อธิบดีดีเอสไอแจงยิบ รถเบนซ์สมเด็จช่วง ผิดตั้งแต่ต้น เข้าข่ายถูกดำเนินคดีหลายคน - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

อธิบดีดีเอสไอแจงยิบ รถเบนซ์สมเด็จช่วง ผิดตั้งแต่ต้น เข้าข่ายถูกดำเนินคดีหลายคน

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 11:13
14,898 ครั้ง


อธิบดีดีเอสไอ ชี้รถเบนซ์ในความครอบครองสมเด็จช่วง ผิดหลายขั้นตอนตั้งแต่การนำเข้า จดประกอบ ปลอมลายมือชื่อในใบเสร็จฯ แยกชิ้นส่วนส่งมา ผิดกฎหมายหลายบท มีผู้เกี่ยวข้องหลายคน เป็นการกระทำผิดอาญาเป็นขบวนการ เข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ...    

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลตรวจสอบรถยนต์เบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นผู้ครอบครอง

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอได้รับเรื่องเป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2556 กระทั่งในปี 2558 มีคนร้องเรียนว่ารถคันดังกล่าวนำเข้าโดยผิดกฎหมาย จึงไปตรวจสอบที่วัดปากน้ำ 2 ครั้ง และได้เอกสารมา พบว่า แต่ละขั้นตอนมีความผิด ตั้งแต่การนำเข้า มีการแบ่งแยกชิ้นส่วนมา อุปกรณ์ส่วนควบ ตรวจสอบไม่ได้ว่ามีการนำเข้ามาจริง โดยรถดังกล่าวเป็นรถคลาสสิก ประกอบในปี 1953

"ดีเอสไอเห็นว่ามีความผิด 4 ขั้นตอน ทั้งการนำเข้า จดประกอบรถไม่มีใบอนุญาต ปลอมลายมือใบเสร็จรับเงินชำระภาษีจดทะเบียน และการถูกส่งมาจากสหรัฐฯ ถูกแยกมาระหว่างตัวถังกับเครื่องยนต์ โดยตัวถัง เครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนควบ จดประกอบ และแจ้งสรรพากร ใช้เอกสารปลอมทั้งหมด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ น่าจะเข้าข่ายความผิดกฎหมายหลายเรื่อง ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากร และ พ.ร.บ.สรรพสามิต แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นการกระทำผิดทางอาญากระทำผิดเป็นขบวนการ มีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ"



นอกจากนี้ อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใดๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น

"เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดังนั้น จึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป" พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าว

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า กระบวนการตรวจสอบรถที่นำเข้ามาจากอเมริกาจนถึงอุตสาหกรรมที่ใช้จดประกอบใช้เอกสารปลอมเกือบทั้งหมด แต่ยืนยันว่า จะตรวจสอบเฉพาะในแง่ของกฎหมาย ที่มีคนมาร้องเรียนเท่านั้น และหลังจากนี้ ยังต้องหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อสืบสวนต่อไป

ด้าน พระพุทธะอิสระ หรือพระสุวิทย์ ธีรธัมโม เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กล่าวถึงประเด็นดังกล่าว ว่า มองเป็น 2 นัย คือ นัยกฎหมาย คือ ผิดในวัตถุ ที่จดประกอบโดยมิชอบ ส่วนนัยที่ 2 คือ เรื่องพระธรรมวินัย ซึ่งต้องดูพฤติกรรมและเจตนา ที่รับเอาสิ่งที่ผิดกฎหมายเข้ามา ซึ่งต้องดูว่าสมเด็จช่วงจะคืนรถที่ผิดกฎหมายให้แก่หลวงหรือไม่ ถ้ารู้ว่าผิด แต่รถยังจอดอยู่ในวัด ก็ชัดเจน เข้าข่ายปาราชิก แต่ถ้ารีบคืน รีบสละให้แก่หลวง ก็จะถือว่าพฤติกรรมไม่ส่อเจตนา เรียกว่าไม่ครบองค์ประกอบความผิดวินัย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรเลย ต้องดูก่อนว่าสมเด็จช่วงจะทำอย่างไรต่อ ซึ่งทั้งหมดพูดในประเด็นพระธรรมวินัย ส่วนประเด็นกฎหมายบ้านเมืองต้องติดตามอีกครั้ง

ทางฝ่าย ลูกศิษย์ของสมเด็จช่วง กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า อยากฝากถึงดีเอสไอ ให้มองถึงเจตนาสมเด็จช่วง ว่า ทำไปเพราะอะไร ให้มองเรื่องคุณงามความดี สิ่งที่ทำให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธามากกว่าที่จะมามองในส่วนที่ ว่ารถได้มาโดยมิชอบหรือไม่

สำหรับปมการครอบครองรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จช่วง เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2556 จากเหตุการณ์ไฟไหม้รถหรูระหว่างขนย้ายที่ปากช่อง กระทั่งเดือนก.พ. 2558 มีผู้ยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าการทำคดีของดีเอสไอ ผลการตรวจสอบคดีการครอบครองรถหรูของสมเด็จช่วง ระบุ รถดังกล่าว ทั้งตัวถัง-เครื่องยนต์-อุปกรณ์ส่วนควบ-จดประกอบ-แจ้งสรรพากร มีการใช้เอกสารปลอมทั้งหมด ขณะที่อู่รถยนต์ประกอบรถ ไม่มีใบอนุญาตประกอบรถ ส่วนผู้ถวายรถดังกล่าวให้ยอมรับ กับพนักงานสอบสวนแล้วว่า เป็นผู้ถวายจริงแต่ต้องรอสอบเรื่องเจตนาของสมเด็จช่วงว่า รู้หรือไม่ว่าเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามาไม่ถูกกฎหมาย.

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    47.1%
  • ไม่ชอบ
    20.9%
  • สนุก
    3.8%
  • ประหลาดใจ
    22.1%
  • เสียใจ
    3.9%
  • ให้กำลังใจ
    2.1%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement