สตรองก่อนจะสาย! 'เต้ กันตนา' เตือน! 'เรตติ้ง' อาวุธสังหารหมู่ทีวีไทย - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

สตรองก่อนจะสาย! 'เต้ กันตนา' เตือน! 'เรตติ้ง' อาวุธสังหารหมู่ทีวีไทย

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 ก.พ. 2559 09:30
15,386 ครั้ง


หากลิสต์รายชื่อผู้จัดรายการนิวเจเนเรชั่นที่มาแรง โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ชัดเจน และมีวิสัยทัศน์ที่สดใหม่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงโทรทัศน์ยุคนี้ได้อย่างโครมคราม เห็นทีชื่อของ เต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก หรือ เต้ กันตนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา เอฟโวลูชั่น จำกัด ผู้ทำคลอด เดอะเฟซ ไทยแลนด์ และซีรีส์ กอสซิปเกิร์ล ไทยแลนด์ ต้องผุดขึ้นมาเป็นลำดับต้นๆ

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ เต้ กันตนา สายเลือด "กัลป์จาฤก" มาทำความรู้จักกันว่าทำไมเขาถึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ "กันตนา" และ "วงการโทรทัศน์ไทย" คึกคัก และเขายังเตือน "เรตติ้ง" อาจเป็นอาวุธทำวงการโทรทัศน์ตายหมู่!

โตมาในครอบครัว “กัลป์จาฤก” ทำให้ คุณเต้ "ต้องทำ" หรือเพราะ "อยากทำ" งานตรงนี้จริงๆ

"อยากทำอยู่แล้ว และโชคดีที่ทุกคนในครอบครัวเต้อยากทำกันหมดเลย น้องๆ แฮปปี้ที่จะทำ คุณพ่อ (จาฤก กัลย์จาฤก) ไม่เคยบังคับแต่ว่าเราชอบและอยากทำเอง จริงๆ ตอนเด็กเริ่มจากการเป็นนักแสดงนะ ตั้งแต่เกิดได้ 20 วัน เป็นไตเติ้ลของละครเรื่องบาปบริสุทธิ์ แล้วก็เล่นละคร เล่นหนังกาเหว่าที่บางเพลง ล่าสุด ละครเรื่องกษัตริยา ก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศก็ได้ร้องเพลงประกอบละคร ส่วนใหญ่จะเป็นแนวศิลปะบันเทิง (ยิ้ม)

แต่ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งร้องเพลงแล้วคุณพ่อก็เปิดบริษัท อาร์ทีมีส เรคคอร์ด เป็นค่ายเพลง เราก็ได้บริหาร ศิลปินมีฮิวโก้ จุลจักร แต่สุดท้ายต้องกลับไปอยู่เมืองนอกหลังเรียนจบที่จุฬาฯ ก็เลยปิดบริษัทไปไม่ทำต่อเหลือแค่ทำเพลงละครบ้าง

มีช่วงที่ต้องกลับเมืองไทยตอนคุณลุงเสียชีวิต (สิทธานต์ กัลย์จาฤก) พอกลับมาคุณพ่อก็มาคุยว่า ถึงเวลาทำงานแล้วมั้ย ก็เลยตัดสินใจอยู่ ตั้งแต่วันนั้น ก็ 8 ปีแล้วที่อยู่เมืองไทยตลอด วันนั้นแม้แต่กระเป๋าก็ไม่ได้กลับไปเก็บ"

เปิดรับความเปลี่ยนแปลง ประกาศให้รู้ว่ากันตนามีดี
บทบาทการเป็นนักแสดงกันตนา
ร่วมแสดงกษัติยา

พร้อมหรือเปล่าตอนนั้นที่คุณพ่อบอกว่าถึงเวลาแล้ว

"คุณพ่อไม่ได้บอกนะว่าต้องกลับมา แค่ถามว่ากลับมาได้แล้วมั้ย เพราะเต้อยู่ต่างประเทศก็อยู่ไปเรื่อยๆ เอาจริงๆ ก็เกเรแหละ เรารู้สึกไม่ชอบอยู่ที่นี่เท่าไหร่ เราอยู่ที่นู่นแล้วสบายกว่า ไปอยู่ 2 ปีไม่ได้คิดจะกลับมาด้วยซ้ำ คิดว่าจะอยู่ที่นู่นตลอด ไม่คิดว่าจะต้องกลับมาทำงานตรงนี้ด้วย เพราะเราเคยรู้สึกไม่โอเคที่เคยร้องเพลงแล้วคนว่าเรา ว่าถ้าไม่ใช่ลูกหลานกันตนาก็ร้องไม่ได้หรอก ตอนนั้นคิดว่าตายละฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้นเหรอ (หัวเราะ)

แต่ไม่ใช่ว่าไม่ชอบการโดนวิจารณ์นะ ชิน! (ยิ้ม) เราโตมากับการเป็นครอบครัวสาธารณะ แต่! ถ้าเลือกได้อย่ามายุ่งกับฉันเลย (หัวเราะ) แต่กลับมานี่ก็ไม่ได้รู้สึกนะว่าโดนบังคับให้ทำ เพราะบังคับไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราโตแล้วไงและก็อิ่มแล้วกับการใช้ชีวิตอิสระ ส่วนเรื่องการโดนวิพากษ์วิจารณ์ ณ วันนี้เราพร้อมแล้ว โตขึ้น วิจารณ์มาเลย พร้อม! เต้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่เด็ก ถ้าจะทำอะไรทำเลย แล้วต้องทำให้ดีด้วย"

เรื่องใหญ่เหมือนกันนะสำหรับวัยรุ่นรักอิสระคนหนึ่งที่ต้องกลับมาเป็นผู้บริหารบันเทิงยักษ์และต้องไปให้รอด

"เรื่องใหญ่มั้ยเหรอ ไม่รู้สิ แต่เต้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเรามีความรู้สึกว่าคุณพ่อ คุณอา ก็ยังอยู่ ผู้บริหารอยู่รอบตัวเรา และก็เป็นครอบครัวเราหมดเลย เราโตมาเราเห็นว่าพี่ๆ น้องๆ ทีมงานที่นี่ก็อยู่กับเรามาตั้งนานแล้ว เราคิดว่าเราไม่เคยทิ้งใคร และเขาก็ไม่ทิ้งเรา กลัวอะไรละ เรามีทั้งครอบครัวและทีมงานคอยซัพพอร์ตอยู่ เราแค่ทำในส่วนของเราให้ดีที่สุดและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ

อีกอย่างคุณพ่อไม่ได้เริ่มจากให้เต้เป็นผู้บริหารนะ คุณพ่อให้เต้เป็นผู้ติดตามเขาก่อน เต้ได้ค่อยๆ เรียนรู้งานทีละอย่างๆ ปีไหนอะไรสำคัญคุณพ่อก็ส่งไปดู หนังแอนิเมชั่น ทีวีดาวเทียม คุณพ่อก็ส่งไปดู ตอนนี้ทีวีดิจิตอลมาคุณพ่อก็ส่งมาดูคอนเทนต์ จนเราคิดว่าตอนนี้เราเจอละสิ่งที่ทำได้และสนุกกับมัน

ซึ่งก็คือการดูคอนเทนต์ในสายทีวี แต่ถ้าถามว่าทำได้ดีหรือเปล่า เต้ตอบไม่ได้ ต้องให้พี่ๆ ทีมงานและคนดูตัดสินละกัน แต่เราแค่รู้สึกว่าเราทำได้ และคิดว่าชีวิตนี้ทำเป็นอยู่อย่างเดียวด้วย (หัวเราะ)"

คนดูสมัยนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว
การปรับตัวให้การทำงานกับผู้ใหญ่ต้องใช้เวลา

จำงานชิ้นแรกได้หรือเปล่า
"ทำราชการสัมพันธ์ (หัวเราะ) ของยากเลย แต่ชอบนะ เป็นคนชอบคุยกับผู้ใหญ่ เพราะคุยกับคนวัยเดียวกันไม่รู้เรื่อง ตรงนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะมากๆ รู้จักคิดงาน ทำแผนงานเตรียมขายลูกค้า เรียนรู้ที่จะเก็บตังค์ คุณพ่อสอนให้ไม่ดีใจจนกว่าจะเก็บตังค์ได้หมด (หัวเราะ) เวลาขายงานได้คุณพ่อจะบอกตลอดว่าอย่าเพิ่งดีใจ ขายได้ไม่ได้แปลว่าสำเร็จ ปิดจ๊อบคือการที่เก็บตังค์ได้ครบ โปรเจกต์แรกที่ภูมิใจมากเป็นสารคดีชื่อ ล้นเกล้าของชาวไทย

หลังจากนั้นคุณพ่อก็ให้บินไปเมืองคานส์ คานส์จะมีส่วนที่เกี่ยวกับวงการทีวีด้วย ตั้งแต่นั้นก็รับผิดชอบจุดนี้ เราเริ่มซื้อขายรายการเป็น เริ่มสะสมรายการต่างๆ เยอะขึ้นเรื่อยๆ"

ด้วยความที่เราเป็นเจเนเรชั่นใหม่ การปรับตัวกับผู้บริหารเจเนเรชั่นก่อนหน้าต้องทำเยอะมั้ย

"เยอะมาก กว่าจะมาถึงวันนี้ก็เป็นเรื่องเป็นราวมาก เพราะพี่ๆ ทีมงานเขาก็ทำแบบนี้มานานแล้ว เขาไม่เห็นจะเสียหายอะไร ซึ่งก็จริงเพราะที่พี่ๆ เขาทำมาก็สร้างให้เต้มีกินมีใช้จนทุกวันนี้ แต่เต้มีความรู้สึกว่าเราต้องปรับตัว ทำไมกันตนาถึงได้ถูกมองว่าเชย ทำอะไรบ้านๆ เป็นอย่างเดียว ทั้งที่เราฮอลลีวูดไปถึงไหนแล้ว ไม่เคยมีใครสนใจ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ แต่ก่อนกันตนาเคยครองใจวัยรุ่น ละครตอนเย็น กว่าจะสวมหมวกขาว สายฟ้าสลาตัน แล้วสิ่งเหล่านี้หายไปไหน เต้ไม่ได้โทษอะไรใครนะ เพราะมียุคหนึ่งต้องยอมรับว่ากันตนาขยายงานเยอะมาก จนลืมตรงจุดนี้ไป"

เริ่มต้นจากการทำงานยากและเรียนรู้
วิสัยทัศน์ที่ทันสมัยคือสิ่งสำคัญ

แล้วเรามาเติมตรงไหน

"ไม่รู้ว่าเติมตรงไหน แค่รู้ว่าอะไรที่ทำอยู่ทำไป แต่ถ้าอยากปรับตรงไหนจะบอก เช่นรายการทีเด็ดลูกหนี้ ไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่เราหาฉากที่ดี มีพิธีกรอีกลุคหนึ่ง วงการของเรามันคือภาพและเสียง เพราะฉะนั้นภาพมันต้องน่าดู ถ้าภาพและเสียงออกไปแบบเดิมคนก็จะเห็นแบบเดิม"

ทำไม คุณเต้ เน้นซื้อรายการจากต่างประเทศ

"ก่อนอื่นเลยรายการพวกนี้จะมีแบบแผนมาเลยว่าต้องทำยังไง เราเอาข้อตกลงกับต่างประเทศให้ผู้ใหญ่และพี่ๆ ดูเลยว่านี่ไงเขาให้ทำอย่างนี้ อย่าเปลี่ยนนะต่างประเทศดูคุณภาพอยู่ (หัวเราะ) เราต้องมีกุศโลบายกันบ้าง เพื่อให้เขาไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายผลงานที่ออกมาก็บอกให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเราทำได้นะ ไม่จำเป็นต้องทำละครแบบเดิม ทำแบบใหม่อย่างกอสซิปเกิร์ล ทีมงานชุดเดียวกัน งบประมาณเท่ากัน มันก็ออกมาอีกแบบได้ แล้วเสียงตอบรับก็ดีด้วย ไม่ได้มีใครต้องเสียหายอะไรเลย"

ยากหรือเปล่า เราเป็นเด็กต้องทำงานกับผู้ใหญ่
"ยาก! เพราะเขาไม่ได้ยอมรับเราแต่แรกอยู่แล้วมาแรกๆ บุคลิกก็ดูเป็นแบบนี้ สองฝีมือก็ยังไม่ได้พิสูจน์ เต้ไม่ใช่คนน่ารักอยู่แล้ว แต่เป็นคนตรง ไม่ชอบอะไรพูดเลย อยากได้อะไรจะเอา เอาแต่ใจตัวเองประมาณนึง แต่เราฟังนะ ถ้าทำไม่ได้ ก็บอกเหตุผลเรามา ถ้าเหตุผลรับได้เต้จบ เรามาหาวิธีใหม่ทำกันนะ แค่นั้นเอง คนไทยจะอ้อมและแค้น แต่เต้ไม่เป็นไง แรกๆ ก็มีไม่เข้าใจบ้าง แต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจว่าเต้ไม่ได้ต้องการอะไร เราแค่ต้องการทำให้มันออกมาดีเท่านั้นเอง"

กับน้องๆ ทายาทกันตนาเจเนเรชั่น 3

อนาคตต่อไปของกันตนาจะมีอะไรมาให้เห็นกันอีก
"เอาเฉพาะส่วนเต้นะ คอนเทนต์ก็มีใหม่ๆ มาให้ดูเรื่อยๆ ละครก็ทำอยู่ ละครปกตินะที่ไม่ใช่เป็นซีรีส์นะ กอสซิปเกิร์ลซีซั่น 2 เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซั่น 3 ก็มีแน่ๆ แล้วก็มีรายการใหม่ที่เพิ่งไปซื้อมา แต่ยังไม่บอกว่ารายการอะไร แต่มั่นใจว่ารายการนี้เต้ได้ดูแล้วบอกเลยว่าน่าจะไปได้ดีอีกรายการหนึ่ง น่าจะปีหน้าได้เห็นกัน"

ในฐานะผู้บริหารยุคใหม่อยากเห็นวงการโทรทัศน์ไทยเป็นอย่างไร

"อย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงคือ พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไปแล้ว อยากให้คิดถึงว่าเจเรเนชั่นที่กำลังจะมาต่อไปเขามีพฤติกรรมในการชมโทรทัศน์อย่างไร สิ่งที่เต้พยายามจะทำกับกอสซิปหรือเดอะเฟซก็แล้วแต่ เต้ต้องการสร้างประสบการณ์ในการชมโทรทัศน์ ไม่ใช่ว่าให้ดูทีวีแต่หน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น คุณจะดูอะไรเวลาไหนเรื่องของคุณ แต่ในการชมแต่ละครั้งต้องมีประสบการณ์ร่วมด้วย คือให้คนดูมีส่วนร่วมกับเราให้มากที่สุด อย่างน้อยเขาต้องเม้าท์มอยได้ในขณะที่เขาดู เม้าท์เสร็จแล้วช่วยรับรู้ด้วยนะว่าเขาเม้าท์อยู่เพราะเขาชอบให้มีปฏิกิริยาตอบโต้ว่าเออเขาคุยด้วยแล้วมีคนคุยและเขาเป็นที่สนใจนะ อย่างตอนกอสซิปเกิร์ลเขาฟีดแบ็กอะไรมาเต้รื้อทำใหม่เลยเพราะว่าเราทำให้เขาดู ไม่ใช่ทำให้ตัวเองดู

ถ้าถามว่าอยากเห็นอะไรกับวงการโทรทัศน์ยุคใหม่ อันนี้ไม่รู้ว่าจะบอกว่าอยากเห็นอะไร แต่อยากเห็นว่าคนทำโทรทัศน์ทุกคนได้คำนึงถึงพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไปแล้วพวกเขากำลังจะเป็นเจเนเรชั่นต่อไป

ทุกวันนี้ทุกอย่างเร็วมากเลย แล้วโทรทัศน์ไทยยังมานั่งวัดเรตติ้งกันอยู่มันไม่ได้แล้ว ถามว่าเรตติ้งเดอะเฟซเยอะขนาดไหน ก็ไม่ได้ถล่มทลาย แต่ถามว่าทำไมเดอะเฟซถึงกลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคม (แต่เราต้องใช้เรตติ้งในการให้ลูกค้าซื้อโฆษณา) นี่ไงสิ่งที่อยากจะพูด อยากจะพูดตรงๆ (ยิ้ม) อยากให้คิดถึงพฤติกรรมคนดูกันก่อนมั้ย แล้วคิดหาวิธีการวัดเรตติ้งกันใหม่มั้ย ผู้ใหญ่เข้าใจแล้วหรือยัง ถ้าคิดกันแบบเดิมวงการโทรทัศน์ตายหมู่เลยนะ เรียกว่าสังหารหมู่เลย เพราะถ้ามัวคิดเรื่องตัวเลขเรตติ้งกันอยู่ ก็ต้องทำให้ตัวเลขมันมีเยอะๆ เข้าไว้กันอยู่อย่างนี้ แล้วคำถามคือมันยังวัดอย่างนั้นได้อยู่จริงหรือเปล่า

สิ่งที่อยากเห็นคือวงการโทรทัศน์เราคิดหาวิธีวัดกันอย่างไรที่ไม่ต้องพึ่งพิงแต่เรตติ้งอย่างเดียว ซึ่ง ณ วันนี้เรตติ้งมันไม่ใช่แล้ว ถ้าเกิดยังคิดแบบเอาเรตติ้งเป็นตัววัดมันก็จะลำบากกันหมด

ตอนนี้เต้ว่ามันไม่มีไพรม์ไทม์แล้วนะ จะเป็นเวลาอะไรก็ได้ เต้ถึงไม่สนใจไงว่ารายการได้อยู่ดึก อย่างกอสซิปเกิร์ลถ้าอยากดูเดี๋ยวเขาหาดูเอง บางทีสมัยนี้ช่องไหนเวลาอะไรคนดูเขาไม่รู้กันหรอกนะ เดี๋ยวเขาหาดูกันเอง นี่แหละคือที่อยากเห็นว่าเรามีวิธีการที่คิดกันแบบไหนได้บ้าง โดยไม่ต้องพึ่งเรตติ้ง แล้วให้คนดูมีส่วนร่วมมากที่สุดในการชมโทรทัศน์ให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของ ใครทำได้ชนะ! แล้วถ้าทำอย่างนี้วงการโทรทัศน์บ้านเราจะชนะกันทั้งหมด ประเทศอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้ว เพราะฉะนั้นคนในวงการโทรทัศน์ไทยต้องช่วยกันทำ"

Gossip Girl Thailand ผลงานที่ภูมิใจ
The Face Thailand ผลงานสร้างชื่อและการยอมรับ
รับฟีดแบ็กจากผู้ชมพร้อมเปลี่ยนทันที

หากคิดและพิจารณาแล้วคงจริงตามที่คลื่นลูกใหม่ "กันตนา" คนนี้ว่า หาก "เรตติ้ง" ยังเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตโทรทัศน์ไทย กี่ปีกี่ชาติหน้าจอแก้วก็คงวนเวียนอยู่ที่กงล้อเดิมๆ ต่อให้มีร้อยพันช่องดิจิตอล ทุกช่องก็คงต้องวิ่งสู่จุดเดิมที่เคยเป็นมาเพื่อความอยู่รอด!

กล้าคิด กล้าพูด! นี่ละตัวตน "เต้ กันตนา".

อยากให้ทุกคนในวงการโทรทัศน์ไทยช่วยกัน

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    41.4%
  • ไม่ชอบ
    51.3%
  • สนุก
    2.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    1.3%
  • ให้กำลังใจ
    3.9%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement