จำได้หรือเปล่าพระเอก 7 สี 'เอกรัตน์ สารสุข' เปิดหมดเปลือกสาเหตุลาวงการ! - thairath.co.th
ไทยรัฐออนไลน์
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559
บริการข่าวไทยรัฐ
advertisement

จำได้หรือเปล่าพระเอก 7 สี 'เอกรัตน์ สารสุข' เปิดหมดเปลือกสาเหตุลาวงการ!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ก.พ. 2559 09:30
555,103 ครั้ง


ซุปตาร์วันวานเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะพาแฟนๆ ไปพบกับอดีตพระเอกช่อง 7 ชื่อดังอย่าง เอก เอกรัตน์ สารสุข จากนายแบบโฆษณาได้ก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกของช่อง 7 งานนี้เชื่อว่าต้องมีแฟนละครจำพระเอกผิวเข้มรูปหล่อหน้าไทยคนนี้ได้อย่างแน่นอน เป็นเวลาเกือบ 10 ปีบนเส้นทางสายมายาเส้นนี้ เอกรัตน์ได้ฝากผลงานเอาไว้มากมายหลายเรื่อง และผลงานสร้างชื่อให้กับพระเอกคนนี้ก็คือเรื่อง ทัดดาวบุษยา และ เงาอโศก 

จากปี 2549 ที่เอกรัตน์ได้ตัดสินใจหันหลังให้กับวงการบันเทิงมาจนถึงปี 2559 เป็นเวลา 10 ปีพอดิบพอดี บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไปรำลึกถึงวันวานและอัพเดตชีวิตของพระเอกคนนี้กัน ว่าปัจจุบัน อดีตพระเอกของเราคนนี้ทำอะไรอยู่

เข้ามาทำงานในวงการได้อย่างไร?

“ตอนนั้นเริ่มจากการเป็นนายแบบก่อน อายุ 19 ปี ประมาณปี 2539 เริ่มเดินแฟชั่นโชว์และถ่ายแฟชั่น โดยมีพี่ก้อง ปิยะ เป็นคนแนะนำให้มาเดินแบบ กับพี่ก้องคือรู้จักกันมาก่อน และงานแรกที่ได้เดินแบบคือนายแบบที่จะเดินเค้าไม่มา พี่ก้องเลยเรียกให้ไปเดินแทน เดินมั่วมากตอนนั้น เพราะไม่ได้ซ้อมเลย โดนเรียกตัวไปแบบกะทันหัน ที่ตัดสินใจไป เพราะอยากจะลองทำดู ในเมื่อพี่ก้องโทรมาตาม ต้องเห็นอะไรในตัวเรา หลังเดินแบบเสร็จก็มาถ่ายแฟชั่นโชว์ แต่ยังไม่ได้ขึ้นปกนะ ยังอยู่ข้างใน แต่บนปกเป็นพระเอกดัง คนเลยได้ดูหนังสือเล่มนั้นเยอะ เค้าก็เห็นผมในหนังสือเล่มนั้น ก็เลยโดนเรียกไปแคสงานโฆษณา โฆษณาชิ้นแรกคือชาร์ป หลังจากนั้นก็เป็นคอฟฟี่เมต ตอนแรกคิดว่าจะไม่ไปแคสงานคอฟฟี่เมต เพราะตอนนั้นคอฟฟี่เมตมันดังมากและเค้าก็เลือกพรีเซนเตอร์ คิดว่าเค้าคงไม่เอาเราหรอก ยังไม่ได้เล่นละครเลย แต่พี่ก้องคะยั้นคะยอ ก็เลยไป สุดท้ายได้เล่นโฆษณาชิ้นนี้ และทำให้หลายคนเริ่มรู้จักพี่ และช่อง 7 ก็ติดต่อมา”

ตอนนั้นรู้สึกอย่างไรที่ช่อง 7 เรียกตัวเข้าไป?
“ตอนนั้นตื่นเต้นมาก มีคนมาบอกว่า คุณแดง สุรางค์ ไม่ได้เรียกพบใครง่ายๆ นะ แต่ท่านอยากเจอพี่แสดงว่าท่านต้องเห็นอะไรในตัวผม พอได้เจอ คุณแดงก็ถามเลยว่าจะมาอยู่กับเค้ามั้ย ตอนแรกก็ลังเล แต่สุดท้ายก็อยากจะลองดู เลยเซ็นสัญญากับช่อง 7”

คุณแดงต้องเห็นอะไรในตัวเรา ถึงเรียกเข้าไปคุย

ละครเรื่องแรกในชีวิตคือเรื่องอะไร?
“ตอนนั้นได้เล่นละครเรื่องไม้ดัด ประกบกับน้องแอล จุฑาทิพย์ ซึ่งตอนนี้น้องแอลก็เลิกเล่นละครไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ถือว่าเป็นละครที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งนะสำหรับคนที่เล่นเรื่องแรก ตอนนั้นยังถ่ายเรื่องแรกไม่เสร็จเลยก็มีละครเรื่องที่ 2 เข้ามาคือเรื่องรัตนโกสินทร์ เล่นคู่กับ นิ้ง กุลสตรี สมัยก่อนจะถ่ายละครแบบ ถ่ายแล้วออนแอร์เลย ไม่ได้สต๊อกเอาไว้แบบนี้สมัยนั้นไม่ได้เรียนการแสดงด้วย ครั้งแรกที่ถ่ายละครถ่ายแล้วเทคอยู่ครึ่งวัน (ยิ้ม) แต่ก็ต้องสู้ คนให้โอกาสมาขนาดนี้แล้ว ก็ต้องทำ”

ละครสร้างชื่อคือเรื่องอะไร?
“ละครที่ทำให้คนรู้จักผมมากขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่อง ทัดดาวบุษยา เล่นกับ กบ สุวนันท์ และ เงาอโศก เล่นกับ น้องเอ๊ะ อิสริยา เป็นอีกผลงานที่สร้างชื่อให้ครับ”

ทัดดาวบุษยา ละครที่สร้างชื่อให้เอก ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต

ในยุคนั้นเป็นพระเอกฮอตขนาดไหน?
“สมัยยุคของผมไม่มีแฟนคลับชัดเจน เพราะยุคนั้นคนยังเขียนจดหมายหากันอยู่ ไม่มีโซเชียลมีเดียเหมือนสมัยนี้ จดหมายที่ส่งมาหาก็ถือว่าเยอะนะ ส่งมาที่บ้าน มีพับดาว พับนกใส่ขวดโหลมาให้ด้วย แต่ขอบอกว่าผมไม่ค่อยได้ตอบจดหมายใคร ยอมรับนะว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีมากเลย เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียใจมากจนถึงทุกวันนี้ ถ้าย้อนเวลาไปได้ เราจะทำให้มันดีกว่านี้ อ่านนะแต่ไม่ได้ตอบ เพราะเวลางานมันค่อนข้างจะเยอะ เวลาพักผ่อนไม่ค่อยจะมี เพราะสมัยนั้นเป็นยุคที่ถ่ายละครไปออนแอร์ไป”

ในระหว่างที่ทำงานอาชีพนักแสดง ได้อะไรจากวงการนี้บ้าง?
“ความอดทนและวินัยในการทำงาน เป็นสิ่งที่วงการให้กับนักแสดงทุกคน ถ้าไม่ได้เข้าวงการบันเทิงอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้ ชื่อเสียงเงินทองมันพูดยาก เพราะผมไม่ได้รับงานเหมือนคนอื่น งานอีเวนต์ก็ไม่รับ เกมโชว์ก็ไม่รับ ที่ไม่รับเพราะรู้สึกไม่ชอบ ยังคิดเป็นธุรกิจไม่เป็น และอีกอย่างผมร้องเพลงไม่เป็น มาร้องเพลงเป็นตอนที่เป็นทหาร ทำงานตรงประชาสัมพันธ์ เค้าฝึกให้ร้องเพลง ส่วนเกมโชว์ไม่ชอบเลยไม่รับ อาจจะเป็นพระเอกในยุคนั้นคนเดียวที่ไม่รับงานอีเวนต์ มีงานติดต่อเข้ามาก็ไม่รับ มานั่งคิดเสียใจว่าน่าจะลองทำ ที่ตอนนั้นไม่ทำ เพราะคิดอีกแบบ คิดตื้นๆ คิดแค่ว่าไม่อยากทำก็เลยไม่ทำ แต่จริงๆ น่าจะขวนขวาย”

หล่อ ไทย เข้ม สไตล์พระเอกช่อง 7
ความอดทนและวินัยในการทำงาน เป็นสิ่งที่วงการให้กับนักแสดงทุกคน ถ้าไม่ได้เข้าวงการบันเทิงอาจจะไม่มีวันนี้ก็ได้

บทบาทไหนที่ได้รับแล้วรู้สึกท้าทายความสามารถ?
“น่าจะเป็นการเล่นหนังเรื่องจันดารา เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว ที่รับเล่นเพราะสมัยนั้นมันเป็นบทที่ท้าทาย และไม่เคยเล่นหนังและบทมันแปลกก็เลยลองเล่นดู ก็ประสบความสำเร็จในระดับนึงนะ แต่ถามว่าแฟนๆ ชอบให้เล่นบทแบบนี้มั้ย แฟนละครไม่ค่อยดูหนัง ก็เลยไม่ทราบกระแส แต่ถ้าถามถึงฉากเลิฟซีนก็มีนะ แต่วิธีการตีความจะไม่เหมือนสมัยนี้”

นางเอกคู่ขวัญคือใคร?
“ไม่ค่อยได้เล่นกับนางเอกซ้ำคน ก็เล่นวนๆ นะ แต่มีซ้ำก็เป็นน้องเอ๊ะ เล่น 2 เรื่อง คือเงาอโศก กับ แฝดล่องหน ถ้าเทียบกับสมัยนี้ก็เรียกว่าคู่จิ้น (หัวเราะ) แต่คนไม่ได้ยุให้เป็นแฟนกันนะ แฟนๆ ไม่ได้อินจัดขนาดนั้น”

ผ่านงานในวงการมาครบทุกรูปแบบมั้ย?
“มีเอ็มวีที่ไม่ได้เล่น เพราะในยุคนั้นพระเอกช่อง 7 ไม่มีการเล่นเอ็มวี เป็นนโยบายของช่องในสมัยนั้น เพลงก็ไม่ได้ร้อง เพราะเป็นยุคที่พระเอกไม่ต้องเป็นนักร้องแล้ว ยุคของผมนักแสดงจะต้องให้แฟนๆ เข้าถึงได้ยาก แต่นักแสดงยุคนี้ต้องเข้าไปหาคน ในสมัยก่อนไม่ถึงกับเดินห้างไม่ได้ แต่คนกรุงเทพฯ ชินกับการเจอดารา เพราะได้เจออยู่บ่อยๆ แต่ถ้าไปต่างจังหวัดก็เป็นอีกเรื่องนึง เพราะเค้าจะได้มีโอกาสเจอดารานักแสดงได้น้อยกว่าคนในกรุงเทพฯ”

ไปร่วมเปิดงานพ็อกเกตบุ๊กของ เอ๊ะ อิศริยา น้องรัก
พระเอกผิวเข้มขวัญใจสาวๆ ในยุคก่อน

ในระหว่างที่เป็นนักแสดงก็ต้องไปเป็นทหารด้วย?
“ใช่ เพราะถึงกำหนดที่จะต้องไปเป็น เป็นทหารตอนปี 2544 พอไปเป็นทหารก็ทำเหมือนกับทุกคน ฝึกเหมือนกัน ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือใคร เป็นชีวิตที่ดีนะ ช่วงที่ได้ไปเป็นทหารได้ทำประโยชน์ให้กับสังคมเยอะนะ เพราะทำในตำแหน่งประชาสัมพันธ์ ร้องเพลงเป็นเพราะที่นี่ เพลงแรกที่ร้องคือ ไม่ต้องมีคำบรรยาย ร้องได้อยู่เพลงเดียว เป็นทหารอยู่ 1 ปี ชีวิตที่เป็นทหารรู้สึกว่าชีวิตมีค่านะ มันเหมือนได้ทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว แต่ต้องทำ ตอนเป็นพระเอกไม่ทำก็ได้ แต่พอไปเป็นทหารยังไงก็ต้องทำ ต่อให้เป็นทหารก็ไม่มีคำว่าพระเอก กลับออกมาก็มีงานละคร แต่ก็ต้องขอพักอยู่เกือบ 2 เดือน เพราะผิวเกรียมมาก”

สมัยที่เอกเป็นทหาร

อะไรทำให้ตัดสินใจหันหลังให้วงการ?
“ที่เลิกเล่นละคร เพราะสมัยก่อนผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีความเป็นตัวเองสูง คิดอะไรด้านเดียว ไม่หลากหลาย ตอนนั้น อายุ 29 เล่นละครเรื่อง มาทาดอร์ ก็ประกาศว่าจะลาวงการตอนอายุ 32 เพราะผมรับไม่ได้ที่จะต้องอายุ 30 แล้วต้องมารับบทเป็นพ่อ คือยอมรับว่าตอนนั้นเรายังเด็กและคิดด้วยอัตตา ถ้าจะให้เป็นอย่างนั้น เลิกเล่นดีกว่า และมันเหมือนบทมาถึงทางตัน ไม่มีบทแปลกๆ ใหม่ๆ มาให้เล่นแล้วพอถึงเวลาที่เรากำหนดไว้ ก็ต้องทำตามที่พูดเอาไว้ แล้วก็ออกมาทำอย่างอื่น แม้ผู้ใหญ่จะเสนอบทใหม่มาให้ แต่ผมก็ปฏิเสธไป เพราะบทที่ได้มาไม่ได้เป็นพระเอก

ตอนนั้นก็ไม่ฟังคำทัดทานของใครด้วย เอาความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ ผมเป็นคนมีความเป็นตัวเองสูง มีจุดยืนแบบโง่ๆ การทำงานในวงการบันเทิงเมื่อถึงจุดนึงเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงแล้วเดินต่อไป กับอีกจุดนึงคือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงแล้วเลิก เลิกแล้วมานั่งค้นหาตัวเอง พอถึงจุดนึงก็จะมานั่งคิดถึงงานในวงการบันเทิง อย่างผมตอนนี้ถ้าจะกลับไปทำงานมันต้องลดน้ำหนักก่อน เพราะอ้วนๆ อย่างนี้ไปทำไม่ได้หรอก ไปทำก็เสียชื่อเปล่าๆ มันไม่มีบทสำหรับคนอ้วนในเมืองไทย ตอนที่ออกมาจากวงการใหม่ๆ ก็ยังมีคนติดต่อมานะ แต่ผมก็บอกเค้าไปว่าไม่อยากจะทำลายสิ่งที่สร้างขึ้นมา อยากให้คนจดจำในมุมของพระเอก แต่เราลืมไปว่าในเมืองไทยไม่มีตำนาน คนค่อยๆ ลืมเราไปเพราะสุดท้ายมันก็แค่ชื่อเสียงที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

แรกๆ ผมก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่หลงระเริงไปกับชื่อเสียงบ้าง แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มปรับตัวและอยู่กับมันได้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองโด่งดัง หรือว่าเรียกเรตติ้งได้ เข้าใจมากขึ้นว่าการทำงานมันต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างรวมกัน จะดังได้ก็ต้องมีนางเอกที่ร่วมแสดง ผู้กำกับ เพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ หรือว่าจะเป็นบทประพันธ์ หลายๆ อย่าง จะเอาตัวเราเป็นตัวเรียกเรตติ้งคนเดียวคงไม่ใช่หรอก”

เล่นละครเรื่องมาทาดอร์ ประกบ แองจี้ เฮลติ้ง และประกาศว่าหากอายุ 32 จะลาออกจากวงการ
ข่าวเป็นเกย์พี่ก็โดน แต่พี่ไม่ได้เป็นก็เลยไม่ได้สนใจ

ข่าวแรงที่สุดที่โดนคือข่าวอะไร?

“ข่าวเป็นเกย์ผมก็โดน แต่ผมไม่ได้เป็นก็เลยไม่ได้สนใจ ทำงานในวงการต้องทำใจยอมรับว่า ยังไงก็โดนวิจารณ์ พอไม่เปิดตัวแฟนก็หาว่าเป็นเกย์ พอเปิดตัวแฟนก็โดนจับจ้อง แต่ก็ไม่ได้อึดอัดนะที่มาทำอาชีพนี้”

วงการบันเทิงสมัยนี้เปลี่ยนไปมากมั้ยในสายตาของเอก?

“เปลี่ยนไปเยอะนะ เปลี่ยนไปเพราะโซเชียลมีเดีย คนเข้าถึงข่าวสารได้ง่ายขึ้น ยุคสมัยเปลี่ยนไป ดาราจะเป็นแฟนกัน คนก็ไม่ได้ต่อต้าน ไม่สนใจ ว่าอย่าทำในเรื่องที่ผิดศีลธรรมเป็นพอ แต่ในยุคของผมจะคบใครก็ต้องเงียบๆ เพราะกระแสมันจะตก”

ถ้ามีโอกาสอยากจะกลับไปทำงานอีกมั้ย?
“ตอนนี้ก็ยอมรับนะว่าคิดถึงวงการ ถ้ามีบทดีๆ เหมาะสมรึเปล่า ก็น่ากลับไปเล่นอีกครั้งนะ แต่ผมต้องลดน้ำหนักก่อน แต่การจะกลับไปในวงการมันไม่ใช่แค่ตัวพี่อย่างเดียว ต้องดูผู้ใหญ่และคนที่ให้โอกาส และตัวเราก็ต้องพร้อม ใจพร้อมแต่ร่างกายไม่พร้อม (ยิ้ม) แต่เอาจริงๆ ผมก็อยากจะไปทำงานเบื้องหลัง ทำรายการ หรือว่าเป็นผู้จัดมากกว่า แต่ก่อนจะไปทำตรงนั้น เราก็ควรจะกลับมาเริ่มงานทางการแสดงก่อน ซึ่งเป็นอะไรที่เราถนัดและน่าจะทำได้ดีกว่า แล้วค่อยขยับขยายไปทำงานเบื้องหลัง ผมรู้สึกเสียดายชื่อเสียงที่สร้างมานะ กว่าที่จะสร้างมันได้ มันยากมาก แต่การที่จะรักษามันไว้ ยากยิ่งกว่า แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเราขึ้นไปจุดที่สูงสุดแล้ว วันนึงก็จะต้องลงมาจุดที่ต่ำสุดแน่นอน ซึ่งวันนั้นผมไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง แต่วันนี้ผมยอมรับได้แล้ว”

ทุกวันนี้เวลาแฟนละครเจอ ยังจำได้มั้ย?
“ทุกวันนี้ กลุ่มแฟนละครที่อายุ 20 กว่าๆ ขึ้นไป ก็จะมีจำผมได้บ้าง ก็จะถามว่าเมื่อไหร่ผมจะกลับมาเล่นละคร ทำอะไรอยู่ ก็จะถามว่าทำไมไม่รับงานละคร เวลาเจอแฟนละครยิงคำถามแบบนี้ก็รู้สึกดีนะ ที่เค้ายังจำเราได้ รู้สึกว่าเค้าคิดถึงเรา เค้ามีความรู้สึกดีๆ ให้กับเรา ฝากขอบคุณผ่านสื่อนี้ไปด้วยนะ”

เมื่อครั้งยังเป็นพระเอกเบอร์ต้นๆ ของช่อง 7
ถึงจะดูอวบขึ้นแต่ก็ยังคงความหล่อไม่เปลี่ยน

ชีวิต ณ ปัจจุบันทำอะไรอยู่?

“ตอนนี้ผมทำธุรกิจส่วนตัว ทำเกี่ยวกับจิวเวลรี่ แบรนด์ Augusty เปิดตามโรบินสันกับเซ็นทรัล ทำมาประมาณ 10 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นที่มาทำเกี่ยวกับจิวเวลรี่ เพราะก่อนหน้าที่จะเข้าวงการ ผมเคยเรียนดูเพชรมาก่อน พอมาเข้าวงการก็ทิ้งไป ไม่ได้ทำ พอตัดสินใจว่าจะเลิกเล่นละครก็ปรึกษาพวกพี่ๆ ว่าจะทำอะไรดี พวกพี่ๆ ก็ทำกันอยู่แล้ว ก็เลยทำด้วยกันมาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เคยทำส่งออก แล้วเลิกทำ เพราะเศรษฐกิจตอนปี 2540 มันไม่ค่อยดี แต่ก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจตัวนี้ก็ไปลองผิดลองถูกจากธุรกิจตัวอื่นมาก่อนตั้งหลายด้าน ทำด้านท่องเที่ยวประมาณ 3-4 ปี ก็เลิกทำ ก่อนที่จะมาทำจิวเวลรี่”

จากพระเอกละครผันตัวเองมาเป็นนักธุรกิจ เป็นอย่างไรบ้าง?
“รู้ๆ กันอยู่ว่าเศรฐษกิจมันไม่ค่อยดี ทุกคนก็พยายามช่วยตัวเอง เอาตัวให้รอด ในส่วนของผมก็ดีในระดับนึง แต่ไม่ดีเท่าเมื่อก่อน ตอนช่วงแรกๆ ที่เริ่มทำ ส่วนเรื่องการปรับตัวยากมั้ย ก็ไม่ยากนะ ตอนเราเป็นนักแสดงคนจะเข้ามาหาเรา พอเราทำธุรกิจเราต้องวิ่งไปหาคน ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าในสมัยก่อน ผมไม่อยากทำงานก็จะปฏิเสธ แต่นี่เราปฏิเสธคนไม่ได้ ต้องติดต่อตลอดเวลา”

เล่นเป็นพระเอกในละครเรื่อง เปรตวัดสุทัศน์

การเป็นนักแสดงมาก่อน ทำให้การทำงานง่ายขึ้นมั้ย?
“ง่ายขึ้น เพราะว่าอย่างแรกคือคนเข้ามาหาคนง่ายขึ้น การที่เราเข้าไปหาเค้ามันก็ง่ายในการรับนัด เพราะเรามีแบล็กกราวน์ นี่คือข้อดีของวงการบันเทิงนะ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเรามีทุกวันนี้เพราะว่าวงการบันเทิง”

มีครอบครัวแล้วรึยัง?

“มีแฟนแล้วครับ แต่ยังไม่แต่งงาน (ยิ้ม)”

พระเอกเจ้าฮะ "ทัดดาวบุษยา" ในตำนานบอกกับเราประโยคหนึ่งว่า "อยากให้คนจดจำในมุมของพระเอก แต่เราลืมไปว่าในเมืองไทยไม่มีตำนาน คนค่อยๆ ลืมเราไปเพราะสุดท้ายมันก็แค่ชื่อเสียงที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป"

พูดคุยกับ "ซุปตาร์วันวาน" คนนี้จบเรารู้ซึ้งถึงสัจธรรมข้อหนึ่งของวงการบันเทิง "ชื่อเสียงไม่จีรัง" การมีความสุขกับปัจจุบันที่เป็นอยู่ต่างหากคือสิ่งที่จะอยู่กับเราตลอดไป

ยินดีที่ได้รู้จักกันอีกครั้งกับพระเอกคนนี้ "เอกรัตน์ สารสุข".

ผันตัวเองมาทำธุรกิจจิวเวลรี่
ทำแบรนด์ Augusty มีขายที่โรบินสันและเซ็นทรัล
เอกรัตน์ และ นุ่น วรนุช
เล่นละครเรื่อง เปรตวัดสุทัศน์ คู่กับ นุ่น วรนุช
อกธรณี ละครเรื่องสุดท้าย และ จันดารา หนังเรื่องแรกและเรื่องสุดท้าย ขอบคุณภาพจากอินเทตอร์เน็ต
ร่วมงานกับ ป๊อก ปิยธิดา ในละครเรื่อง คนตาทิพย์
ละครเรื่องที่ 2 เคยร่วมงานกับ นิ้ง กุลสตรี ด้วย ขบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต
ผลงานละครบางส่วนของเอก ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต
โหวตข่าวนี้
  • ชอบ
    70.3%
  • ไม่ชอบ
    4.2%
  • สนุก
    2.4%
  • ประหลาดใจ
    2.5%
  • เสียใจ
    0.9%
  • ให้กำลังใจ
    19.7%
advertisement

ไทยรัฐทีวี

advertisement