภาวนา ซึ่งเป็นมิติทางปัญญาที่ลุ่มลึกมากขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราตั้งศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันเพื่อฝึกวิปัสสนาทั้งของตัวเองและแบ่งปันให้กับชาวไทย ชาวต่างชาติ นอกจากนั้นเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้แข็งแรง และ
ผลจากการถอยหลังเข้าคลองกลับมาอยู่ท่ามกลางหุบเขาแบบนั้น

ปรากฏว่า 1.ทำให้เราได้ทั้งงานดีๆ เกิดขึ้น มีเวลาที่จะเขียนงานดีๆ ให้กับพุทธบริษัท ญาติโยมแปลออกไปสู่ภาษาต่างๆ มากขึ้น 2.สุขภาพของเราที่เหนื่อยง่ายเพลียง่าย ร้อนในบ่อยมาก (เน้นเสียง) เพราะพักผ่อนน้อย พอมาอยู่ที่นี่สิ่งต่างๆ หายไปหมดเลย สุขภาพกาย สุขภาพจิตดี มีเวลาให้กับตัวเองได้นักคิด-ค้น-เขียนงานที่จะฝากเอาเป็นมรดกปัญญาใหักับโลกต่อไป

Q : ไม่ได้หมดสิ่งที่จะสื่อสารกับสังคม

ไม่หมด เพียงแต่ว่า 10 ปีที่เราสื่อสารออกมามันเปลี่ยนสังคมได้น้อย เราเชื่อว่าอย่างนั้นเพราะว่าสังคมฉาบฉวย เวลาที่ให้สัมภาษณ์ไป เวลาที่มีให้คิดให้ถี่ถ้วน มีน้อย แต่การถอยมานั่งคิดค้น ทำให้เราได้ละเมียดละไมกับพุทธธรรมคำสอน ได้ทำงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นประเด็นของเราสนใจการทำงานในเชิงคุณภาพมากกว่าการมุ่งเน้นงานปริมาณเยอะๆ แล้วก็สนใจการฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้เข้มแข็งทั้งกายและใจ

Q : ปัจจุบันสิ่งที่ท่านสนใจคืออะไร?

หลังจากอายุ 35 สิ่งที่สนใจของเราคือ 'วิปัสสนา กรรมฐาน' ไม่ได้สนใจที่จะเป็นข่าวหรืออยู่หน้าสื่อ ไม่ได้สนใจอยู่ในการจับจ้องมองดูของประชาชน หรือสื่อมวลชน เราสนใจที่จะค้นหาความลุ่มลึกในตัวเอง สนใจที่จะหาที่จะค้นหาความเข้าใจชีวิต มากกว่าที่จะค้นหาเกียรติภูมิ ชื่อเสียง ยศ อำนาจ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา

 เพราะรู้สึกว่าชื่อเสียงไม่ยั่งยืน 

ซึ่งเราอยู่ในสถานะของคนมีชื่อเสียงมาแล้ว ขึ้นไปอยู่บนหอคอยเกียรติยศมาแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ให้ความอิ่ม ลุ่มลึก เต็มอิ่มทางจิตใจแก่เรา สิ่งที่เราต้องกลับมาก็คือ ให้ความลุ่มลึกในใจตัวเองมากกว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราสนใจก็คือความเข้าใจชีวิต เพราะว่าเป็นสิ่งที่มันสำคัญที่สุดในชีวิต 


Q : แล้วสิ่งที่ท่านหมดความสนใจ ขณะถอยกลับมาในที่ตั้ง คือเรื่องอะไร

สิ่งที่หมดความสนใจไปเลย คือกิจนิมนต์ สมัยก่อนชั่วโมงหนึ่งกว่า 100 งาน เคยเกิดขึ้นมาแล้ว วันหนึ่ง 300 งานก็เกิดขึ้นมาแล้ว ถามว่าทุกวันลดลงไหมยังมากเหมือนเดิม เพราะขณะนี้บวกฝั่งอเมริกา-ยุโรป ที่เข้ามาเยอะมาก แต่เราเลือกที่จะทำงานเชิงคุณภาพเยอะกว่า 'เราอยากทำน้อยๆ แต่อยากให้ได้เนื้องานมากๆ'

อาตมาเขียนเป็นคติบอกลูกศิษย์ไว้เลยว่า 'ทำหนึ่งได้ร้อย ทำน้อยได้มาก' นโยบายตอนนี้คือถอยหลังเข้าคลอง' หรือพูดอีกอย่างคือ 'ถอยไปข้างหน้า' คำว่า 'ถอย' ส่วนใหญ่เราคิดว่าถอยหลังใช่ไหม แต่สำหรับเราถอยคือถอยไปข้างหน้า คือเราถอยกลับมาให้มันลุ่มลึกขึ้น เพื่อที่จะได้มีเวลามากขึ้นลุ่มลึกมากขึ้นจะสามารถสร้างสรรค์งานดีๆ แล้วยังไปทำประโยชน์ให้กับโลกยั่งยืนมากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่ต้องการ

Q : ย้ำอีกทีไม่ได้หนี ถอยร่น เพราะแพ้ หรือ ถอยแบบไม่เอาเบื่อ ไม่อยากต่อสู้กับความคิดคน ความขัดแย้งคน กระทั่งแพ้ภูมิกรุงเทพฯ แพ้ภูมิความขัดแย้ง?

เป็นการถอยในเชิงยุทธศาสตร์ เรามองว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสตร์มันไม่ควรจะทำเฉพาะคนไทยหรือคนไทย เมืองไทยคือสวนหย่อมในแผนที่โลกเราอยากถอยหลับมาเพื่อจะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ ในการที่จะนำธรรมะเพื่อที่จะเอาไปวางโปรยให้ผู้คนทั้งโลก ซึ่งเมื่อเราถอยกลับมาแล้ว ปรากฏว่าเราสามารถจะทำอย่างที่เราต้อง การได้จริง เป็นเวลา 8 ปีที่เราถอยมา แทบทุกปี เราเดินทางไปทั่วยุโรปแล้วอเมริกา ไม่น้อยกว่า 2 เดือนผลก็คือ ฝั่งยุโรป-อเมริกา มีศิษยานุศิษย์ที่มาเรียนภาวนากับกับเราเพิ่มขึ้นทุกปี และมีมากกว่า 100 คนที่สามารถสอนสมาธิภาวนา อยู่ในยุโรป อเมริกา แคนาดาได้ด้วย

พูดตรงๆ 14 ปีในกรุงเทพฯ เราทำประโยชน์ให้แก่สังคมผิวเผินมาก เพราะว่ามันเป็นเพียงการเทศน์ การสอน เขียนหนังสือในแบบพื้นฐานของพระพุทธศาสนายังขาดมิติความลุ่มลึกของจิตวิญญาณอีกมาก เราจึงคิดว่า ถ้าเรานำคนมาได้ถึงระดับหนึ่งแล้วช่วยคนได้ไม่มากอย่างที่เราต้องการก็ควรต้องกลับมาพิจารณารูปแบบการทำงานของพวกเรา ซึ่งอาตมาแบ่งการทำงานของพวกเราออกเป็น 3 ช่วง 1.ช่วงญาติโยมเร่ิมรู้จัก หรือช่วงโรแมนติก 2.ช่วงเรียลลิสติก เน้นการวิพากษ์สังคม เป็นช่วงที่อยู่หน้าสื่อตลอด อ่านหนังสือพิมพ์เจอคนพูดถึงตัวเองทุกวัน

3.ช่วงนี้เป็นช่วงของจิตวิญญาณเป็นช่วงแสวงหาความลุ่มลึก เป็นช่วงของการมองข้ามเปลือกผิว ไปสู่แก่นในชีวิต  ซึ่งช่วงนี้เราเชื่อว่าถ้าพัฒนากันถึงช่วงนี้แล้วช่วงนี้เป็นช่วงที่เชื่อมั่นว่าถ้าเราพัฒนามาถึงเราทุกคน เราจะพบความสุข 
ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองหามาตลอด ช่วงแสวงหาเนื้อในทางจิตวิญญาณของเราทุกคน เราจะมีชีวิตที่สดชื่นรื่นเย็น โปร่งโล่งเบา เราจะสามารถมีความสุขแล้วใช้ชีวิตได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง

Q : การเดินลงจากที่สูงลงมาอย่างรวดเร็วรับมืออย่างไร

การลงจากที่สูงมี 2 อย่าง 1.ลงแบบไม่เต็มลง แบบมีอุบัติเหตุให้ลงมา 2.ลงเพราะตั้งใจที่จะลงเพราะเห็นแล้วว่ายอดเขาไม่มีอะไรที่เรามองหา เราเป็นประเภทที่ 2 ตั้งใจที่จะลงมา เมื่อลงมาแล้วเราจึงมีการเตรียมพร้อม เช่นมีศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันรออยู่แล้ว ตรงนี้เป็นทัพหลวงเพื่อเผยแผ่พุทธศาสตร์ของประเทศของเรา ถ้าลงโดยที่ไม่มีการเตรียมพร้อมมาก่อน อาตมาก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลไหน แต่เพราะเราตั้งใจที่จะลง

เราถามใจตัวเองก่อนมาตรงนี้ตลอด เป็นเวลา 5 ปี แล้วเราโชคดีได้ไปเรียนรู้กับ 'หลวงปู่ติช นัท ฮันห์' ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส 2 อาทิตย์ ยิ่งไปอยู่ใกล้ครูบาร์อาจารย์ ยิ่งสะท้อนให้สิ่งที่เราแสดงมาตลอดว่า ชีวิตพระนั้นควรเป็นชีวิตทางจิตวิญญาณ ควรเป็นชีวิตที่เป็นชีวิตที่ปราศจากยศ อำนาจ มีความสดชื่น รื่นเย็นในหัวใจ แล้วก็เป็นผู้นำทางจิตและปัญญาอย่างแท้จริง ดัชนีชี้วัดของสงฆ์ ไม่ควรเป็นยศ ทรัพย์อำนาจ แต่ควรจะเป็นอิสรภาพ จากความโลภโกรธหลงมากกว่า ซึ่งถ้าเรามีอิสระภาพมาเท่าไหร่ เราจะทำประโยชน์ได้มากเท่านั้น

Q : ทุกวันนี้ยังมีความต้องการ ยศ ทรัพย์ อำนาจ อยู่ไหมสิ่งที่ท่านว่าอยู่บ้างไหม?

นั่นเป็นเหตุผลที่เรามาชีวิตแบบนี้ ถามว่าทุกวันนี้ยังมีไหม ยังคงมี แต่ว่าบางเบา ไม่ได้หนาแน่น เหมือนปุถุชนคนทั่วไป เพราะว่าเราบวชมา 20 กว่าปีแล้ว เรามองเสมอว่า ถ้าเราบวชมา 20-30 ปีแล้ว รักโลภ โกรธหลง ไม่ได้ลดลง อันนี้ถือว่าเป็นความล้มเหลวของนักบวช ถ้าเราบวช 20-30 ปีแล้วยังอิจฉาตาร้อนอยู่ ยังมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ ยังยึดติดหัวโขนอยู่ ยังอยากจะได้ใครจะมีอยู่ แล้วก็ถือว่ายศ ทรัพย์อำนาจ เป็นความสำเร็จเหมือนชาวโลกอยู่นักบวชคนไหนที่ยึดถือแบบนี้ถือว่าท่านไม่มีพัฒนา การทางจิตวิญญาณอยู่เลย แล้วถือว่าเป็นชีวิตนักบวชที่ล้มเหลว

สำหรับเรายิ่งเราบวชนานขึ้น ยิ่งเป็นอิสระมากที่สุด จนกระทั่งว่า ผูกพันและเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้น้อยที่สุด 

Q : ทุกวันนี้ก็ไม่ได้ยึดติดชื่อเสียง ไม่ยึดติดคนมากมายแห่มารุมล้อม หลายคนขนานนามแกมสัพหยอกเรียกท่านว่า พระเซเลบฯ ไม่มีสิ่งเหล่านี้ท่านก็อยู่ได้? 

เราเป็นคนที่ตั้งใจจะหนีออกจากชื่อเสียง แต่หนีจากชื่อเสียงในเมืองกรุง ชื่อเสียงก็ตามมาที่นี่ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะหนีชื่อเสียงไม่พ้น แต่ว่าเรารู้จักการใช้ชื่อเสียง เราก็จะไม่มีปัญหากับชื่อเสียง ชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ ชื่อเสียงเหมือนสายลมเย็น ทำให้เราสดชื่นรื่นเย็น แต่ว่าเราครอบครองไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราอยากใช้ชื่อเสียงให้เป็นประโยชน์ เช่นคนสนใจเรา ถ้าเราพูดแล้วมีคนฟัง เราก็เปลี่ยนความดัง มาสร้างความดี นี่คือวิธีที่เราใช้ชื่อเสียง แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชื่อเสียงเป็นสิ่งสมมติ

ไม่ใช่แก่นสารของการดำรงชีวิต แต่ไม่ถึงเวลาใช้เราก็วาง ปล่อยได้ ถึงเวลาใช้ก็ใช่ ถึงเวลาวางก็วาง สำหรับเรา ยศทรัพย์อำนาจ ไม่ใช่สิ่งสำคัญมันเป็นเปลือกผิวของชีวิต เรื่องแบบนี้ได้ก็ดีไม่มีก็ได้ ไม่ได้มีปัญหากับชีวิต

Q : ท่านเคยบอกว่า 'สุดมือสอย ก็ปล่อยซะ' ชื่อเสียงก็เช่นกัน อำนาจก็เช่นกัน ความโด่งดังก็เช่นกัน

เจริญพร, การที่อาตมามาอยู่ที่นี่ไม่ได้ทิ้งชื่อเสียงเพราะเราโหยหามัน แต่เราทิ้งเพราะเราลิ้มแล้วรู้ว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญของชีวิต เป็นความเดินลงเขาแบบตั้งใจที่จะลง จึงตั้งหลักเพื่อที่จะเร่ิมต้นใหม่ ได้อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ขณะเดียวเมื่อเราอยู่ในโลกเราหนี ได้ลาภเสื่อมลาภ ได้ยศเสื่อมยศ สรรเสริญนินทาสุขทุกข์ไปไม่พ้น เพราะว่าเราอยู่ในโลกธรรมย่อมเจอโลกธรรมเป็นธรรมดา ในเมื่อเราหนีไม้พ้นเราก็หันมาอยู่กับโลก แต่ด้วยความเข้าใจโลก ไม่ใช่คนที่หลงโลก

อยู่ในโลกให้เหมือนปลาอยู่ในน้ำ ปลาอยู่ในน้ำไม่สำลักน้ำ อยู่ในโลก ไม่สำลักเหยื่อ หรือกิเลสของโลก นั่นคือวิธีที่ควรจะใช้ ถ้าเราขวางโลกมันก็ไม่ใช่ ดีที่สุด เราก็อยู่ในโลกแล้วรู้จักใช้ประโยชน์ของโลก เหมือนคนที่ใช้โทรศัพท์ที่เป็นเทคโนโลยีอันหนึ่งของชีวิต ใช้เสร็จก็วาง เราก็ใช้ชื่อเสียงแบบนั้น ใช่กันไม่ได้ยึดติดถือมันอะไร ถ้าโยมบอกมันมีชื่อเสียงมันก็คือสมมติ พอญาติโยมกราบเราก็กลับมาที่เดิม สู่สุดคืนสู่สามัญไม่ได้ยึดติดถือมั่นอะไร เราก็มีความสุข

Q : ช่วงเวลาที่โลดแล่นอยู่ในหน้าสื่อถูกใจก็มี ผิดใจก็มากมีอะไรอยากกลับไปแก้ไขบ้างไหม

ไม่มีอะไรที่อยากจะแก้ไข ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย จะถูกหรือผิด จะสำเร็จหรือล้มเหลว จะถูกชมหรือตำหนิวิจารณ์ ทั้งหมดคือองค์ประกอบของการมีชีวิตที่ดี ไม่มีปัญหา เราได้ใช้ชีวิตแล้วเราได้เรียนรู้ คมหอกคมดาบของโลก เราได้รู้จักเกสรดอกไม้ของโลกแล้ว เห็นโลกมาแล้ว 2 ด้าน ฉะนั้นโลกทั้งสองด้านก็หลอมรวมขึ้นมาเป็นการใช้ชีวิต

ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องไปแก้อะไร สำหรับอาตมาเราเรียนรู้ได้จากอดีต เพื่อที่จะต่อเติมปัจจุบันแล้วก็สร้างสรรค์อนาคต ทุกสิ่งทุกอย่างที่อ่านที่เข้ามาในชีวิตล้วนเป็นองค์ประกอบให้เราเข้าใจชีวิต ที่ดีขึ้น สุกงอมขึ้น ลุ่มลึกขึ้น เราจึงไม่มีปัญหาในการกลับไปแก้อดีตไหม ที่แล้วแล้วกันไป อยากทำให้ดีขึ้น ทำทุกวันนี้ให้ดีกับวันวาน แล้วจะทำพรุ่งนี้ให้ดีกว่าวันนี้ นี่คือคติของเรา

Q : ตอนนี้สิ่งที่สังคมก็ยังเหมือนเดิมก่อนที่ออกมา คำถามก็คือสังคมเป็นอะไร

นั่นคือเหตุผลหนึ่ง ที่เราถอนตัวออกจากความวุ่นวายในกรุงเทพฯ เพราะรู้สึกว่าเราใชัชีวิตกันอย่างเปลือกผิว แล้วปฏิสัมพันธ์กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเปลือกผิว ไม่ว่าจะเป็นยศทรัพย์อำนาจก็ดี เงินตราก็ดี ไม่ว่าจะเป็นระบอบการเมืองก็ดี อาตมาคิดว่าคนไทยสัมผัสเรื่องพวกนี้แบบเปลือกผิว เราหาคนที่สนในสิ่งเหลานี้อย่างลุ่มลึกได้ยากมาก แล้วท่ามกลางการทำอะไรที่เปลือกผิว เราจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิวแบบเขากระนั้นหรือ จึงถอนตัวแล้วมองกลับเข้าไปเพื่อที่จะแสวงหา อะไรที่มันเป็นแก่นสารของชีวิต แล้วก็คิดว่าการถอนตัวออกมาจากกรุงเทพฯ เป็นการถอนตัวได้ถูกที่ ถูกทาง และถูกจังหวะมากๆ

ถ้าช้ากว่านี้ อาจจะถูกกรุงเทพฯดึงรัดมันตรึง จนถอนตัวไม่ออก คนที่แก้วิกฤติต้องเป็นคนที่อยู่นอกวิกฤติ ถ้าอยู่ในวิกฤติก็เหมือนกับนักมวยที่อยู่บนเวทีคุณมองไม่เห็นหรอกว่าคุณชกอย่างไร เมื่อถอนตัวแล้วมองกลับไป เราก็จะเห็น โอ้...เมืองไทย หลงอยู่ในยศ ทรัพย์ อำนาจ การศึกษาเพื่อเสริมอัตตา ไม่ได้เสริมปัญญา การเมืองก็เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล เงินทองก็มองว่าเป็นการชี้วัดความสำเร็จทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นเสื้อนอกของชีวิตไม่ได้เป็นเนื้อในของชีวิต แต่แล้วทำไมคนก็ยังหมกมุ่นอยู่ตรง นี้ติดตรงนี้ แล้วนับวันทุกวงการก็เป็นแบบนี้ วงการสงฆ์ วงการเมือง วงการศึกษา วงการเศรษฐกิจ

เราจะเห็นได้เลยว่า เต็มไปด้วยคนที่ใช้ชีวิตแบบเปลือกผิว หาคนที่เป็นตัวแทนทางปัญญาได้ยาก หาคนที่ลุ่มลึกทางจิตวิญญาณได้น้อย เราจึงต้องถอนตัวออกมา เพื่อแสวงหาสิ่งที่เป็นเนื้อในของชีวิตถ้าหากเป็นไปได้ ถ้าสิ่งนั้นดีจริงเราก็อยากแบ่งปันกับคนทั้งโลก

Q : ถอยกลับมาในสิ่งที่ตั้ง ท่านจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ไปทุกอย่าง ไม่เป็นพระครอบจักรวาลพูดถูกไหม

สมัยก่อน การที่เราวิพากษ์วิจารณ์สังคมเยอะมากเพราะว่า 1.เราอยู่ใจกลางประเทศ 2.มันเกิดอะไรขึ้น เราอยู่ตรงนั้นมันกระแทกเราโดนตรงไม่มากก็น้อยเราก็ได้รับ 3.พอเรามีชื่อเสียงคนก็อยากฟังทัศนะ ทำให้เราอยู่หน้าสื่อตลอดเวลา แต่เมื่อเราถอยออกมา เราเห็นว่าหลายเรื่องเราขาดความลุ่มลึกวิพากษ์อย่างผิวเผิน หลายเรื่องเราน่าจะพูดอะไรให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ เมื่อมีการทบทวน เราก็เห็นว่าควรจะเลือกพูดถึงบางเรื่องที่เรารู้จึก พูดถึงประเด็นที่เราพูดบางประเด็นเท่านั้น อะไรเป็นเรื่องที่เราไม่รู้จริง เราก็ไม่จำเป็นต้องพูด บางประเด็นที่เรายังศึกษาไม่มากพอก็ควรเก็บเอาไว้ก่อน ให้ตกผลึก อาการที่อยากเป็นข่าวตอนนี้เรียกได้ว่าไม่เหลือเลย อาการที่อยากจะอยู่ในความสนใจจากประชาชน สื่อมวลชนตอนนี้ น้อยถึงน้อยที่สุด สิ่งเราสนใจตอนนี้คือการแสวงหาความลุ่มลึก 

Q : สิ่งที่ท่านพูดน่าสนใจ คือการไม่พูดสิ่งที่ยังไม่ตกผลึกมากพอ มีเรื่องไหนไหมที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ ในปัจจุบันขณะนี้ไหม การเมือง?

เรื่องความขัดแย้ง ของพี่น้องชาวไทย ซึ่งผ่านมา 10 ปี เราถอยออกมา แล้วเราศึกษาเอกสารของทุกฝ่าย ได้เห็นชัดเจนว่า หลายครั้งหลายคนเราก็เป็นเหยื่อ หลายคนเราก็เป็นเครื่องมือ บางฝัก-ฝ่ายโดยไม่รู้ตัว หลายครั้ง เราเองก็ถูกชักลากเข้าไปในใจความของความขัดแย้ง เมื่อถอนตัวออกมา ได้ศึกษามากขึ้นเกิดอาการที่ว่า ตาสว่างเราได้เข้าในสถานการณ์มากขึ้น ได้เข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง

จากที่เคยมองในระดับปัจเจกบุคคลก็เป็นการมองที่โครงสร้าง บางทีมองเห็นเฉพาะคู่กรณีความขัดแย้งเฉพาะหน้าก็สามารถมองเห็นเหตุตั้งแต่ 2475 จนถึงทุกวันนี้ แล้วพอเราเห็นเหตุ เหตุปัจจัยชัดเจนมันก็เกิดความสงสารประเทศไทย เกิดความสงสารคนที่ยังตกอยู่ในเขาวงกตในความขัดแย้ง นั่นเป็นเหตุที่ทำให้เราอยากพูด เมื่อมีคนอยากฟัง จะให้ความเห็นเมื่อมั่นใจว่ามีความรอบรู้ และลุ่มลึกมากพอ ไม่กระตือรือร้นว่าอยากจะเป็นสื่ออีกต่อไป แต่ยังคงกระตื้อรือล้น ที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติบ้านเมือต่อไป ยังเป็นอยู่เหมือนเดิมแต่ว่าอยากทำให้ดีกว่าเดิม เป็นนักมวย ไม่ใช่อย่าง 'ไมค์ ไทสัน' เอาแรง เอาหัวเข้าชน เราจะเป็นอย่าง 'ซูการ์เรย์' ใช้สมองในการชกมากกว่า นั่นคือสิ่งที่เราเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้

Q : ความตั้งใจในการบวชวันแรกจนถึงวันนี้ยังดำรงอยู่?

เรามีความฝันอันชัดเจนในการบวช คืออยากรู้ในสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ อยากเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเข้าใจ เมื่อรู้แล้วเข้าใจแล้วก็อยากเอาสิ่งเหล่านั้นไปแบ่งปันชาวโลก อันนั้นคือจุดหมายในชีวิตของอาตมาภาพ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราเข้ามาอยู่ที่ยศ ทรัพย์ อำนาจไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง โยมสังเกตไหม เรามาอยู่ในจุดที่ไม่ต้องเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล จังหวัด ใดๆ ทั้งสิ้น เราพยายามที่จะเข้าไปอยู่ในจุดที่ไม่มียศ ทรัพย์ อำนาจ เพื่อที่จะได้อุทิศวันเวลาทั้งหมดได้ศึกษา ธรรมวินัยได้ถ่องแท้ ทั้งภาคทฤษฎี มาปฏิบัติ เพื่อนำภูมิธรรมศาสนามาช่วยเหลือชาวโลก เชื่อมั่นว่า ชีวิตพระนั้นเป็นชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ 

Q: ปัจจุบันก็มุ่งมั่นที่จะทำความฝันเหมือนเดิม

ยังเป็นเหมือนเดิม เรายังอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เทศน์ สอนหนังสืออยู่ แต่สิ่งที่เพิ่มเติม เราให้เวลากับการวิปัสสนากรรมฐานในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สิบปีที่แล้วเราใช้สมองมากไปหน่อย โดยไม่ค่อยได้ใช้มิติจิตวิญญาณและหัวใจ สมองยังไม่ค่อยปรองดองกับหัวใจจะสังเกตได้ว่า บางครั้งมีความก้าวร้าวในข้อเขียน ในเสียงการวิพากษ์วิจารณ์ ขาดความรู้ ความเข้าใจ และขาดเมตตาธรรม แต่เมื่อสมองปรองดองกับหัวใจ น้ำเสียงก้าวร้าวมันลดน้อยลงไป ความกระเหี้ยนกระหือวิพากษ์สังคมลดน้อยลงไป ความเข้าอกเข้าใจความสงสารเพื่อนร่วมชาติก็เข้ามาแทนที่ ตรงนี้เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

เมื่ออายุมากขึ้นความรู้ต้องมาคู่กับความรัก ความรู้คือปัญญา เมตตาคือความกรุณา 2 สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของพระพุทธองค์ เมื่อใดมีความรู้แล้วมีความรักที่นี่จะน่าอยู่ที่สุด แล้วใครก็ตามถึงแล้วความพร้อมของความรักรู้ความรู้ คนคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนที่ใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากที่สุด

Q: ทำไมคนไทยเวลาอธิษฐานชอบขอความร่ำรวยก่อนอย่างอื่นมันสะท้อนว่าอะไร

สะท้อนว่าคนไทยยังปากกัดตีนถีบกันอยู่ 80% ยังยากจน นั้นเป็นสิ่งที่เขาสะท้อนมาในพรความปรารถนาของชีวิต อยากจะมั่นคั่งพรั่งพร้อม 2.สังคมไทยอยู่ในสังคมทุนนิยม บริโภคนิยมที่นิยมวัดกันด้วย ความสำเร็จ กันด้วยยศทรัพย์อำนาจ เมื่อสังคมมีทัศนคติแบบนี้ก็เป็นธรรมดาที่คนอยากได้ยศทรัพย์ อำนาจ ดังนั้นพรที่ขอก็เป็นเรื่องเหล่านี้ ความร่ำรวยเกียรติภูมิทั้งหมด 3. คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตถือว่าเป็นไอดอลของคนไทย ก็ล้วนแล้วแต่มั่งคั่งพรั่งพร้อมในยศอำนาจกันเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพรที่เขาก็ ก็ไม่หนี มั่งคั่งมั่งมี ขอให้ร่ำรวย

ถ้ามาถามอาตมาอยากให้พรอะไร เราจะให้พร 3 ข้อ 1.ขอให้มีปัญญา 2.ขอให้มีสุขาพดี 3.ขอให้มีความสุข ปัญญาดี สุขภาพดี และมีความสุขคือพรที่เราอยากจะอวยพรให้คนไทยทุกคน เมื่อเรามีปัญญา เมื่อเราพบกับปัญหาหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ตาม เราก็จะผ่านไปได้ เมื่อเรามีสุขภาพดี เราคิดอะไรดีๆ ได้ เราก็สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างที่เราคิด แต่ถ้าสุขภาพแย่เราได้แต่คิดทำไม่ได้ 3.มีความสุข ชีวิตทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ถ้าเกิดมาไม่มีความสุข น่าจะเป็นชีวิตที่ขาดทุน ฉะนั้น เราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขให้ได้ เราตั้งข้อสังเกตว่า คนส่วนใหญ่มักร้องหาความสุข แต่ไม่ถามหาคุณภาพของความสุข

ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงความสุข เราหมายความว่าคุณควรจะมีความสุข แล้วความสุขควรจะเป็นความสุขเชิงคุณภาพด้วย พูดง่ายๆ ความสุขเป็นสิ่งสำคัญแต่คุณภาพความสุขเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าชีวิตที่มีความสุขเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คำว่านี้่หมายความว่า เรามีความรู้ มีความเข้าใจ และมีความลุ่มลึกทางวิญญาณ คุณก็มีความสุข พรที่เราให้ไว้ ถ้ามีข้อ 1-3 ความสุขมาเอง เป็นความสุขเชิงคุณภาพ แต่ความสุขที่ได้มาแบบไม่ชอบธรรม เรามีเงินมียศทรัพย์อำนาจแล้วเราต้องไปเสียศักดิ์ศรี คอร์รัปชันมา ต้องไปประจบเพื่อนที่จะได้มา แบบนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณภาพ ฉะนั้น อย่ามัวแต่มองความสุขจนลืมถามหาคุณภาพของความสุข

Q : อีก 5 ปีเราจะเห็น ว.วชิรเมธี ในรูปแบบไหน

เป็นเรื่องของอนาคต แล้วแต่ญาติโยมเฝ้ามองก็แล้วกัน แต่ถ้าเรา ก็ยังคงทำในสิ่งที่เรารัก ยังคงมีความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อย่างที่เป็นมาเป็นอยู่ อย่างที่เป็นไป  

Q : จะกลับมาในแสงสปอตไลต์อีกสักครั้งไหม

เป็นเรื่องเหตุของปัจจุบันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกวันนี้เราก็พยายามที่จะใช้ชีวิตนี้ให้มีประโยชน์ ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นให้มากที่สุดพูดสั้นๆ คือใช้ชีวิตให้มีความรู้ ลุ่มลึกที่สุด ลึกในโลกชีวิตและจิตวิญญาณ แล้วก็มีความรัก คือความเบิกบานในการรับใช้มนุษย์ อาตมาก็คงมี 2 สิ่งนี้ คือมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้ แล้วความรัก เราเชื่อมั่นว่า 2 สิ่งนี้ทำให้เรามีความสุขแท้ และจะทำให้เราช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

ในชีวิตของอาตมาการวัดความสำเร็จคือ คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่รับใช้เพื่อนมนุษย์ได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่มีเงินมากที่สุด การวัดแบบนั้นเป็นการวัดที่เปลือกผิวที่สุดแล้ว เพราะศักยภาพในการหาเงินทองนั้น สิงสาราสัตว์มันก็มี นกตัวหนึ่งมันบินออกจากรังแต่เช้า กลับรังในตอนค่ำด้วยหนอนเต็มปาก มันก็เป็นเศรษฐีแล้ว ถ้าคนออกจากบ้านแล้วกลับมาด้วยเงินแสนล้านแล้วบอกว่าประสบความสำเร็จ เราไม่ได้ต่างไปจากนกตัวหนึ่ง ศักยภาพในการหาเงิน ทอง เป็นศักยภาพที่คนและสัตว์ก็มีความสำเร็จของคนควรวัดด้วยความลุ่มลึกในการเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต แล้วคุณค่าที่เขาได้ทำให้กับเพื่อนมนุษย์ได้มากกว่า 

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    51.4%
  • ไม่ชอบ
    45.7%
  • สนุก
    0.8%
  • ประหลาดใจ
    0.3%
  • เสียใจ
    0.1%
  • ให้กำลังใจ
    1.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement