พลิกความเชื่อ! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผู้ชายติดไวรัสซิกาน่าห่วงกว่าผู้หญิง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
advertisement

พลิกความเชื่อ! ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผู้ชายติดไวรัสซิกาน่าห่วงกว่าผู้หญิง

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 05:45
8,854 ครั้ง


(ภาพ: AFP)

ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของไวรัสซิกาอีกแล้ว หลังจากมันระบาดอย่างรวดเร็วในทวีปอเมริกาใต้และเริ่มแพร่กระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งที่มันเคยถูกพบในพื้นที่แคบๆ ในแอฟริกาและเอเชียเท่านั้น

ความน่ากลัวของซิกาคือ มันอาจทำให้เด็กทารกในครรภ์มารดาป่วยด้วยภาวะศีรษะเล็ก ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความผิดปกติตามมามากมาย แม้เรื่องนี้จะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่องค์การอนามัยโลกเคยออกมาระบุว่า พวกเขาเชื่ออย่างยิ่งว่า ซิกากับภาวะศีรษะเล็กมีความเกี่ยวโยงกัน ทำให้หลายประเทศออกคำเตือนให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ระวังตัว ไม่เดินทางไปยังประเทศเสี่ยง หรือขอให้พับแผนจะตั้งครรภ์ไปก่อน จะกว่าจะรู้เรื่องเกี่ยวกับไวรัสตัวนี้ดีกว่านี้

แต่ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า โลกควรจะเฝ้าระวังผู้ชายไม่ให้ติดเชื้อมากกว่าระวังผู้หญิง แต่ก่อนจะเฉลยคำตอบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ขอพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับไวรัสซิกากันก่อน

เจ้าหน้าที่ในประเทศเปรูฉีดยาฆ่ายุง เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสซิกา (ภาพ: REUTERS)

ไวรัสซิกามาจากที่ใด?

ไวรัสซิกา เป็นเชื้อไวรัสในสกุล 'ฟลาวิวิริแด' (Flaviviridae) หรือไวรัสที่อาศัยอยู่ในตัวคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ โดยมีสัตว์ขาปล้องเป็นพาหะ ซึ่งในกรณีของซิกา คือ ยุงลายที่ออกหากินในเวลากลางวัน เช่น ยุงลายบ้าน และยุงลายสวน ที่มาของชื่อมาจากป่าซิกาในประเทศยูกันดาอันเป็นสถานที่แรกที่มีการพบเชื้อตัวนี้เมื่อปี 1947 ซิกายังเป็นไวรัสที่อยู่ในวงศ์ ฟลาวิไวรัส (Flavivirus) เช่นเดียวกับไวรัสเด็งกี, ไวรัสไข้เหลือง, ไวรัสไข้สมองอักเสบบีญี่ปุ่น และไวรัสเวสต์ไนล์ด้วย

อาการของผู้ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะถูกเรียกว่า ไข้ซิกา ปกติจะไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการป่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยมีลักษณะอาการคล้ายเป็นไข้เลือดออกเด็งกีแบบไม่รุนแรง รักษาได้ด้วยการพักผ่อน ไวรัสซิกาเริ่มแพร่กระจายในพื้นที่แคบๆ ในพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรในทวีปแอฟริกาและเอเชีย แต่ในปี 2014 ไวรัสตัวนี้กลับข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังหมู่เกาะ เฟรนช์โปลินีเซีย ดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศส จากนั้นจึงลามต่อไปยังเกาะอีสเตอร์ และต่อมาในปี 2015 เชื้อตัวนี้แพร่กระจายไปถึงประเทศเม็กซิโก, ประเทศในอเมริกากลางและแถบทะเลแคริบเบียน กระทั่งถึงทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งการแพร่กระจายอยู่ในระดับ ระบาดไปทั่ว (pandemic) แล้วในขณะนี้

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับรักษาไข้ซิกา และจนถึงเดือน ก.พ. 2016 มีการพบหลักฐานว่า ไข้ซิกาในหญิงตั้งครรภ์อาจทำให้เด็กในท้องเกิดภาวะสมองพัฒนาผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการแท้งหรือเด็กเกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กผิดปกติได้ โดยในขณะนี้มีทารกศีรษะเล็กในอเมริกาใต้จำนวนหลายพันคนที่ต้องสงสัยว่ามีสาเหตุมาจากไวรัสตัวนี้ ไข้ซิกายังเชื่อมโยงกับอาการทางระบบประสาทในผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร หรือโรคภูมิแพ้ตัวเอง แม้ว่ายังไม่มีการยืนยันในความเชื่อมโยงเหล่านี้อย่างชัดเจนก็ตาม

เจ้าหน้าที่แจกใบปลิวข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสซิกาแก่นักเดินทาง (ภาพ: REUTERS)

แล้วทำไมผู้ชายติดเชื้อจึงน่ากังวลกว่าผู้หญิง?

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของไวรัสซิกา และความน่ากลัวของการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กผิดปกติในอเมริกาใต้ ทำให้เกิดกระแสความกังวลไปทั่วโลก โดยสหรัฐฯ ได้ออกคู่มือแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการเดินทางไปประเทศกลุ่มเสี่ยง ขณะที่โคลอมเบีย, โดมินิกัน, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์ และจาเมกา ออกคำแนะนำให้ผู้หญิงชะลอการตั้งครรภ์ออกไปก่อน จนกว่าจะรู้ความเสี่ยงที่แน่ชัดจากไวรัสซิกา

แต่ว่าล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหลายคน รวมทั้ง ดร.วิลเลียม ชาฟฟ์เนอร์ จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ในเมืองแนชวิลล์ สหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่า เรื่องที่น่ากังวลไม่ใช่ผู้หญิงติดเชื้อซิกา แต่เป็นผู้ชายที่ติดเชื้อต่างหาก เนื่องจากมีการพบหลักฐานเมื่อไม่นานมานี้ว่า ไวรัสซิกาอยู่ในเชื้ออสุจิของผู้ชายที่ติดเชื้อด้วย และไม่รู้ว่าเชื้อจะอยู่ในอสุจิไปนานเท่าไร

ดร.ชาฟฟ์เนอร์ ระบุว่า หากผู้ชายติดเชื้อไวรัสซิกาจากยุง เขาก็มีโอกาสที่จะถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์กับเขา และทำให้ทารกที่ยังไม่เกิดมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะศีรษะเล็กได้ ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่ในน้ำอสุจิได้นานเท่าใด รวมทั้งไม่มีวิธีการตรวจแบบง่ายๆ ทำให้ไม่อาจรู้ได้เลยว่า ผู้ชายที่ติดโรคจะต้องกังวลว่าอาจจะทำให้คู่นอนติดเชื้อไปจนถึงเมื่อไร

ด้าน นาย ทอม สกินเนอร์ โฆษกของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ระบุว่า ซีดีซีหวังว่าจะได้เริ่มการศึกษาเพื่อหาคำตอบเรื่องระยะเวลาที่ไวรัสซิกาสามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำอสุจิ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซีดีซียังออกคำแนะนำให้ผู้ชายที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงในอเมริกาใต้งดเว้นจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือใช้ถุงยางขณะร่วมรักไปก่อนโดยไม่ระบุช่วงเวลาที่ต้องเฝ้าระวังที่แน่ชัด

ภาพแสดงให้เห็นความผิดปกติในดวงตาของเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมภาวะศีรษะเล็กซึ่งเชื่อว่า ไวรัสซิกาเป็นสาเหตุ (ภาพ: AP)

ในทางกลับกัน ขณะที่ผู้ชายที่ติดเชื้อต้องกังวลว่าตัวเองอาจแพร่เชื้อให้คนอื่นในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ผู้หญิงต้องห่วงว่าตัวเองจะติดเชื้อในช่วงเวลาจำกัดเท่านั้น โดยผู้หญิงสามารถส่งผ่านไวรัสไปยังทารกในครรภ์ผ่านกระแสเลือด แต่ไวรัสตัวนี้มีชีวิตอยู่ในเลือดของมนุษย์ได้ไม่นาน

ดร.แอนโธนี เฟาชี ผู้อำนวยการของสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติ (เอ็นไอเอไอดี) ของสหรัฐฯ กล่าวว่า พวกเขาได้ตรวจสอบไวรัสซิกาในเลือดของผู้ที่ติดเชื้อแล้ว และพบว่าตามปกติมันจะหายไปจากกระแสเลือดในระยะเวลา 5-7 วัน และมากที่สุดที่พบคือ 10 วัน ส่วนสภาสูติแพทย์และนรีแพทย์อเมริกัน (เอซีโอจี) ยืนยันว่า ไม่พบหลักฐานว่าผู้หญิงที่เคยติดเชื้อจะมีความเสี่ยงทำให้การตั้งครรภ์ในอนาคตมีปัญหา

ขณะที่ ดร. มาร์ค วิลสัน นักระบาดวิทยาจากโรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยมิชิแกน เผยด้วยว่า การติดเชื้อทำให้เกิดภูมิคุ้มกันเป็นระยะเวลายาวนานมาก ผู้หญิงจะไม่ต้องกังวลหากพวกเธอจะตั้งครรภ์ในอนาคต และนี่อาจเป็นวิธีป้องกันไวรัสซิกาที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีวัคซีน

ภาพแสดงขนาดศีรษะที่เล็กกว่าปกติของทารกที่มีอาการของภาวะศีรษะเล็กกับทารกปกติ (ภาพ: wikipedia)

แถมท้าย...ภาวะศีรษะเล็กผิดปกติคืออะไร?

รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา และอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ภาวะศีรษะเล็ก เอาไว้บนเว็บไซต์ haamor.com (หาหมอ.คอม) ว่า ศีรษะเล็กคือภาวะที่เส้นรอบวงศีรษะมีขนาดเล็กกว่าปกติมากเมื่อเทียบกับเด็กทั่วไปที่เพศและอายุเดียวกัน โดยเป็นผลสืบเนื่องของการพัฒนาการของสมองหรือของกะโหลกศีรษะที่ผิดปกติ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอด โดยการตรวจวัดขนาดหรือเส้นรอบวงศีรษะจะกระทำโดยแพทย์ด้วยเทคนิคเฉพาะเท่านั้น

ภาวะศีรษะเล็กเป็นอาการที่พบไม่บ่อย เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หลักๆ คือจากความผิดปกติทางพันธุกรรมตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์ หรือเกิดความผิดปกติจากสาเหตุภายนอกตั้งแต่ยังเป็นทารก เช่น ได้รังสีชนิดต่างๆ อาทิ รังสีเอ็กซ์, รังสีจากการตรวจโรค เป็นต้น หรือได้รับสารเคมี นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดหลังคลอดทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บทางสมอง เช่น การติดเชื้อ, ภาวะขาดออกซิเจน ทำให้สมองไม่เจริญเติบโต ไม่มีพัฒนาการ ศีรษะจึงมีขนาดเล็กลงตามไปด้วย

อาการผิดปกติที่พบของภาวะศีรษะเล็ก คือ เด็กมีพัฒนาการช้าในทุกด้าน ตัวเตี้ย ใบหน้าผิดรูป ซนผิดปกติ ปัญญาอ่อน และอาจมีชัก และภาวะศีรษะเล็กเกือบทุกกรณีไม่มีวิธีรักษา ความรุนแรงของอาการจะขึ้นอยู่กับขนาดของศีรษะ และการมีความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย อายุขัยของเด็กศีรษะเล็กก็มักสั้นกว่าเด็กทั่วไป ทั้งนี้จะมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดศีรษะที่เล็กลง

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    22.9%
  • ไม่ชอบ
    4.2%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    6.3%
  • เสียใจ
    62.5%
  • ให้กำลังใจ
    4.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement