นายกฯ ย้ำ ไม่ตั้งสังฆราช หากยังขัดแย้ง ยกเลิกดีเบตนัดให้มาคุยกัน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

นายกฯ ย้ำ ไม่ตั้งสังฆราช หากยังขัดแย้ง ยกเลิกดีเบตนัดให้มาคุยกัน

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ก.พ. 2559 05:05
5,375 ครั้ง


นายกฯลั่นไม่ตั้งสังฆราช ถ้าขัดแย้งไม่เลิก สั่ง “วิษณุ-สุวพันธุ์” ช่วยหาทางออก ไม่ต้องดีเบต แต่เปลี่ยนให้มาพูดคุยกัน ชี้ปฏิรูปวงการพระสงฆ์ ทุกคนต้องปฏิรูปใจตัวเองก่อน ขณะที่คดีรถโบราณ ดีเอสไอฟันธง “เบนซ์ ขม 99” ของสมเด็จช่วง เบื้องต้นพบเป็นรถนำเข้าผิดกฎหมาย ตั้งแต่นำเข้า-จดประกอบ-เสียภาษี-จดทะเบียน ทั้งมีการทำเอกสารเท็จ ปลอมแปลงลายมือชื่อเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร-สรรพสามิต-อาญา

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอแนะทางออกเรื่องความขัดแย้งเรื่องตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ให้นำทั้งฝ่ายหนุนและค้านมาดีเบตกัน แต่ต่อมาเมื่อเวลา 13.45 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา ว่า เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไป เพราะปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มาถึงวันนี้จะให้รัฐบาลตัดสินแพ้-ชนะ ก็ให้เอากฎหมายมาว่ากัน ได้ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปหาทางออกอยู่ ต้องหาทางออกกันจนได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างอ้างกฎหมาย แล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร การใช้กฎหมายต่อสู้กันก็ไม่ผิด เพียงแต่ปฏิบัติกันคนละเรื่อง แล้วนำมาปนกันก็ตีกันหมด ส่วนที่บอกให้ดีเบตเป็นการให้มาพูดคุยกัน โดยนายวิษณุและนายสุวพันธุ์ทำอยู่

เมื่อถามว่า จะถือโอกาสปฏิรูปวงการพระสงฆ์เลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต้องถามกลับว่าจะปฏิรูปด้วยอะไร ปฏิรูปแบบไหน ทางที่ดีขอให้ทุกคนปฏิรูปใจตัวเองก่อน และเรามีทั้งไทย-พุทธ และไทย-มุสลิม ตนเป็นรัฐบาล และเป็นไทย-พุทธ แต่ต้องดูแลศาสนาอื่นด้วย ทำไมไม่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

“ฉะนั้นถ้ายังมีปัญหาอยู่ก็ยังแต่งตั้งไม่ได้อยู่ดี เพราะผมคงไม่เอาความขัดแย้งขึ้นมาให้เป็นเรื่องเป็นราว นี่คือกฎหมาย ผมรู้หน้าที่ แต่คนอื่นรู้จักหน้าที่ตัวเองไหมว่าจะทำอย่างไรให้ลดความขัดแย้ง แล้วอีกฝ่ายก็อ้างการกระทำความผิดเยอะแยะไปหมด แล้วมันจบได้ยังไง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว และพูดถึงโอกาสแก้กฎหมายไม่ให้สงฆ์ถือครองทรัพย์สินมีค่าว่า เคยบอกสื่อให้ไปอธิบายว่าต้องแก้อย่างนี้อย่างนั้น สื่อยังไม่ช่วยเลย แล้วจะให้ออกกฎหมายอย่างเดียวจะฟังกันหรือไม่ ให้ย้อนกลับไปฟังสิ่งที่ตอบข้อแรกก่อนแล้วกัน

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในการตั้งพระสังฆราชว่า รัฐบาลให้ความเคารพคณะสงฆ์ทุกฝ่าย โดยเฉพาะ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ส่งข้อความแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ความขัดแย้งของคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นมาให้ตนทุกวัน เพราะรับผิดชอบสำนักพระพุทธศาสนา ล่าสุดนายกฯได้กำชับให้หาวิธีทำให้เกิดความเข้าใจในคณะสงฆ์ พร้อมทั้งย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการดีเบตออกสื่อ โดยให้เหตุผลเพราะไม่ต้องการให้ความเห็นที่แตกต่างขยายตัว เรื่องนี้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่า จะใช้วิธีการพูดคุยหารือทำความเข้าใจกับคณะสงฆ์หลายๆฝ่าย รวมถึง การปฏิรูปพระพุทธศาสนา เป็นการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ส่วนการครอบครองรถโบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นั้น ต้องไปดูรายละเอียดเรื่องข้อกฎหมาย ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นพระผู้ใหญ่หลายรูปแสดงความเป็นห่วง ตนรู้สึกหนักใจ แต่ยืนยันว่าทุกปัญหามีทางออก แต่ต้องใช้ระยะเวลา

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงปัญหาของพระสงฆ์ในขณะนี้ว่า ไม่ขอตอบเรื่องพระ ตนเป็นฆราวาส ปล่อยให้สงฆ์เป็นผู้ดำเนินการ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวไปแล้ว พระก็มีกติกา ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่อยากให้ทะเลาะกัน เนื่องจากทุกเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงทั้งสิ้น

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ว่า ทราบว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้มีการดีเบตแล้ว แต่จะเป็นการนิมนต์เข้าไปหารือร่วมกัน จึงรอนายกรัฐมนตรีว่า จะมีการนิมนต์ไปเมื่อใด และจะให้เข้าไปกี่รูป กี่คน รวมทั้งจะได้เตรียมข้อมูลเข้าไปหารือร่วมกัน ทั้งนี้ คิดว่าทางออกของเรื่องขึ้นอยู่กับรัฐบาล ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศได้ระบุว่า ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และจะอำนวยความยุติธรรมด้านกฎหมายให้เสมอภาคกัน แต่จนถึงขณะนี้ มหาเถรสมาคมมีมติที่ถูกต้องตามกฎหมาย เกี่ยวกับการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช รัฐบาลก็ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับไปเรียกร้องให้ผู้อื่นปฏิบัติตามกฎหมายแทน ดังนั้นรัฐบาลต้องปฏิบัติตามกฎหมายให้ประชาชนได้เห็นด้วย เป็นทางออกที่ดีที่สุด

พระเมธีธรรมาจารย์ยังกล่าวด้วยว่า เมื่อช่วงเช้ามีเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีทหารจำนวน 5-6 นาย มาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นสิ่งที่อยากฝากบอกถึงรัฐบาลและ คสช. ว่า ม.สงฆ์ ควรเป็นที่ที่สงบ มีเสรีภาพทางวิชาการ ไม่ใช่มีรถทหารมาอยู่เรื่อยๆ ส่วนกรณีที่ดีเอสไอพิจารณาเกี่ยวกับคดีรถของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น ไม่วิตกกังวล เพราะมั่นใจว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ หากท่านรู้ว่ารถมาแบบไม่ถูกกฎหมาย ท่านจะเอาชีวิตอายุ 90 ปี และความเป็นสมณะไปเสี่ยงทำไม

สำหรับคดีร้องเรียนเรื่องรถเบนซ์โบราณในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ช่วงสายวันเดียวกัน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พร้อมคณะ ร่วมแถลงข่าวที่ดีเอสไอ ถึงการตรวจสอบรถยนต์โบราณ เมอร์เซเดส-เบนซ์ สีไข่ไก่ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ว่าเป็นรถที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดย พ.ต.ท.กรวัชร์เผยว่า จากการสืบสวนของดีเอสไอในประเด็นเกี่ยวกับการจดประกอบรถยนต์เบนซ์ดังกล่าวมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1.การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ 2.การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ 3.การชำระภาษีสรรพสามิต และ 4.การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบว่า หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 162/535 อาคารบางแคคอนโดทาวน์ ชั้น 21 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค มีนายพิชัย วีระสิทธิกุล เป็นเจ้าของ สั่งเครื่องยนต์และตัวถังรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามายังประเทศไทย ผ่านบริษัท ILS, INC. ตัวแทนนำเข้าสินค้า ส่วนโครงตัวถังรถยนต์ มาโดยเรือเมื่อวันที่ 17 ก.ย.53 มีชื่อ หจก.ซี.ที.ออโตพาร์ท เป็นผู้นำสินค้าเข้า ส่วนเครื่องยนต์มาโดยเรือ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.53 มีชื่อบริษัทคาร์โก้ คาร์ จำกัด เป็นผู้นำสินค้าเข้า

“จากนั้น หจก.อ๊อด 89ฯ ให้ตัวแทนไปรับสิ่งของจากผู้นำเข้าทั้งสองราย ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ฝากระโปรงหน้า-หลัง ไฟหน้า-หลัง ไฟเลี้ยว เบาะ ประตู กันชนหน้า-ท้าย พบหลักฐานว่าซื้อจาก หจก.สายชลมอเตอร์ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า หจก.สายชลมอเตอร์ ไม่มีในสารบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่มีในสารบบของกรมสรรพากร บ้านเลขที่ไม่ปรากฏในสารบบทะเบียนราษฎร สถานที่ประกอบการไม่มีจริง คาดว่าถูกตั้งขึ้นมาหลอก ขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ พบหลักฐานว่า หจก.อ๊อด 89ฯ ได้ร่วมกับนายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของบริษัทแอนซีทรานสฟอร์เมอร์ จำกัด เลขที่ 70/9 ถนนเพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เป็นอู่รถผู้รับจ้างประกอบรถยนต์โบราณ เป็นผู้ประกอบรถยนต์ดังกล่าว” พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อไพสิฐเปิดเผยว่า การประกอบรถนี้เป็นไปตามการสั่งซื้อของพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ หรือพระธนกิจ สุภาโว (ศรีอุ่นเรือน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เอกสารการสั่งซื้อมีลายเซ็นของสมเด็จช่วงเซ็นอยู่ด้วย เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบด้วยว่าเป็นเอกสารและลายเซ็นสมเด็จช่วงเป็นของจริงหรือไม่ โดยหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้นำเอกสารไปสั่งซื้อรถจากอู่ของนายวิชาญ ในราคา 4,000,000 บาท นายวิชาญได้ค่าประกอบรถยนต์ 1,500,000 บาท ส่วน หจก.อ๊อด 89ฯ ผู้นำเครื่องยนต์ ตัวถังและอะไหล่รถทั้งหมดรับเงินไป 2,500,000 บาท

“ทั้งนี้ หลวงพี่แป๊ะได้ให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอสอบปากคำแล้ว รับว่าเป็นคนถวายรถเบนซ์ให้กับสมเด็จช่วงจริง แต่จะต้องมีการสอบสวนต่อไปว่ามีเจตนาอย่างไรในการถวาย ส่วนข้อกล่าวหา ต้องให้เวลากับพนักงานสอบสวนก่อน ที่จะดูในรายละเอียด ส่วนผู้ครอบครองจะมีความผิดหรือไม่นั้น ขอให้กระบวนการสอบสวนไปก่อน แถลงข่าววันนี้ยืนยันเกี่ยวกับเรื่องความถูกต้องของรถเบนซ์โบราณคันนี้ เห็นได้ว่ามีการกระทำความผิดในทุกขั้นตอนและมีความซับซ้อนเป็นขบวนการ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คาดใช้เวลา 2-3 เดือนในการตรวจสอบ ทั้งนี้ เรื่องข้อหาและความผิด เบื้องต้นเชื่อว่ารถคันนี้น่าจะผิดหลายข้อหา โดยเฉพาะผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.สรรพสามิต กฎหมายอาญา ในเรื่องของแจ้งความเท็จ ใช้เอกสารปลอมแน่นอน” พ.ต.อไพสิฐกล่าว

ต่อมานายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวถึงการดำเนินคดีว่า ดีเอสไอได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบรถยนต์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มาให้กรมศุลกากรพิจารณาแล้ว และกรมศุลกากรจะตั้งคณะกรรมการเรียกเก็บอากรตามมาตรา 6 ของพระราชกำหนดพิกัดศุลกากรมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินภาษีว่า รถยนต์คันดังกล่าว ควรจะที่เสียภาษีและค่าปรับเงินเพิ่มในอัตราเท่าใด โดยกรมศุลกากร จะเรียกเก็บภาษีจากผู้นำเข้าจาก 3 บริษัท เช่น หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นต้น แต่จะไม่เรียกเก็บภาษีจากเจ้าของรถ พร้อมกันนี้จะดำเนินการเอาผิดกับผู้นำเข้าทางกฎหมายแพ่ง เพื่อให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวมาเสียภาษีและค่าปรับเงินเพิ่มให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนการยึดรถและเอาผิดกับเจ้าของรถปัจจุบันเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

ขณะที่นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตจะสอบสวนข้อเท็จจริงตามข้อ มูลดีเอสไอที่มีการแจ้งข้อมูลเท็จในการเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์จดประกอบ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิตเข้าไปเกี่ยวข้องร่วมมือกับการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการต่อไป

วันเดียวกัน นายศุภภัทร์พจน์ นิติศธร ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เปิดเผยว่า ได้ชี้แจงต่อดีเอสไอตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผู้บริจาคซื้อรถคันดังกล่าวจากนายวิชาญ รัษฐปานะ นายวิชาญจะให้ใครนำเข้า หรือจะให้ใครจดประกอบถูกต้องหรือไม่ ผู้บริจาคไม่ทราบ เมื่อผู้บริจาคนำรถมาถวายสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านก็ไม่ทราบว่ารถจะนำเข้าหรือมีกระบวนการจดประกอบอย่างไร ดังนั้น การมีชื่อหรือไม่มีชื่อคงไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นการนำเข้าและกระบวนการจดประกอบนั้น ไม่เกี่ยวกับผู้บริจาคและสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อย่านำไปเหมารวมกันว่า เมื่อรถนำเข้าและจดประกอบไม่ถูกต้อง ผู้ครอบครองจะผิดไปด้วย ส่วนเงินที่จ่ายค่ารถ ได้ให้การต่อดีเอสไอไปว่ามี 2 ส่วน คือส่วนแรกจำนวน 1 ล้านบาท เป็นชื่อผู้บริจาคสมทบซื้อรถคันนี้ไว้ในพิพิธภัณฑ์ มีชื่อชัดเจน ส่งให้ดีเอสไอไปแล้ว ส่วนที่สองคือเงินผู้บริจาคผ่าน พระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 3 ล้านบาท เจ้าคุณแป๊ะนำเงินบริจาคส่วนนี้จ่ายในการซื้อรถทั้งหมด สำหรับขั้นตอนจากนี้ไป เมื่อพบว่าผู้นำเข้าและจดประกอบไม่ถูกต้อง ดีเอสไอต้องสอบต่อว่าผู้ครอบครองมีเจตนารู้เห็นหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายของวัดปากน้ำฯ พร้อมจะให้ข้อมูลต่อไป

ส่วนความเคลื่อนไหวของเครือข่ายสงฆ์ เมื่อช่วงสาย นายอัยย์ เพชรทอง ประธานองค์กรพลังชาวพุทธแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายสุธี ช่วยบำรุง ทนายความที่ปรึกษาองค์กร และตัวแทนกว่า 10 คน เดินถือป้ายกลุ่มพลังชาวพุทธมาที่ สภ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เข้าแจ้งความกับ พ.ต.อ.วรพล ยิ่งเจริญ ผกก.สภ.พุทธมณฑล พ.ต.อ.พิษณุ สมนึก พงส.ผทค. ขอให้ดำเนินคดีพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ทำให้ผู้อื่นเสียหาย หลังจากที่พระสุวิทย์มากล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.พุทธมณฑล ให้ดำเนินคดีกับพระเมธีธรรมาจารย์และพวก ที่ให้มีการชุมนุมสาธารณะขึ้นภายในพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าการชุมนุมที่พุทธมณฑล เป็นการมาร่วมการชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สวดมนต์กราบไหว้พระพุทธรูปและปฏิบัติธรรมโดยสงบสุขสันติ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ผู้ร่วมกิจกรรมแยกย้ายกันกลับโดยสงบ ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอันเป็นการขัดต่อกฎหมาย

ขณะที่พระสุวิทย์ ธีรธัมโม ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่วัดอ้อน้อย ในเวลาต่อมาว่า เมื่อเช้าตัวแทน พล.ท.บุญธรรม โอริส ผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เข้ามาพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการดีเบต ตนตอบไปว่าเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐบาลเป็นกลางเชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาพบพูดคุยกัน พร้อมตอบข้อซักถามของสื่อที่ว่าหากสมเด็จช่วงได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็จะสึกเพราะรับไม่ได้ จะไม่ยอมเป็นพระรับใช้คนที่ทำความผิดพระวินัย ส่วนกรณีรถโบราณที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและอายัดไว้นั้น หากมีการชี้ว่าท่านได้มาแบบไม่ถูกต้อง ท่านจะต้องคืนรถให้หลวงและต้องปาราชิกด้วย

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    29.2%
  • ไม่ชอบ
    63.0%
  • สนุก
    2.3%
  • ประหลาดใจ
    4.6%
  • เสียใจ
    0.5%
  • ให้กำลังใจ
    0.5%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement