กรธ. เปิดคำขอแก้ ร่าง รธน. ของ ครม.16 ข้อ ไม่เห็นด้วย แยกศาล รธน. - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

กรธ. เปิดคำขอแก้ ร่าง รธน. ของ ครม.16 ข้อ ไม่เห็นด้วย แยกศาล รธน.

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 18:43
781 ครั้ง


กรธ. เปิดคำขอแก้ไข ร่าง รธน. ของ ครม.16 ข้อ ฮือฮา! ขอประชาธิปไตยครึ่งใบ หลัง รธน.ประกาศใช้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และความเป็นความตาย อ้าง ป้องกันความวุ่นวาย-คนไทยฆ่ากันเอง พร้อมเดินหน้าปฏิรูป-ปรองดองไม่ให้สะดุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 59 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แจกเอกสาร ข้อเสนอและความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ครม. ตามที่หนังสือ นร. 0404/1625 ลงนามโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี โดยฝ่ายเลขานุการ ประธาน กรธ. ได้รับเรื่อง เลขรับ 110/59 วันที่ 15 ก.พ. 59 เวลา 16.21 น. โดยมีรายละเอียดจำนวน 7 หน้า ครม. ได้แสดงความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา จำนวน 16 ข้อ อาทิ ข้อ 4 ในมาตรา 48 กระทรวงกลาโหมและรองนายกฯ หลายท่านได้แสดงความเห็นมาว่า มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญปี 50 น่าจะมีความเหมาะสมกว่า และควรแก้ไขใหม่ให้ครอบคลุมภารกิจที่ต้องใช้การทหาร โดยเปลี่ยนเป็น รัฐต้องจัดให้มีการทหารที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อแสดงว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ มาตรา 139 วรรคสอง ที่เกี่ยวกับในกรณีที่ ส.ส. ส.ว.และ กมธ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในการใช้งบประมาณรายจ่ายจะกระทำมิได้ ซึ่งร่างของ กรธ. ยังขาดความชัดเจนเพียงพอในการใช้บังคับ เพราะหากตีความเคร่งครัด ส.ส. ส.ว. และ กมธ. ย่อมไม่สามารถเข้ามามีส่วนในการใช้งบประมาณไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมได้เลย

รวมทั้งมาตรา 139 วรรคสาม ที่บัญญัติความรับผิดของ ครม. กรณีมีการฝ่าฝืนบทบัญญัติฝนวรรคสอง ”กรณีที่ ครม.เป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการ” ให้ ครม.พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น หากมีการตีความการมีส่วนร่วมทางตรงหรือทางอ้อมการใช้งบฯ ครม. แต่ละคนซึ่งมีสถานะเป็น ส.ส. จะไม่สามารถเสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายได้เลย ให้แก่ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นๆ ทั้งที่เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่อกระบวนการงบประมาณได้

มาตรา 190 เสนอให้คดีทุจริตของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ต้องพิจารณาในศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ไม่ควรจัดให้มีศาลเดียว ควรแก้ให้การอุทธรณ์เป็นสิทธิในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อเป็นระบบสองศาล ครม. ยังไม่เห็นด้วยกับการแยกศาลรัฐธรรมนูญออกมาไว้ในหมวด 11 ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 แม้จะมีเหตุผลอยู่ แต่ก็ไม่มีเหตุผลหนักแน่นพอ ตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า ไปเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งก่อให้เกิดการโต้แย้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นศาลตามหมวด 10 และมาตรา 3 ในบททั่วไป ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา ครม. และศาลหรือไม่ และควรแก้ไขเรื่องอายุของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากไม่เกิน 75 ปี ให้กลับมาเป็นไม่เกิน 70 ปีดังเดิม

มาตรา 268 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นว่า การกำหนดให้นำลำดับอาวุโสในการแต่งตั้งโยกย้ายให้กำหนดใช้ลำดับอาวุโส เห็นเพียงเป็นมิติหนึ่งของตำรวจและการปฏิรูปควรทำทั้งระบบ และจะขัดกับหลักการกิจการที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ เพราะอาจต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ สมรรถนะสุขภาพและอื่นๆ โดยอ้างคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด อ.542/2557 ลงวันที่ 22 ต.ค. 2557 การแต่งตั้งไม่อาจใช้หลักอาวุโสอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ครม.เห็นด้วยกับการปฏิรูปให้แยกออกมาเป็นการเฉพาะ และอาจ ระบุ หัวข้อที่ควรปฏิรูป และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการ ครม.ยังเสนอความเห็นต่อว่า ควรกำหนดบทเฉพาะกาล กำหนดการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับโรดแม็ปของ คสช. คือ ภายในปี 2560 เดือน ก.ค. เป็นต้นไป และเห็นว่า กรณีที่ให้ กรธ.จัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นรวม 10 ฉบับ เห็นว่า จะทำให้การเลือกตั้งช้าออกไป โดยเสนอให้ กรธ.ทำเฉพาะกฎหมายที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งและการจัดการให้มี ส.ว. จนแล้วเสร็จ

ข้อเสนอสุดท้ายของ ครม. มองว่า ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมาก เป็นความไม่วางใจและไม่แน่ใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ อาจทำให้บ้านเมืองเกิดความโกลาหล ขัดแย้งและไม่สงบเรียบร้อย เข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลวดังเช่น ก่อน พ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีก ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาทิ ปัญหาการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และคุณธรรมของคนในชาติ ประเทศตกอยู่วังวนแห่งการสู้รบ และปัญหาอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดิน การสร้างความสามัคคีปรองดองและการปฏิรูปประเทศสะดุดล้มเหลว ซึ่งถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ และความเป็นความตายของประเทศ

ครม. จึงเห็นว่า หากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนาน โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่ง เสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานการปกครองของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ส.ส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้รัฐธรรมนูญในระยะต่อไปซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลและเป็นไปตาม ระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้ น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนและนานาชาติได้.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    91.7%
  • ไม่ชอบ
    8.3%
  • สนุก
    0.0%
  • ประหลาดใจ
    0.0%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement