ครม.เสนอกรธ.ปชต.ครึ่งใบ บังคับใช้รธน.2ช่วง อ้างป้องกันวิกฤติบ้านเมือง - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

ครม.เสนอกรธ.ปชต.ครึ่งใบ บังคับใช้รธน.2ช่วง อ้างป้องกันวิกฤติบ้านเมือง

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:30
4,251 ครั้ง


“บิ๊กตู่” กลับถึงบ้านปัดสหรัฐฯกดดันเร่งคืนประชาธิปไตย ดับฝันการเมืองขอดีเบต ร่าง รธน. ท้าพวกคัดค้านมาดีเบตตัว-ตัว ตามคาดเช็กพฤติกรรมสื่อสแกนคำถามละเอียดยิบ ผบ.ทบ.กระตุ้น นศท.รณรงค์ประชามติ ปัดไม่ได้ชี้นำ “มีชัย” เสียงอ่อยยอมปรับแก้อำนาจศาล รธน.ให้เหมาะสม ไม่สนโมเดลผ่าทางตันของ สนช. เปิดข้อเสนอ ครม. 16 ข้อ ขอแก้ให้ชัดปมห้าม ส.ส.-ส.ว.-ครม.เอี่ยวงบประมาณฯ ชงรื้อหมวดศาล รธน.หวั่นครหาเพิ่มอำนาจจนล้น ยึดโรดแม็ปสตาร์ตเลือกตั้ง ก.ค.60 อ้างช่วงเปลี่ยนผ่านขอเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบซักระยะ “บวรศักดิ์” บอกไม่ใช่หมอดูให้ฟันธงประชามติ สนช.ท้วงติงพอเป็นพิธีก่อนไฟเขียวงบกลางปี 5.6 หมื่นล้านผ่านฉลุย ทหารบุกพีซทีวีเชิญ “จตุพร” เข้าค่าย มทบ.11 “บิ๊กหมู” บอกโตๆกันแล้วต้องพูดรู้เรื่อง พณ.ยันชัดปิดบัญชีข้าวปี 58 ไม่มีหาย

หลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่มากเกินไป ล่าสุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยอมรับว่า อาจทบทวนปรับแก้ในประเด็นดังกล่าว ขณะเดียวกันข้อเสนอแนะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งมาให้ กรธ. มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ

“บิ๊กตู่” ดับฝันการเมืองดีเบต รธน.

เมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา สมัยพิเศษ ประเทศสหรัฐ-อเมริกา ถึงข้อเสนอฝ่ายการเมืองให้จัดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่าไม่ต้อง เรามีประชามติอยู่แล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว ทำไมต้องยุ่งอะไรกันหนักกันหนา กฎหมายจะเขียนหรือไม่เขียน ปัญหาอยู่ที่ว่า คุณยอมรับกฎหมายกันหรือเปล่า ต่อให้เขียนวิลิศมาหราอย่างไรก็มีปัญหาหมด ถ้าคนไม่รับกฎหมาย ไอ้คนเหล่านั้นไปทบทวนดู ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ต้องเขียนอะไรเลยก็อยู่ได้ แต่กฎหมายเดิมอยู่ได้ไหมละ เขียนใหม่แล้วจะอยู่ได้ไหม “ให้คนที่คัดค้านอยู่ดีเบตกับผมแบบนี้ ไม่ต้องไปดีเบตกับใคร ที่ผ่านมามันดีหนักหนาอย่างไร เคารพกฎหมายแค่ไหน นี่คือประเด็น”

ปัดสหรัฐฯจี้กดดันประชาธิปไตย

เมื่อถามถึงกระแสต่างชาติกดดันไทยเรื่องประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ถามกลับว่า “ใครกดดัน ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงไม่กล้ากลับมา แล้วก็ไม่กล้าไปด้วย เขามีมารยาทพอเขาแยกแยะ หลายเรื่องมีลำดับความก้าวหน้าด้วยซ้ำ เขาก็คุยดีด้วยทั้งนั้น นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็ให้กำลังใจเมื่อทราบว่าบ้านเรากำลังเดินหน้าประชาธิปไตย ขอให้สำเร็จ ไม่ได้มากดดันว่าต้องทำให้เร็ว ทำเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษ ไม่มี ไม่เห็นเขารังเกียจรังงอนอะไรผม แต่มีบางคนอาจเสียใจเพราะคิดว่าผมจะไม่ได้จับมือ แต่เขาจับมือผมแน่ มีแต่คนไทยที่กดดันกันเอง ไม่รู้ทำไม พยายามพูดสิ่งไม่ดีให้เขาได้ยิน ทำลายชาติ วิพากษ์วิจารณ์กันไปเรื่อยเปื่อยว่าเราไปเข้าข้างคนอื่น แบ่งข้าง กล่าวหาไม่ลืมหูลืมตา ขนาดต่างประเทศก็ยังไปแบ่งให้เขาอีก แล้วโลกใบนี้จะอยู่ได้ไหม”

เช็กพฤติกรรมสื่อสแกนคำถามยิบ

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงมาตรการใหม่ที่ให้สื่อมวลชนตั้งคำถามได้เพียง 4 คำถามว่า “เลข 4 มันดีมั้ง เจ๊ก หนอ ซา สี่ เลขสี่ดี ถ้าโหงวไม่ค่อยหรอกเพราะมันเกิน ถ้าวันหน้ามันคุยกันรู้เรื่อง แล้วมันดีขึ้นช่วยชี้แจงทำความเข้าใจ มันอาจจะเป็น 4, 5 หรือ 6 คำถามก็ได้ วันนี้สตาร์ต 4 ก่อน เลขดี โอเคนะ ขอบคุณสวัสดี”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นการให้สัมภาษณ์ยาวครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์หลังเกิดอาการนอตหลุดในผู้สื่อข่าวเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และยังดำเนินการตามมาตรการจัดระเบียบสื่อมวลชนที่เพิ่งออกมา โดยให้ถามได้เพียง 4 คำถาม ส่วนการจัดสถานที่สำหรับสัมภาษณ์นายกฯ ที่ห้องรับรองวีไอพี ท่าอากาศสุวรรณภูมิ สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำสายพานมากั้นระหว่างโพเดียมกับผู้สื่อข่าว พร้อมจัดเก้าอี้และไมโครโฟนให้ผู้สื่อข่าวถาม โดยก่อนนายกฯจะมาถึง พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามสื่อถึงประเด็นคำถาม และผู้ถามต้องแนะนำตัวก่อน และหลังให้สัมภาษณ์จบ ระหว่างเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ มีกลุ่มสนับสนุนประมาณ 10 คน ที่รออยู่หน้าห้องรับรองพิเศษ พากันส่งเสียงบอก “นายกฯสู้ๆ” ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์หันมาโบกมือทักทายพร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนขึ้นรถเดินทางออกไปทันที

“บิ๊กป้อม” ให้ กรธ.ตัดสินดีเบตหรือไม่

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยให้นำตัวแทนพรรคการเมืองมาดีเบตเรื่องร่างรัฐธรรมนูญผ่านสื่อว่า เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่แล้ว แต่ต้องรอให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.และคณะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จก่อน ส่วนจะดีเบตหรือไม่จะให้ กรธ.เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเชื่อว่ามีเวลาในการแสดงความเห็นอยู่แล้ว

ผบ.ทบ.กระตุ้น นศท.รณรงค์ประชามติ

ช่วงเช้าวันเดียวกันที่ค่ายฝึกนักศึกษาวิชาทหารเขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร เสธ.ทบ. และคณะนายทหาร เดินทางตรวจการฝึกภาคสนามของนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ชั้นปีที่ 2-5 ประจำปีการศึกษา 2558 โดยมี พล.ท.วีรชัย อินทุโศภน ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ให้การต้อนรับ โดย พล.อ.ธีรชัยได้ตรวจเยี่ยม “สถานีสร้างการรับรู้” ตามโครงการ “รด.จิตอาสา” เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ นศท.เรื่องร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยมีนายประวิช รัตนเพียร กกต. เป็นวิทยากรอบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับครูฝึก เพื่อนำไปถ่ายทอดแก่ นศท.นำไปบอกต่อคนใกล้ชิดและครอบครัว เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้ดุลพินิจออกเสียงประชามติต่อไป

ย้ำไม่ใช่ไปชี้นำความคิดประชาชน

ต่อมา พล.อ.ธีรชัยกล่าวให้โอวาทว่า ในสภาวะปัจจุบันเราต้องอาศัยทุกคน ทุกหมู่เหล่า โดยเฉพาะ นศท. ถือเป็นกำลังของชาติในอนาคต เป็นตัวชี้ว่าประเทศไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร ขอขอบคุณ นศท.ที่เป็นจิตอาสาเข้าไปช่วยให้ความรู้พ่อแม่พี่น้อง ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะไปรณรงค์ให้ออกมาประชามติมากๆ เพื่อให้เห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการอะไร เราไม่ต้องการไปชี้นำว่าจะประชามติได้หรือไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะทำอย่างไร จะเลือกอย่างไร แล้วแต่ประชาชน ขอให้ นศท.ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของ “รด.จิตอาสา” เป้าหมาย นศท.ที่กองทัพบกต้องการ เราถือว่า นศท.เป็นครอบครัวเดียวกับทหารทั้งประเทศ เป็นลูกหลาน มีอะไรเราถึงกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน นำพาประเทศไปให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป

“ดอน” ฟุ้ง “โอบามา” ต้อนรับอย่างดี

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางไปร่วมประชุมที่สหรัฐฯครั้งนี้ นายกฯได้รับการต้อนรับจากประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างดี ถือว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯให้ความสำคัญกับประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่น้อย และมีแนวคิดเตรียมจัดตั้งอาเซียน-ยูเอส คอนเน็ก (ASEAN-US CONNECT) ใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ส่วนกระแสข่าวว่าสหรัฐฯกดดันไทยเรื่องประชาธิปไตยนั้น ยืนยันว่าไม่มี ประธานาธิบดีสหรัฐฯแถลงแค่ว่าอยากให้ประชาธิปไตยของไทยกลับมา

พท.จี้นายกฯห้ามเบี้ยวคืนอำนาจ

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยกลับสู่การปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนนั้น เป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับฟังและรีบปฏิบัติตาม เพราะด้านหนึ่งแม้เขาจะต้อนรับขับสู้ จับไม้จับมือ เป็นเพียงการแสดงออกวิธีทางการทูตในฐานะเจ้าภาพเท่านั้น แต่อีกด้านเหมือนเป็นการบีบให้ พล.อ.ประยุทธ์รีบคืนอำนาจอธิปไตย คืนสิทธิ เสรีภาพและการแสดงออกให้กับประชาชน รีบเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่สัญญาไว้ หาก พล.อ.ประยุทธ์เบี้ยวอีก เชื่อว่าเราคงถูกแซงก์ชันจากสหรัฐฯหลายเรื่อง ขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกคัดค้านขณะนี้ ก็ต้องรีบแก้ไขอย่างจริงจัง พล.อ.ประยุทธ์ต้องไปเตือนคนหัวดื้อให้เขียนรัฐธรรมนูญโดยคิดถึงประชาชนบ้าง ไม่ใช่ร่างเพื่อทำลาย ลิดรอนสิทธิประชาชนแบบนี้

ขอดีเบต รธน.ดีกว่าตั้งพระสังฆราช

นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ อดีต รมช.แรงงาน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่มีผู้เสนอให้จัดดีเบตเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ถ้าจะจัดดีเบต ควรจัดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะเป็นเรื่องการปกครองของประชาชนชาวไทยทุกคน ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น คสช.และรัฐบาลควรสนับสนุนให้ดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ จะถูกต้องเหมาะสม ดีกว่าไปก้าวก่ายการปกครองของฝ่ายสงฆ์

“มีชัย” เล็งปรับแก้อำนาจศาล รธน.

ช่วงบ่ายที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยนายมีชัยให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างประมวลความคิดเห็นที่ส่งมาจากฝ่ายต่างๆ ก่อนพิจารณาว่าจะปรับปรุงเนื้อหาในส่วนใดบ้าง ความเห็นจากนักวิชาการที่ห่วงใยเรื่องอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ กรธ.กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขให้เกิดความเหมาะสมต่อไป โดยนำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 5 มาพิจารณา ทั้งนี้ เจตนารมณ์เดิมของ กรธ.คือ ต้องการให้มีองค์กรเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาด ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา แต่การย้ายกลับมาไว้ที่เดิมจะเป็นการบอกว่าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา หน่วยงานไหนจะมีหน้าที่แก้ไขปัญหา

ไม่สนโมเดลผ่าทางตันของ สนช.

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำข้อเสนอของ สนช. ที่ให้รัฐสภาหรือวุฒิสภาลงมติว่ากรณีใดเป็นวิกฤติที่ต้องให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกฝ่ายต่างๆมาหารือ เพื่อแก้ไขปัญหา นำมาปรับแก้ในร่างสุดท้าย นายมีชัยตอบว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะหากต้นตอวิกฤติเกิดจากรัฐสภาเองจะทำอย่างไร ความจริงเคยมีปัญหาและมีการเชิญผู้นำเหล่าทัพมาแล้ว แต่ต่างฝ่ายบอกว่าไม่ใช่วิกฤติ จึงไม่รู้ว่าจะออกแบบอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงพยายามอุดช่องโหว่

กระแสดัน ส.ว.ลากตั้งข่าวปั่นทั้งนั้น

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวว่า กรธ.พิจารณาทบทวนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมาถึงมาตรา 20 หมวดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น ยังไม่ได้ทบทวนไปถึงส่วนที่มาและอำนาจหน้าที่ ส.ว. ตามที่มีกระแสข่าวว่าจะให้มาจากการสรรหาทั้งหมด โดยให้คงอำนาจหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอน และร่วมเลือกนายกฯ ซึ่งข้อเสนอให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด มาจาก สนช. ส่วนอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอน และเลือกนายกฯไม่ทราบว่ามาจากไหน ไม่เคยเห็น เชื่อว่าเป็นข่าวปั่น หรือมีเจตนาเพื่อโยนหินถามทาง

ปัดเลือกเฟ้นแต่ข้อเสนอ ครม.-สนช.

ด้านนายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. แถลงว่า กระแสข่าวว่า กรธ.ให้ความสำคัญเฉพาะความเห็นและข้อเสนอของ ครม. และ สนช. ไม่เป็นความจริง เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง กรธ.ให้ความสำคัญกับทุกความเห็น ที่ผ่านมา ได้นำความเห็นประชาชน องค์กรชุมชน กลุ่มต่างๆมาพิจารณา ส่วน ครม.และ สนช.ยังไม่เริ่มพิจารณาเลย ขณะเดียวกันการประชุมวันนี้ นายมีชัยได้อนุมัติให้ทำสำเนาข้อเสนอและความเห็นของ ครม.และ สนช. เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนด้วย

เปิดคำขอแก้ไขร่างฯครม. 16 ข้อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอและความเห็นของ ครม. ตามที่หนังสือ นร. 0404/1625 ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี มีรายละเอียดจำนวน 7 หน้า รวม 16 ข้อ อาทิ มาตรา 139 วรรคสอง ที่ห้าม ส.ส. ส.ว. และกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปี มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่าย ถือว่ายังขาดความชัดเจน เพราะหากตีความโดยเคร่งครัด ส.ส. ส.ว. และ กมธ.ฯ ย่อมไม่สามารถเข้ามามีส่วนใช้งบประมาณได้เลย และในวรรคสาม ที่บัญญัติโทษไว้ว่าหาก ครม.ฝ่าฝืน ให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้นหากตีความ ครม.แต่ละคนซึ่งมีสถานะเป็น ส.ส. จะไม่สามารถเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นได้เลย ทั้งที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร อาจทำให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการงบประมาณได้

ขอรื้อหมวดศาล รธน.หวั่นข้อครหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนมาตรา 190 ครม.เห็นว่าที่เสนอให้คดีทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ไม่ควรจัดให้มีศาลเดียว ควรแก้ให้การอุทธรณ์เป็นสิทธิในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อเป็นระบบ 2 ศาล ครม. ยังไม่เห็นด้วยกับการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกมาไว้ในหมวด 11 ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 แม้จะมีเหตุผลอยู่ แต่ไม่มีเหตุผลหนักแน่นพอ ตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าไปเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งก่อให้เกิดการโต้แย้งว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลตามหมวด 10 และมาตรา 3 ในบททั่วไป ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ครม. และศาลหรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจากไม่เกิน 75 ปีให้กลับมาเป็นไม่เกิน 70 ปีดังเดิม

ยึดโรดแม็ปเลือกตั้งสตาร์ต ก.ค.60

นอกจากนี้ ความเห็นของ ครม. ยังเห็นควรให้แยกหมวดการปฏิรูปออกมาเป็นการเฉพาะ อาจระบุหัวข้อที่ควรปฏิรูป และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ โดย ครม.เสนอว่าควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลกำหนดการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับโรดแม็ปของ คสช. คือภายในเดือน ก.ค.2560 เป็นต้นไป และเห็นว่ากรณีที่ให้ กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นรวม 10 ฉบับ เห็นว่าจะทำให้การเลือกตั้งช้าออกไป จึงเสนอให้กรธ.ทำเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง และการจัดการให้มี ส.ว.จนแล้วเสร็จ

ขอเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบซักระยะ

สำหรับข้อเสนอสุดท้าย ข้อ 16 ครม.มองว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญกันมาก เป็นความไม่วางใจและไม่แน่ใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ อาจทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหล ขัดแย้ง ไม่สงบเรียบร้อย เข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลวดังเช่นก่อน พ.ค.2557 ย้อนกลับมาอีกหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิ ปัญหาการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และคุณธรรมของคนในชาติ ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและความเป็นความตายของประเทศ ครม.จึงเห็นว่าต้องบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก อาจไม่ยาวนาน โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่ 2 จะใช้รัฐธรรมนูญปกติ สอดคล้องกับหลักสากล และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆลงให้มาก น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้

“บวรศักดิ์” นำทีมยื่นข้อเสนอ “มีชัย”

ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 4 ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมตัวแทน นธป.รุ่นที่ 4 อาทิ นางทัศนา บุญทอง อดีตรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้บริหารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เข้ายื่นข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญ ต่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. โดยนายบวรศักดิ์ได้พูดคุยกับนายมีชัยช่วงหนึ่ง ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญกลับไปอยู่ในหมวดศาลตามเดิม เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงรายละเอียดข้อเสนอแนะ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ขอไปเปิดในการแถลงข่าววันที่ 19 ก.พ. ที่โรงแรมอโนมา ย่านราชประสงค์ ทีเดียว เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรกับเสียงชื่นชมว่าร่างรัฐธรรมนูญของนายบวรศักดิ์ ดีกว่าของนายมีชัย นายบวรศักดิ์ตอบสั้นๆว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” เมื่อถามย้ำว่าคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยจะผ่านประชามติหรือไม่ นายบวรศักดิ์ตอบว่า “ผมไม่ใช่หมอดู”

“สมคิด” โชว์ลีลาของบฯ 5.6 หมื่นล้าน

วันเดียวกันที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2559 วงเงิน 56,000 ล้านบาท จำนวน 8 มาตรา ตามที่ ครม.เสนอมา เพื่อขอความเห็นชอบจาก สนช. แบบ3 วาระรวด โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การตั้งงบกลางปี 56,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสองส่วน คือ 1. ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น 47,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล รองรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ แบ่งเป็นการค่าใช้จ่ายเสริมสร้างความเข้มแข็งและก้าวหน้า 32,000 ล้านบาท และการจัดสรรตามแผนงานพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล 15,000 ล้านบาท

อ้างเอามาจากประมูลคลื่น 4 จี

นายสมคิดกล่าวอีกว่า 2.การชดใช้เงินคงคลัง 8,300 ล้านบาท โดยวงเงิน 56,000 ล้านบาท นำมาจากรายได้ของ กสทช.ในการประมูลคลื่น 4 จี คลื่นความถี่ 1,800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ร่าง พ.ร.บ.นี้จะเป็นกลไกช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุตามเจตนารมณ์ ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจภายในประเทศในยามที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มถดถอย

ท้วงติงพอเป็นพิธีไฟเขียวผ่านฉลุย

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิก สนช. อภิปรายแสดงความเห็น ส่วนใหญ่สอบถามถึงแนวทางการบริหารงบประมาณ เพราะเป็นเพียงกรอบกว้างๆ ไม่แสดงรายละเอียดแผนการใช้เงิน และหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยนายวรพล โสคติยานุรักษ์ สนช. กล่าวว่า งบฯกลางปี 59 จำนวน 56,000 ล้านบาทนี้ หากนำไปรวมกับงบกลางที่อยู่ใน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2559 อีกจำนวน 420,000 ล้านบาท จะบริหารให้โปร่งใสอย่างไร เพราะไม่แสดงรายละเอียด ไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบยาก ควรระวังไม่ให้เข้าข่ายเป็นประชานิยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากให้เวลาอภิปรายในวาระแรก 2 ชั่วโมง 40 นาที ที่ประชุมจึงให้ความเห็นชอบรับหลักการและมีมติให้พิจารณา 3 วาระรวด โดยไม่มีผู้ใดอภิปรายอีก และมีมติเอกฉันท์เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฯ ในวาระ 3 ด้วยคะแนน 191 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 ประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

ทหารเชิญ “จตุพร” คุยที่ มทบ.11

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้เดินทางเข้าพบนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม พีซทีวี เพื่อพูดคุยภายหลังนายจตุพรออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นการเมือง คาดว่าอาจเป็นกรณีการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ และการใช้งบขุดลอกคลองกว่า 1,400 ล้านบาท ขององค์การทหารผ่านศึก (อผส.) เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารได้พูดคุยกับนายจตุพร และแกนนำ นปช. จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พานายจตุพรเดินทางไปยังมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11)

ผบ.ทบ.บอกไม่รู้พา “ตู่” เข้าค่าย

ด้าน พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญตัวนายจตุพรมาพูดคุย โดยระบุเพียงสั้นๆว่า “ผมไม่รู้ ส่วนจะทำความเข้าใจกับฝ่ายการเมืองที่ยังไม่เข้าใจอย่างไรนั้น บางคนอะไรก็ไม่รู้ ก็ไม่เข้าใจต่อไป ส่วนเรื่องการเชิญมาปรับทัศคติ คิดว่าแต่ละคนโตกันแล้ว พูดแล้วต้องรู้เรื่อง ถ้าไม่รู้เรื่องก็คิดกันเอาเอง” เมื่อถามย้ำว่าในฐานะที่เป็น ผบ.กกล.รส. จะดูแลปัญหาเรื่องพระอย่างไร พล.อ.ธีรชัยตอบว่า ก็เรื่องของพระ ต้องไปถามกรมการศาสนา

โฆษก คสช.แจงแค่คุยธรรมดา

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหารเชิญตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. มาขอความร่วมมือและพูดคุยทำความเข้าใจ เกี่ยวกับการให้ความเห็นต่อประเด็นต่างๆผ่านสื่อช่วงนี้ เพราะการให้ความเห็นบางเรื่องเหมือนเป็นการไปขยายความในทำนองเพิ่มระดับความขัดแย้ง หรือบางครั้งทำให้มองได้ว่าเหมือนไปชี้นำ อีกทั้งพาดพิงทั้งบุคคลและองค์กรอื่น เป็นการพูดคุยกันธรรมดา มีเจ้าหน้าที่ กกล.รส.ร่วมพูดคุย จากนั้นได้กลับบ้านไปเหมือนปกติที่เคยเชิญมา

ทนายพร้อมสู้ฎีกาคดี “มาร์ค-เทือก”

อีกด้าน นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลอุทธรณ์ยกฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาจากการออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณ ถนนราชดำเนินและแยกราชประสงค์ จากกลุ่ม นปช. ว่า นายบัณฑิต ศิริพันธ์ ทนายความผู้รับผิดชอบคดีนี้ ไม่กังวลใจหากจะมีการยื่นฎีกาจากพนักงานอัยการหรือโจทก์ร่วม พร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่วินิจฉัยตรงกับการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเจตนาให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์

ไม่รับอุทธรณ์ฟ้อง “ประยุทธ์” กบฏ

ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มพลเมืองโต้กลับและกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ประกอบด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว นายรังสิมันต์ โรม นายอานนท์ นําภา กับพวกรวม 15 คน เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานเป็นกบฏ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค.2557 คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วไม่รับฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด และคดีขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูลที่ศาลจะรับไว้พิจารณา โดยไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้ไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกฟ้อง

พณ.ยันชัดปิดบัญชีข้าวปี 58 ไม่มีหาย

อีกเรื่อง น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เก็บรักษาข้าวในสต๊อกของรัฐบาล ทั้งองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อตรวจสอบการปิดบัญชีข้าวของปี 58 ตามที่กระทรวงการคลังได้ท้วงติงก่อนหน้านี้ว่ามีข้าวขาดไป 390,000 ตัน จากการตรวจสอบได้ข้อสรุปตรงกันว่า ข้าวไม่ได้หาย แต่เป็นขั้นตอนการลงบัญชีที่ลงบัญชีสุทธิ แต่ยังไม่ได้หักข้าวที่ต้องส่งมอบตามสัญญาซื้อขาย และไม่ได้หักน้ำหนักกระสอบออก โดยในข้าว 100 กิโลกรัม (กก.) มีน้ำหนักกระสอบประมาณ 1.1 กก. ส่วนข้าวที่หายไปนั้น เป็นรอบการปิดบัญชีในปี 57 ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์แจ้งความดำเนินคดี และตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่านำเรื่องข้าวหายมาโยงกับคดีโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังฟ้องร้องกัน

คาด 1–2 เดือนสรุปความเสียหายจีทูจี

ด้าน น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 22 คน ในคดีทุจริตขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้ส่งเรื่องไปให้กระทรวงการคลังตรวจสอบตัวเลขความเสียหายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง และคำนวณตัวเลขความเสียหาย คาดว่า กระทรวงการคลังน่าจะส่งเรื่องกลับมาให้ภายใน 1-2 เดือนนี้ ส่วนภาคเอกชน 15 ราย ที่ต้องเร่งฟ้องคดีทางแพ่ง ภายในวันที่ 15 ก.พ.59 นั้น ขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าคดีไม่หมดอายุความ เพราะได้ฟ้องร้องพ่วงกับคดีอาญาไปแล้ว

แฉ “บุญทรง” ต้องชดใช้มากสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความพยายามของกลุ่มบุคคล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคล ที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และนายบุญทรง และพวกรวม 22 ราย กรณีทุจริตขายข้าวแบบจีทูจี ได้นำกรณีที่ น.ส.ชุติมาระบุว่าข้าวไม่หาย มาเหมารวมว่ากระทรวงพาณิชย์ออกโรงรับประกันว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่เกิดความเสียหาย แต่ผลพวงจากการบริหารจัดการเรื่องข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว ทำให้มีข้าวหายไปจริง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว สำหรับการคิดค่าเสียหายทางแพ่งกรณีขายข้าวจีทูจี มีระเบียบชัดเจนว่า คนที่เป็นตัวการและได้ประโยชน์มากที่สุด ต้องจ่ายค่าเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าความเสียหาย รองลงมาต้องจ่ายกี่เปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ นายบุญทรงต้องชดใช้ค่าเสียหายมากที่สุด เมื่อคิดค่าเสียหายได้แล้วจะส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ออกคำสั่งทางปกครอง สั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อไป

“วรงค์” น้อมรับคำสั่งศาลงดจ้อสื่อ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งห้ามโจทก์ จำเลย รวมทั้งพยานในคดีจำนำข้าวให้ข่าวต่อสื่อมวลชนที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว ว่า ยินดีน้อมรับปฏิบัติตามที่ศาลฯสั่ง ที่ผ่านมาตนได้หยุดและให้คดีเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่เหตุที่ต้องให้ข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะมีกลุ่มบุคคลพยายามให้ข้อมูลในลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สังคมและประชาชนเกิดความเข้าใจผิด บางครั้งถึงขนาดให้ข้อมูลในลักษณะวินิจฉัยคดีก่อนศาลตัดสิน จึงจำเป็นต้องชี้แจง และขอเรียกร้องฝ่ายจำเลยและลิ่วล้อองครักษ์นาย ให้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนี้ด้วย

จี้เปิดเวทีถก ก.ม.ผู้บริโภคใหม่

วันเดียวกันที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานก.พ. คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (ศอบช.) นำโดย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม และ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สนับสนุนกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษา รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายพันศักดิ์ เจริญ ผอ.ส่วนประสานมวลชนและองค์กรประชาชน เป็นผู้รับหนังสือแทน โดย น.ส.สารีกล่าวว่า ขอให้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจัดการประชุมหารือการปฏิรูประบบการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นใหม่อีกครั้ง เนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2558 ไม่ได้รับฟังผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยรอบด้าน ทำให้เกิดความเข้าใจในร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ถูกต้องหลายประการ

“ณรงค์” สั่งเกาะติด ขรก.เอี่ยวค้ามนุษย์

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ว่า ได้มีการรายงานในที่ประชุมว่าระหว่างปี 56-58 มีเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ จำนวน 8 คดี 35 คน ที่ประชุมจึงกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้บังคับบัญชาติดตามการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และให้รายงานเข้ามาภายใน 30-60 วัน เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ที่ถูกกล่าวหา ติดตามการดำเนินคดี หากปล่อยปละละเลยก็จะมีโทษทางวินัย ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ไม่ว่าเป็นผู้กระทำ ให้การสนับสนุน หรือพบปะสังสรรค์กับผู้กระทำความผิดเป็นประจำ จะมีโทษเป็น 2 เท่า ความคืบหน้าเรื่องนี้จะรายงานไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นประโยชน์ในการพิจารณาการจัดอันดับค้ามนุษย์ของไทยต่อไป

จ่อเคาะบอร์ดใหม่ สสส.19 ก.พ.

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณายกเลิกคำสั่งระงับการจ่ายเงินแก่องค์กรภาคี สสส. มูลค่า 1,900 ล้านบาทว่า ได้ลงนามในการแก้ระเบียบและข้อบังคับ สสส. 15 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว และกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเรื่องไปให้นายกฯ เพื่อพิจารณายุติหรือยกเลิกการควบคุมการใช้งบประมาณโครงการต่างๆ หากระเบียบดังกล่าวผ่านแล้ว นอกจากนี้วันที่ 19 ก.พ.จะเป็นประธานประชุมบอร์ด สสส. เพื่อสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน และจะมีความชัดเจนในวันดังกล่าว จากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ส่วนข้อสงสัยว่าบอร์ด สสส.ชุดเก่า ที่พ้นจากตำแหน่งตามคำสั่งหัวหน้า คสช.จะกลับมาเข้าการรับสรรหาใหม่ได้หรือไม่นั้น คงไม่มีปัญหา เพราะทราบว่าบอร์ดชุดเก่าไม่ได้กลับมารับการสรรหา

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    5.5%
  • ไม่ชอบ
    41.9%
  • สนุก
    44.3%
  • ประหลาดใจ
    3.5%
  • เสียใจ
    3.5%
  • ให้กำลังใจ
    1.2%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement