กำนัน-ผญบ.จับมือ บี้ร่างรธน.ชัดเจน หมวดปค.ท้องถิ่น - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

กำนัน-ผญบ.จับมือ บี้ร่างรธน.ชัดเจน หมวดปค.ท้องถิ่น

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2559 07:10
4,385 ครั้ง


สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ยื่นหนังสือตามนัด จี้ กรธ.เขียนร่าง รธน. ให้ชัดหมวด การปกครองส่วนท้องถิ่นอำนาจหน้าที่และแผนงาน ขู่ร่วมคว่ำประชามติหากถูกเมินข้อเสนอ ขณะที่หลายจังหวัดตบเท้ายื่นหนังสือให้ผู้ว่าฯกันครึกโครม “ปนัดดา” ปลอบไม่มีใครคิดยกเลิกกำนัน-ผญบ. แต่ มท.1 สวมบทขึงขังขู่กลับ นัดชุมนุมเสี่ยงผิด ก.ม. พร้อมกระตุกสำนึกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอย่าทำเสียเอง สารพัดแม่น้ำประสานเสียง ก.ม.ยุทธศาสตร์ชาติไม่ซุกซ่อน คปป.-ครอบงำรัฐบาลใหม่ “มาร์ค” จี้ทบทวนสร้างขัดแย้งรอบใหม่ กำหนดแผน 20 ปีไม่สอดรับสถานการณ์ยุคดิจิตอล นายกฯจบภารกิจประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ เสนอตัวให้ไทยเป็นผู้ดูแลสินค้าเกษตรในอาเซียน ขณะที่สหรัฐฯยังสแกนไทยกลับสู่เวที ปชต. ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง “มาร์ค-เทือก” คดีสลายชุมนุม 53 ชี้ทำตามหน้าที่ไม่มีเจตนาส่วนตัว “ยิ่งลักษณ์” ขึ้นศาลสืบพยานนัด 2 กำลังใจล้น

ข้อเสนอปรับแต่งแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังยกร่างอยู่ ยังทยอยส่งเข้ามาต่อเนื่อง โดยบางส่วนยื่นข้อเสนอแกมข่มขู่ ล่าสุด สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย ได้มายื่นหนังสือต่อ กรธ.เพื่อขอให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มความชัดเจนในหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมมีการเคลื่อนไหวพร้อมกันทั่วประเทศตามที่นัดหมายไว้ ขณะที่ รมว.มหาดไทยเตือนอย่าชุมนุมล้ำเส้นกฎหมาย

กรธ.รับข้อเสนอปรับแก้ของ ครม.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุมเพื่อปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญตามข้อเสนอแนะเป็นรายมาตรา นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมว่า ได้รับความเห็นของ ครม.ที่ส่งมาแล้ว แต่ยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ต้องรอให้ที่ประชุมกรธ.เห็นทั้งหมดก่อน ส่วนข่าวที่ระบุว่า กรธ.เตรียมทำหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อขอความชัดเจนข้อเสนอการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้น ยังไม่ทราบ และไม่รู้ว่าใครพูด เมื่อถามถึงกับข้อเสนอนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ที่ส่งมายัง กรธ. นายมีชัยตอบว่า เห็นแล้ว ไม่มีอะไร ข้อเสนอนี้คล้ายที่เคยเสนอมาแล้วสมัยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า นายธานินทร์ห่วงการให้คนนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการตุลาการ จะเปิดทางให้เกิดการแทรกแซงได้ นายมีชัยตอบว่า ไม่ทราบที่ กรธ.เขียนไว้เพื่อให้ผู้พิพากษาเลือกกันเอง แต่เมื่อองคมนตรีท้วงติงมา ก็ต้องกลับไปดู จะตัดทิ้งเลยหรือไม่นั้น ขอไปหารือกับที่ประชุม กรธ.และไปคุยกับบรรดาผู้พิพากษาก่อน

เสนอ ม.7 ไว้ในบททั่วไปตามเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อเสนอของ ครม.ที่ส่งมายัง กรธ. นายมีชัยได้แจ้งรายละเอียดเบื้องต้นให้กับ กรธ.พิจารณาแล้ว โดยมีทั้งข้อซักถามและข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเป็นรายมาตรา อาทิ มาตรา 24 ว่าด้วยการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์หรือองค์รัชทายาท มีบทบัญญัติเปิดให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณสามารถปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนได้ระหว่างที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ ครม.สงสัยคำว่า ผู้ซึ่ง ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นจะครอบคลุมถึง ครม.ด้วยหรือไม่ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ กรธ.ย้ายไปไว้ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญ ครม.เสนอให้นำกลับบัญญัติไว้ในบททั่วไปเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ยกเนื้อหามาอภิปรายและแสดงความเห็น ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใดๆ

คสช.หารือแล้วไม่ต้องส่งความเห็น

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. เปิดเผยถึงกรณีที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้รับความเห็นจาก คสช.ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธาน ได้หารือถึงร่างรัฐธรรมนูญประเด็นต่างๆร่วมกันแล้ว ถือเป็นการบูรณาการความเห็นร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ คสช. โดยรัฐบาลได้ส่งข้อเสนอไปให้ กรธ.แล้ว จึงไม่เกี่ยวกับที่มีการตั้งประเด็นว่า คสช.ไม่ส่งข้อเสนอเพราะเกรงจะถูกโจมตีว่าเป็นการชี้นำ

พลังชลแนะองค์กรอิสระยึดโยง ปชช.

นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของภาคส่วนต่างๆ กรธ.ควรรับฟังแล้วนำมาใช้ประโยชน์ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย มิฉะนั้นคงผ่านประชามติยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะเกิดความเสียหาย และประเทศก็จะเสียเวลาและโอกาสในการพัฒนา ส่วนตัวอยากให้ กรธ.ให้ความสำคัญกับที่มาขององค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ต้องมีมาตรฐาน ยึดโยงกับประชาชน ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับการยอมรับ ส่วนกรณีที่จะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ประเทศในระยะยาวนั้น เห็นด้วย แต่ผู้ที่จะมาทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์นั้น ต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่เป็นเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วมีผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา แบบนั้นถือว่าเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ของประชาชน

กกต.ปัดจ้องฟันคนคว่ำประชามติ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการจัดงาน กกต.พบสื่อปี 2559 โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.และ กกต.ทั้ง 4 คน ร่วมงานพร้อมเพรียง นายศุภชัยกล่าวว่า ภารกิจสำคัญอันใกล้ที่ กกต.ต้องรับผิดชอบ คือดำเนินการจัดให้มีประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบร่วมกันได้เห็นชอบให้จัดประชามติก่อนหรือหลัง 31 ก.ค. ภายใต้แนวคิด 3 ป. ประชาชนสะดวก ประชามติเที่ยงธรรม ประชาธิปไตยมีคุณภาพ

นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติกล่าวว่า การจัดทำประชามติครั้งนี้ใช้งบฯค่อนข้างสูงกว่า 3,000 ล้านบาท กกต.จึงตระหนักและระวังอย่างยิ่งว่าเงินจะไม่ละลายน้ำ ส่วนการออกกฎหมายเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ที่โทษต้องเพิ่มสูงอีกนั้น เพื่อคุ้มครองให้ประชามติเดินหน้าไปได้ ไม่ใช่การปราบปรามคนเห็นต่าง เพียงแต่ต้องเห็นต่างบนความถูกต้อง เห็นต่างแบบผู้ดี ถ้าไม่มีการคุ้มครองอย่างนี้ สิ่งที่เราจะสูญเสียคือเงินถึง 3,000-4,000 ล้านบาท

ลั่นโลกได้เห็นประชามติเป็นกลาง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า กกต.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ไปให้ ครม.แล้วเมื่อวันที่ 16 ก.พ. จากนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะออกเป็น พ.ร.บ. พ.ร.ก. หรืออาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เราต้องทำให้ชาวโลกเห็นว่าประชามติเป็นกลาง ไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ กกต.ได้ออกแบบให้องค์กรที่ประสงค์รณรงค์มาจดแจ้งการรณรงค์ กิจกรรมเป็นอย่างไร ส่งตัวแทนเข้ามาจัดเวทีอภิปรายกับเราผ่านทีวีประมาณ 10 ครั้ง เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน เราจะพิมพ์รัฐธรรมนูญฉบับเต็ม 1.2 ล้านเล่ม เอกสารสรุปสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 20 หน้า 6 ล้านเล่ม และสรุปย่อสาระสำคัญ 17 ล้านเล่ม ตัวเลขงบประมาณขณะนี้อยู่ที่ 170 ล้านบาท จากเดิม 800 ล้านบาท เปิดซองมาอาจจะต่ำกว่านั้น แต่เราก็ขอรัฐบาล 200 ล้านบาท ที่เหลือ 30 ล้านบาท อาจพิมพ์เพิ่มเติม ส่งถึงทุกครัวเรือนที่มีสิทธิลงประชามติ เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญทั่วถึง นายสมชัยตอบว่า ให้อ่านได้ทุกรูปแบบ จัดพิมพ์เอกสาร จัดทำเว็บไซต์ดาวน์โหลดรัฐธรรมนูญ ทำแอพผ่านมือถือ กระบวนการแจกจ่ายอาศัยทุกเครือข่ายที่นำไปสู่ประชาชน ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตย 7 หมื่นคน นำข่าวสารไปสู่ประชาชน รด.เครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน สถานการศึกษา ก็จะเป็นแหล่งกระจายข้อมูลโดยร่วมมือกัน

กำนัน–ผญบ.มาตามนัดกดดัน กรธ.

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประมาณ 100 คน เข้ายื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. เพื่อขอให้ปรับปรุงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญตามที่นัดหมายไว้ก่อนหน้านี้ โดยนายยงยศกล่าวว่า สมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นห่วงร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้บัญญัติเรื่องการปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคไว้ในเนื้อหาเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้รัฐต้องจัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น สมาคมฯขอให้ กรธ.พิจารณาเพิ่มเติมบทบัญญัติดังต่อไปนี้คือ รัฐต้องดำเนินนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน จัดระบบบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นให้มีขอบเขตอำนาจ หน้าที่และความรับผิดชอบที่ชัดเจน เหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ สนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดไว้ในหมวดว่าด้วยหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม ส่วนจะบัญญัติให้อยู่ในมาตราใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กรธ.

ขู่คว่ำประชามติถ้าข้อเสนอถูกเมิน

นายยงยศกล่าวว่า ข้อเรียกร้องของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องการให้ กรธ.เขียนถ้อยคำให้ชัดเจน โดยปราศจากการตีความอีกในอนาคต ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ กรธ.ไม่เขียนชัดเจนเพราะกลัวว่าในอนาคตกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะถูกยุบใช่หรือไม่ นายยงยศตอบว่า ส่วนตัวพร้อมที่จะทำหน้าที่อื่นใดก็ได้ แต่การธำรงไว้ซึ่งการปกครองในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ การนำนโยบายรัฐบาลลงไปจึงควรเขียนเนื้อหาให้ชัดเจน ที่ผ่านมา กำนัน ผู้ใหญ่บ้านออกไปให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญตลอดอยู่แล้ว หลังจากนี้สมาคมฯ เครือข่ายจะติดตามอย่างใกล้ชิด หากข้อเสนอไม่ได้รับการยอมรับก็ให้สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านติดตามการลงความเห็นของสมาคมฯว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

หลายจังหวัดยื่นหนังสือถึง ผวจ.

ส่วนความเคลื่อนไหวที่ต่างจังหวัด วันเดียวกัน มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านรวมตัวยื่นหนังสือหลายจังหวัด ที่ จ.นครราชสีมา นายศักดิ์ชัย ชาติพุดซา นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อ.เมืองนครราชสีมา และสมาชิกจาก 32 อำเภอ กว่า 50 คน ยื่นหนังสือผ่านนายวิเชียร จันทรโณทัย ผวจ.นครราชสีมา ส่วนที่ จ.อุบลราชธานี นายไมตรี คัธมาล ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดอุบลราชธานี นำสมาชิกกว่า 30 คน ยื่นหนังสือผ่านนายนิกร สุกใส รอง ผวจ.อุบลราชธานี โดยนายไมตรี คัธมาล กล่าวว่า ในหมวดที่ 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนกลางและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด จึงเรียกร้องให้เพิ่มเติมในส่วนนี้

ให้คงการปกครองส่วนภูมิภาคไว้

ที่ จ.เชียงใหม่ นายกมลศิษฐ์ โรจน์ธนวิภัช นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดเชียงใหม่พร้อมสมาชิกจาก 25 อำเภอ ประมาณ 250 คนเข้ายื่นหนังสือผ่านนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผวจ.เชียงใหม่ ระบุว่า เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้แม้แต่มาตราเดียว ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินไว้อย่างชัดเจน ตามด้วยนายเสริฐ เจริญดี นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดน่านและสมาชิกกว่า 100 คน เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านนายปรีชา โชติทวีวัฒน์ ปลัดจังหวัดน่าน เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องของการคงอยู่ของการปกครองส่วนภูมิภาค และนายบัญชา พุกนวน นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครสวรรค์ ยื่นหนังสือผ่านนายบรรลือ สง่าจิตร รอง ผวจ.นครสวรรค์ ที่ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช นายพัฒนา รัตนพันธ์ รองประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนครศรีธรรมราช ยื่นหนังสือเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายร่างรัฐธรรมนูญผ่านนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.นครศรีธรรมราช นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่เข้ายื่นหนังสือเสนอนายกรัฐมนตรีผ่าน ผวจ.ในแต่ละจังหวัด อาทิ หนองคาย สระแก้ว พังงา ปราจีนบุรีและนนทบุรี

ปลอบไม่มีใครยกเลิกกำนัน-ผญบ.

ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ขอให้ กรธ.ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวดการปกครองท้องถิ่น หากไม่แก้ไขจะรวมตัวกันคว่ำประชามติว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านที่ออกมาเคลื่อนไหวคงวิตกกันไปเอง ไม่มีใครจะไปยกเลิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ เป็นสถาบันที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 หลายอย่างอาจไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นจารีตประเพณีเขาคงไม่ยกเลิก อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่เป็นผู้บังคับบัญชา ไปทำความเข้าใจตรงนี้ด้วยเหตุด้วยผล ส่วนที่บอกว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญตอนทำประชามตินั้น เชื่อว่าเมื่อทำความเข้าใจกันได้แล้ว จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด

“บิ๊กป๊อก” ขู่กลับนัดชุมนุมเสี่ยงผิด ก.ม.

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ กรธ. ที่รัฐสภา เพื่อพิจารณาทบทวนร่างรัฐธรรมนูญหมวดการปกครองท้องถิ่น ว่าเรื่องดังกล่าวได้มอบหมายให้นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงแล้วว่าการเสนอแนะเกี่ยวกับข้อกฎหมายมีช่องทางที่จะนำเสนอได้ แต่การมารวมตัวชุมนุมกันอาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย และโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อยแต่กลับทำเสียเอง ดังนั้นต้องระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ไม่กังวลว่าจะมีกลุ่มอื่นๆใช้วิธีรวมตัวเพื่อชุมนุมในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่ควรทำเพราะจะให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นได้ ใครที่ต้องการเสนอข้อคิดเห็นขอให้ไปพูดในเวทีที่ควรพูดมากกว่าที่จะมาสร้างความวุ่นวาย มิเช่นนั้นสังคมจะอยู่ลำบาก และเชื่อว่าคนในสังคมก็เบื่อหน่าย

ยัน ก.ม.ยุทธศาสตร์ชาติไม่ซุก คปป.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมวิป 3 ฝ่าย คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ว่า ที่ประชุมไม่ได้หารือร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ของ สปท.คาดว่าประมาณ 2 สัปดาห์จะมีการส่งเรื่องมายังวิป 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณา สำหรับยุทธศาสตร์ชาติถือเป็นนโยบายรัฐบาล ในการขับเคลื่อนประเทศทุกด้านให้เป็นไปตามกรอบในระยะเวลา 5 ปี โดยจะพิจารณาควบคู่ไปกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่รัฐบาลตั้งขึ้น เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่า อาจมีการสอดแทรกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) มาด้วย นายสุวพันธุ์ตอบว่า ต้องดูรายละเอียดร่างก่อน ตนคิดว่าไม่น่าจะใช่ เมื่อถามว่า จะสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ประกาศใช้ก่อนรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า ต้องฟังความเห็นของ สนช.และขอเปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ชาติที่ทางรัฐบาลทำอยู่ เมื่อถามว่า จะทำให้เกิดการซ้ำซ้อนหรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า กฎหมายต้องมีฉบับเดียว ต้องทำให้เกิดข้อยุติที่เป็นประโยชน์มากที่สุดกับประเทศชาติ

การันตีไม่ครอบงำรัฐบาลใหม่

เมื่อเวลา 12.20 น. ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์และไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับหลักการและร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติว่า เรื่องนี้ สปท.เห็นชอบไปแล้วทั้งในส่วนของแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่มากและไม่เคยบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาก่อน เข้าใจว่าฝ่ายการเมืองอาจมีข้อกังวล ดังนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ตนยืนยันว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมาก ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้ไปจำกัดสิทธิและอำนาจรัฐบาลเลย เพราะรัฐบาลมีข้อจำกัดคืออยู่ในวาระคราวละ 4 ปี จึงไม่สามารถที่จะวางยุทธศาสตร์อะไรที่ยาวไกลได้

“มาร์ค” หวั่นล้าหลังไทม์ไลน์ไม่เป๊ะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ส่งข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญไปให้ กรธ.เเล้ว มีประเด็นสำคัญ 3 ส่วน ว่าจะทำอย่างไรให้การปราบการทุจริตคอร์รัปชันเห็นผล ไม่ลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ให้เกิดการถอยหลังของระบบประชาธิปไตย อยากให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติได้ ถ้าหากไม่ผ่านเชื่อว่าจะมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นในอนาคต แต่ถ้าผ่านประชามติโดยคนรู้สึกกลัวว่าจะได้สิ่งที่แย่กว่า ก็คิดว่าจะเกิดวิกฤติการเมืองอีก ส่วนเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรทบทวนให้ดี อาจเกิดปัญหาขัดแย้งในอนาคต เพราะองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง การมีคณะกรรมการฯซึ่งประกอบไปด้วยบุคคลที่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบประชาชน มากำหนดทิศทางของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 20 ปีนั้น จะเกิดปัญหาเยอะ

นายกฯพร้อมนำไทยสู้ภัยข้ามชาติ

ด้านความเคลื่อนไหวนายกรัฐมนตรี เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 16 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่ซันนีแลนด์ เมืองแรนโช มิราจ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯสมัยพิเศษช่วงที่ 2 (Retreat II) โดยได้กล่าวถ้อยแถลงหัวข้อ “การรักษาสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงในเอเชีย-แปซิฟิก” ถึงความร่วมมือด้านแก้ปัญหาการก่อการร้าย การเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศของโลก การสาธารณสุข และปัญหาการค้ามนุษย์ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยยืนยันความพร้อมที่จะร่วมมือกับอาเซียน-สหรัฐฯเพื่อรับมือกับประเด็นท้าทายข้ามชาติ ทั้งภัยเร่งด่วนที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ การแก้ปัญหายุติไวรัสอีโบลา ไวรัสซิกา แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่รัฐบาลไทยถือเป็นวาระแห่งชาติ สนับสนุนกฎหมายที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดทางเพศต่อเด็กที่ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามจริงจังกับการแก้ไขปัญหาการประมง IUU เป็นต้น

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ร่วมถ่ายภาพหมู่กับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และบรรดาผู้นำอาเซียน

เสนอตัวดูแลสินค้าการเกษตร

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ว่าผู้นำสหรัฐฯเชิญมาประชุมเป็นครั้งแรก หลังจากเป็นประชาคมอาเซียน ต่อไปจะประชุมอาเซียน-รัสเซีย และอาเซียน-จีน สำหรับการประชุมครั้งนี้ตนได้กล่าวในนามประเทศและอาเซียนว่าจะร่วมมือกันโดยมีสหรัฐฯเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ต้องสนับสนุนอาเซียนให้ความเข้มแข็ง พร้อมเสนอให้คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละประเทศด้วย แต่ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าการเกษตรจึงได้เสนอดูแลราคาสินค้าและพืชผลทางการเกษตรด้วย ในส่วนของการเจริญเติบโตทางเทคโนโลยีในยุคดิจิตอล ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจะมีการจัดตั้งกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำหรับมิติความมั่นคงเห็นตรงกันว่าจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพราะปัญหาต่างๆจะเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งต้องแก้โดยสันติวิธีเจรจาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือด้านต่างๆกับประเทศมหาอำนาจ

แนะอาเซียนคุมเข้มก่อการร้าย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ได้เสนอในที่ประชุมเกี่ยวกับประเด็นการก่อการร้ายต้องคำนึงถึงต้นทาง กลางทางและปลายทาง ในฐานะที่ไทยเป็นประเทศกลางทางจะกำชับเรื่องเส้นทางข้ามแดน เพราะการเปิดประชาคมอาเซียนจะทำให้มีผู้เข้า-ออกมากขึ้น จึงต้องมีวิธีป้องกัน เช่น ซื้อเครื่องตรวจสอบบุคคลเข้า-ออก เร่งรัดปราบปรามเรื่องหนังสือเดินทางปลอม แก้ปัญหาการใช้ไทยเป็นพื้นที่พักคอยของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ผู้มาทำผิดประเทศไทยต้องยึดกฎหมายไทยรวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาที่จับกุมได้มีหลายกลุ่มแต่ละกลุ่มจะมีความผิดและเกี่ยวข้องกับกฎหมายที่แตกต่างกัน แต่ทั้งหมดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมือง และส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่มีหมายเรียกหรือหมายจับ

จบภารกิจบินถึงไทยบ่าย 18 ก.พ.

พล.อ.ประยุทธ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นการเมืองเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ยังบอกไม่ได้ว่าการออกเสียงประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน และไม่ต้องการดำเนินการเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ต้องการทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ และขอให้คนไทยอย่าขัดแย้งกัน

กระทั่งเวลา 23.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะเดินทางออกจากท่าอากาศ-ยานนานาชาติลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ถึงท่าอากาศสุวรรณภูมิ เวลา 13.30 น. วันที่ 18 ก.พ. ตามเวลาประเทศไทย

สหรัฐฯเฝ้าจับตาไทยกลับสู่ ปชต.

ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานความคืบหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการช่วงค่ำ 16 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ โดยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้จัดแถลงข่าวที่เมืองแรนโชมิราจ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ สถานที่จัดประชุมครั้งนี้ พร้อมระบุว่าสหรัฐฯจะยังคงสนับสนุนให้ประเทศไทยกลับคืนสู่การปกครองของรัฐบาลพลเรือนโดยเร็ว ขณะที่ผู้แทนรัฐบาลไทยให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ทันทีที่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ล่าช้ามานานได้เสร็จสิ้นลง พร้อมคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งจะจัดขึ้นได้เร็วที่สุดในช่วงต้นปี 2560

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง “มาร์ค–เทือก”

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งศาล อุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ และนายสมร ไหมทอง นางหนูชิด คำกอง เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำหรือฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา กรณีออกคำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมบริเวณ ถ.ราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ จากกลุ่ม นปช. ปี 2553 โดยจำเลยทั้งสองเดินทางมาตามนัด พร้อมทีมทนายและมีอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เดินทางมาให้กำลังใจ ขณะเดียวกันมีญาติผู้เสียชีวิตประมาณ 10 คน มาร่วมฟังคำสั่งด้วย

ทำไปตามหน้าที่ไม่มีเจตนาส่วนตัว

โดยคำสั่งศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยทั้งสอง ในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่มีอำนาจปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 การออกคำสั่งต่างๆ เพื่อป้องกันชีวิตทรัพย์สินของประชาชนทั้งเพื่อป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งตามกฎหมาย ผลจากการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่เป็นเหตุให้ต่อมาปรากฏว่าประชาชน ผู้ร่วมชุมนุมถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้กรณีจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะส่วนตัวตามที่โจทก์และ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ แต่เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตรา 250 (2) การที่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอาศัยสำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งไม่มีอำนาจในการสอบสวนดังกล่าว การฟ้องของโจทก์จึงไม่ ชอบ ศาลอาญาจึงมิใช่ศาลที่มีเขตอำนาจในการชำระคดีทั้งสองสำนวน อุทธรณ์โจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบด้วย ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยพิพากษายืน

ทนาย นปช.เล็งปรับจุดบอดก่อนฎีกา

นายโชคชัย อ่างแก้ว โจทก์ร่วมและทนายความ นปช. กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษาว่า จะไปศึกษาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องก่อนจะปรึกษาหารือกันในข้อกฎหมาย จะนำประเด็นนี้เข้าหารือกับพนักงานอัยการเพื่อยื่นฎีกาต่อไป เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาก็ได้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งก็ได้ปรากฏอยู่ในสำนวนดังกล่าวด้วย

“ปู” ไปศาลสืบพยานจำนำข้าวนัด 2

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์นัดที่ 2 ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์มาศาลด้วยตนเอง ในชุดสูทผ้าไหมสีฟ้า พร้อมทีมทนายความและบรรดาเเกนนำพรรคเพื่อไทย มีมวลชนส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านเดินทางมาคอยส่งเสียงให้กำลังใจ มีตำรวจ บก.น.2 คอยดูเเลความเรียบร้อย

“ยิ่งลักษณ์” ยังมึนท่าที “จิรชัย”

ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธข่าวการว่าจ้างทีมทนายมาเพิ่มอีก 17 คน พร้อมระบุว่าหนังสือร้องขอความเป็นธรรมและขอชี้แจงในรายละเอียด ถึงสำนักนายกรัฐมนตรี รวม 7 ฉบับ ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับมา จึงต้องเรียกร้องทุกอย่างในการรักษาสิทธิ์ตัวเอง เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการรับผิดทางแพ่งคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ออกมาระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวไม่ผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบว่า ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร กรุณาอย่าเหมารวมว่าการจำนำข้าวผิด เพราะตอนนี้อยู่ในขั้นศาลที่ต้องพิสูจน์ต่อไป

สืบพยานโจทก์ 2 ปากนัดอีก 25 ก.พ.

จากนั้นเมื่อเข้าสู่ขั้นตอนศาล โจทก์ได้เบิกพยานคือ น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ นักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี เบิกความเกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจสอบการหักทอนบัญชีและความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องในทางวิชาการ โดยทนายจำเลยได้ซักค้าน ถามเกี่ยวกับคำสั่งของ คสช.ที่ตั้งกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว และการตรวจสอบ ข้าว น.ส.แน่งน้อยยืนยันการบันทึกบัญชีของอนุกรรมการปิดบัญชี เป็นสากล มีมาตรฐานเดียวกับการตรวจสอบบัญชีของรัฐในปี 57 พบมูลค่าของข้าวที่เสื่อมสภาพจากสี กว่า 1 พันตัวอย่าง มีค่าเสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นจากรอบการปิดบัญชีครั้งก่อนกว่า 3.4 หมื่นล้านบาท มีข้าวหายจากบัญชีไปบ้าง ส่วนการปิดบัญชีแล้วไม่ได้นำข้อมูลจากกรมบัญชีกลางและผลการชี้วัดของสภาพัฒน์ฯ เพราะการตรวจสอบต้องการความน่าเชื่อถือมากกว่า “ผู้รับผิดชอบโครงการต้องเป็นผู้สั่งการให้ตรวจสอบบัญชี รวบรวมข้อมูลบัญชีของโครงการ ไม่ใช่เรื่องการเสียภาษีอย่างเดียว แต่เป็นการแสดงสถานะทางการเงิน และการอ้างว่าโครงการยังไม่จบจึงไม่สามารถปิดบัญชีได้นั้น ไม่ถูกต้อง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศาลไต่สวนพยานได้เพียง 2 ปาก ส่วนพยานที่อัยการเตรียมไว้อีก 2 ปาก ได้เลื่อนไปไต่สวนในวันที่ 25 ก.พ.

พูดชี้นำ–บิดเบือนเจอถอนประกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ศาลได้ชี้แจงกำชับให้คู่ความระมัดระวังการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดี อย่าให้สัมภาษณ์ที่เป็นการชี้นำ หรือบิดเบือนที่จะมีผลต่อกระบวนพิจารณาคดี ซึ่งจะเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล ศาลอาจจะพิจารณาเรื่องการประกันตัวของจำเลย หรือมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด

“บิ๊กป้อม” ยันสอบทุกเรื่องฉาวโฉ่

วันเดียวกัน ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตรเรียกค่าหัวคิวโครงการขุดลอกคูคลอง โดยองค์การทหารผ่านศึก (อผศ.) ว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนโดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ยังไม่มีการชี้แจงหรือรายงานเพิ่มเติมมายังทางกระทรวงกลาโหม ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยังไม่มีการขอข้อมูลเพิ่ม เมื่อถามว่า สตง.ได้ส่งหนังสือขอดำเนินการสอบปากคำนายทหารผู้ใหญ่ 2 นาย ที่อาจเกี่ยวข้องมายังกองทัพบก พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว

พท.แฉจ้าง อผศ.กว่า 1.4 พันล้าน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “เมื่อ คสช.แหกกฎเสียเอง” ว่า ขณะนี้ มีเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจไม่แพ้การทุจริตในโครงการอุทยานราชภักดิ์ คือเรื่องที่ผู้รับเหมาร้องเรียนว่าถูกกลุ่มบุคคลที่อ้างความใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. เรียกเก็บเงินค่าหัวคิวงานขุดลอกคูคลองที่ คสช.มีมติเห็นชอบให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก หรือ อผศ. ได้รับสิทธิพิเศษในการรับจ้างพัฒนาหรือก่อสร้างปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยในปี พ.ศ.2558 อผศ. ได้รับงานจากส่วนราชการรวม 424 สัญญา รวมมูลค่างาน 1,458,847,255 บาท โดยหน่วยงานของ อผศ. ที่รับผิดชอบการก่อสร้างคือ ฝ่ายส่งกำลังบำรุงซึ่งไม่เคยมีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับงานการพัฒนาแหล่งน้ำเลย อีกทั้งยังมีบุคลากรจำกัด จึงไม่มีความพร้อมที่จะไปรับผิดชอบงาน นอกจากจะเป็นการเอางานไปขายหรือช่วงต่อ กรณีนี้จึงเป็นการสมคบกันของหลายหน่วยงานเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ชี้ทีม ศก.ถอดใจจี้ปรับ ครม.

น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเห็นว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจปี 58 ขยายตัวแค่ร้อยละ 2.8 น้อยกว่าเป้าร้อยละ 3 ที่วางไว้ ทั้งที่มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบเป็นแสนๆล้านบาท จึงน่าจะเป็นสาเหตุทำให้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลถึงกับถอดใจ บอกว่าหน้าที่ปั๊มจีดีพีเป็นของรัฐบาลหน้า แบบนี้ต้องปรับ ครม.อีกหรือไม่ อยากให้รัฐบาลยอมรับว่าปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ที่แท้จริงนั้นคืออะไร เร่งคืนประชาธิปไตย ประเทศไทยจะได้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

จำกัดคำถามสื่อเพราะหงุดหงิด

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปรับปรุงรูปแบบ การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนหลังการประชุม ครม. โดยให้ถามได้แค่ 4 คำถาม ว่า เป็นเพียงกรอบแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น เพราะต้องการคำถามที่ครอบคลุมประเด็นความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และข้อกฎหมาย สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะพูดคุยกับผู้สื่อข่าวล่วงหน้าก่อนการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์แต่ละครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อสังเกตว่า เหตุใดการแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ ทั้งนายกฯ รองนายกฯ รัฐมนตรี และผู้ให้ข่าวระดับต่างๆจึงแสดงความไม่พอใจคำถามผู้สื่อข่าว ดังนั้นจึงจัดระบบใหม่เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและมีความเป็นสากล เรื่องนี้นายกฯไม่ได้สั่ง เป็นข้อเสนอแนะจากหลายฝ่าย และทีมโฆษกรัฐบาลขออนุมัติหลักการจากนายกฯ

“พรเพชร” ปลงสภาใหม่เสร็จไม่ทัน

ช่วงสายวันเดียวกัน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินทางลง พื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้า รับฟังการบรรยายสรุปปัญหาและอุปสรรคโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย มูลค่า 12,000 ล้านบาท จากนั้นนายพรเพชรกล่าวว่า ขณะนี้โครงการก่อสร้างคืบหน้าเพียง 18% เชื่อว่าไม่สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จได้ทันตามกำหนด แม้จะมีการขยายเวลาก่อสร้างออกไป 387 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ธ.ค.2559 อย่างแน่นอน และยังประเมินไม่ได้ว่าจะสร้างเสร็จเมื่อใด ติดปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการรื้อถอนอาคาร 4 ส่วน ได้แก่ ศูนย์สาธารณสุข 38 (กทม.) ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า ห้องสมุด กทม. และโรงเรียนโยธินบูรณะ จากการประเมินเมื่อครบกำหนดในวันที่ 15 ธ.ค.59 จะมีความคืบหน้าเพียง 30% เท่านั้น ปัญหาหลักขณะนี้คือ ติดขัดขั้นตอนราชการที่การรื้อถอนอาคารเหล่านี้ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน

ฉุนสัญญาชุ่ย–ต้องมีคนรับผิดชอบ

นายพรเพชรกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า การทำสัญญาก่อสร้างระยะเวลา 900 วัน ไม่รู้ไปลงนามได้อย่างไร ทั้งผู้จ้างและผู้รับจ้าง ถือเป็นบทเรียนที่หน่วยงานราชการต้องพึงระวังในการทำสัญญาก่อสร้าง ไม่อยากพูดเรื่องนี้มาก หากการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ต้องมีผู้รับผิดชอบ แต่ไม่ใช่ตน ตนแค่มาบริหารสัญญา แต่สิ่งที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าคือ หากการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา จะกลายเป็นซากเศษสนิมไปไม่รู้กี่ปี จะต้องมีการฟ้องร้องกันต่อไปว่าใครเป็นฝ่ายผิดหรือถูก ซึ่งต้องดูเงื่อนไขสัญญาว่าเป็นความผิดของใคร ยังไม่รู้ว่า เราจะเป็นฝ่ายถูกหรือไม่ แต่ตนไม่เข้าใจว่า ไปทำสัญญาก่อสร้าง 900 วันได้อย่างไร ทั้งที่มีอาคารยังไม่รื้อถอนเป็นจำนวนมาก

โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    62.9%
  • ไม่ชอบ
    29.9%
  • สนุก
    2.1%
  • ประหลาดใจ
    5.2%
  • เสียใจ
    0.0%
  • ให้กำลังใจ
    0.0%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement